บทที่ 41 หลบหนี
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นจากด้านหลังสนั่นหวั่นไหว ลู่จือฉิง ไม่รอช้ารีบอุ้มเซี่ยมู่แล้ววิ่งหนีไปซ่อนตัวที่ตรอกซอกซอย โชคดีที่ที่นี่มีตรอกและตรอกนี้ก็แคบมาก พอที่จะให้คน ๆ หนึ่งผ่านไปได้และม้าก็ไม่สามารถผ่านไปได้เลย
พวกทหารม้าถูกแผงลอยเล็ก ๆ และตรอกซอกซอยขวางทางไว้ เมื่อพวกทหารลงจากหลังม้าลู่จือฉิงและเซี่ยมู่ก็เกือบจะหนีออกจากตรอกนี้ได้แล้ว
ย่านที่อยู่อาศัยแห่งนี้ตั้งอยู่เชิงเขา เมื่อลู่จือฉิงวิ่งหนีออกมาจากตรอก ก็พบว่าข้างหน้าเป็นภูเขารกร้างตอนนี้ไม่มีทางไปแล้ว ลู่จือฉิงมองไปรอบ ๆ และพบว่าบ้านเรือนส่วนใหญ่บนถนนสายนี้ถูกทิ้งร้าง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมตรอกนี้จึงเต็มไปด้วยขยะและไม่มีใครจัดการ
ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วลู่จือฉิงอุ้มเซี่ยมู่แล้ววิ่งเข้าไปในบ้านที่อยู่ลึกที่สุด หวังว่าจะหลบหนีจากการตามล่าของทหารเหล่านั้นได้
เห็นได้ชัดว่าบ้านหลังนั้นทรุดโทรมมานานแล้ว ภายในเต็มไปด้วยใยแมงมุม และอากาศก็เต็มไปด้วยฝุ่นเมื่อเดินเข้าไปก็สำลักฝุ่นเข้าไปเต็มจมูก
ภายในยังทรุดโทรมและมืดมิด ปูนขาวบนผนังร่วงหล่นลงมาหมดจนมองเห็นก้อนอิฐสีแดงเข้มภายในได้
ในอดีตที่นี่น่าจะเป็นบ้านของพวกขุนนางหรือเศรษฐี แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ถูกทิ้งร้างจนกลายเป็นแบบนี้ ลู่จือฉิงส่ายหัวยังมีเวลามาคิดเรื่องไร้สาระอีกนะ!
สถานที่แบบนี้จะซ่อนตัวที่ไหนดีนะ ลู่จือฉิงมองไปรอบ ๆ เซี่ยมู่ยื่นหัวออกมาจากอ้อมแขนของนาง ชี้นิ้วไปที่โต๊ะในห้องโถงแล้วพูดข้างหูของลู่จือฉิง ว่า “ซ่อนใต้โต๊ะนั่น”
ลู่จือฉิง มองตามไป โต๊ะตัวนั้นเป็นโต๊ะที่พบเห็นได้ทั่วไปในห้องโถงของจวนขุนนาง โต๊ะตัวนั้นหันหน้าเข้าหาประตูโดยตรง ด้านบนมีผ้าคลุมโต๊ะ มีแจกันและขวดวางอยู่บนโต๊ะ ทั้งสองข้างมีเก้าอี้เท้าแขนวางอยู่ด้วย
แต่โต๊ะตัวนั้นพังยับเยิน ขาโต๊ะมีรอยแทะของหนู ผ้าคลุมโต๊ะก็ขาดวิ่นและมีฝุ่นหนาเตอะ
แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือโต๊ะนี้อยู่ตรงข้ามกับประตูพอดี พวกเขาจะไม่ซ่อนตัวอยู่ด้านใน แล้วมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่แทนหรือ?
ลู่จือฉิงมองเซี่ยมู่อย่างสงสัย เซี่ยมู่ก็ส่งสายตาที่แน่วแน่มั่นใจ หมายความว่าไม่ต้องกังวลไม่มีปัญหา
ลู่จือฉิงเชื่อในการตัดสินใจของเซี่ยมู่ ในเมื่อเซี่ยมู่มั่นใจนางก็มั่นใจ ถ้าไม่ใช่เพราะแผนใช้ถังขยะของเซี่ยมู่ ป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าพวกนางจะเป็นอย่างไรบ้างแล้ว
ไม่นานพวกทหารจะต้องมาค้นหาในบ้านหลังนี้แน่ ลู่จือฉิงจึงรีบซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะที่หันหน้าเข้าหาประตูทันที
เซี่ยมู่ดิ้นออกจากอ้อมแขนของลู่จือฉิงอย่างกะทันหัน ลู่จือชิงก็ไม่สามารถตะโกนเรียกเขาได้ทำได้เพียงแต่ร้อนใจจนเหงื่อหยด เซี่ยมู่คิดจะทำอะไรกันแน่ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาซุกซนนะ
จู่ ๆ เซี่ยมู่ก็หยิบไม้ปัดขนไก่ที่หักจนใช้การไม่ได้มาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วปัดฝุ่นบนพื้น ลู่จือฉิงเห็นว่าเพราะที่นี่ไม่มีคนอยู่อาศัยมานานบนพื้นจึงมีฝุ่นหนาเตอะ
เมื่อครู่นี้ตอนที่ลู่จือฉิงเดินเข้ามา ได้ทิ้งรอยเท้าไว้บนพื้น หากทหารตามมา ก็จะพบที่ซ่อนของพวกนางได้อย่างรวดเร็วจากรอยเท้าเหล่านี้
เซี่ยมู่ใช้ไม้ปัดขนไก่ปัดไปมารอยเท้าบนพื้นก็หายไป มองดูเหมือนเป็นฝุ่นที่กองรวมกันอีกชั้นหนึ่ง ลู่จือชิงรู้สึกทึ่งในใจมาก โชคชะตาของนางช่างดีอะไรเช่นนี้ ถึงได้มีลูกที่ฉลาดปราดเปรื่องเช่นนี้
เซี่ยมู่จัดการร่องรอยเสร็จอย่างรวดเร็วแล้วรีบมุดเข้าไปในที่กำบังใต้โต๊ะ ทันทีที่มุดเข้าไปก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างนอก
เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แถมยังได้ยินเสียงดาบกระทบกันอีก ลู่จือฉิงและเซี่ยมู่ต่างพากันกลั้นหายใจ ซ่อนตัวอยู่ใต้โต๊ะอย่างหวาดกลัว
เสียงดาบกระทบกันดังใกล้เข้ามา จนลู่จือฉิงรู้สึกเหมือนหัวใจหล่นลงไปที่ตาตุ่ม ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงตวาดดังขึ้น “ค้นข้างใน! ค้นให้ละเอียด!”
“ขอรับ!” เสียงขานรับพร้อมเพรียง ดังจนฝุ่นบนหลังคาหล่นลงมา
เสียงฝีเท้าเดินเข้าไปข้างใน เสียงในห้องโถงเงียบลง ลู่จือฉิงและเซี่ยมู่ยังคงไม่กล้าส่งเสียง กลุ่มคนพวกนี้ดูเหมือนจะมีหัวหน้า แต่หัวหน้าไม่ได้เข้าไปค้นด้วยเพียงยืนรออยู่ในห้องโถง
ดูเหมือนผู้เป็นหัวหน้าจะเหนื่อยล้าจากการตรวจค้นมาทั้งวัน ลู่จือฉิงได้ยินเสียงเขาก้าวเข้ามาใกล้ ข้างโต๊ะมีเก้าอี้ตัวหนึ่ง เขาปัดฝุ่นบนเก้าอี้ลวกๆ แล้วนั่งลง
ตอนนี้ลู่จือฉิงและเซี่ยมู่ กับหัวหน้าหน่วยทหารม้ามีเพียงผ้าม่านบางๆกั้นอยู่ ใกล้กันเพียงแค่เอื้อมมือ หากคนผู้นี้เกิดอยากจะเปิดผ้าม่านขึ้นมาดู ทั้งสองคนคงต้องจบสิ้นแล้ว
ในประชิดเช่นนี้ลู่จือฉิงไม่กล้าหายใจตามปกติได้แต่พยายามหายใจเข้าลึกๆ หายใจยาวๆ เพื่อไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดออกไป
เซี่ยมู่ก็เลียนแบบลู่จือฉิงทั้งสองคนต่างฝึกหายใจจนเงียบเชียบ ทั้งสองฝ่ายจึงอยู่ร่วมกันในห้องโถงนี้โดยสันติ ทุกวินาทีล้วนเป็นความทุกข์ทรมานสำหรับลู่จือฉิงและเซี่ยมู่
ความกลัวที่ไม่รู้ที่มาที่ไปคือความกลัวที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด ลู่จือฉิงกลัวที่สุดคือไม่รู้ว่าเมื่อใดที่ผ้าม่านบังตาผืนนี้จะถูกเปิดออก หากเป็นเช่นนั้น นางยอมถูกจับตั้งแต่บนถนนเสียยังดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่ต้องทรมานใจเช่นนี้
ลู่จือฉิงรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานแล้ว แต่ความจริงแล้วผ่านไปเพียงไม่กี่นาที คนที่เข้าไปค้นหาได้ทุบทำลายข้าวของจนหมด แม้แต่แจกันก็ไม่เว้น แต่ก็ไม่พบนักโทษหลบหนีทั้งสอง
ทุกคนคิดว่าสองแม่ลูกคงไม่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้แล้ว กำลังจะเปลี่ยนไปค้นหาที่อื่น กลุ่มคนเหล่านี้จึงกลับมาที่ห้องโถงเพื่อรายงานสถานการณ์
เมื่อหัวหน้าได้ยินว่าไม่พบอะไร ก็เตรียมจะออกจากบ้านหลังนี้เพื่อไปค้นหาในบ้านร้างหลังอื่นๆ ต่อลู่จือฉิงและเซี่ยมู่คงหนีไปไหนได้ไม่ไกล คงซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งในบริเวณนี้เป็นแน่
ลู่จือฉิงและเซี่ยมู่ได้ยินว่าพวกเขากำลังจะไป ต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดพวกเขาก็ไปเสียที คราวนี้ปลอดภัยแล้ว พวกเขาคงไม่กลับมาค้นหาในที่ที่ค้นไปแล้วอีก
แต่ในขณะที่พวกเขากำลังชะล่าใจอยู่นั้น หัวหน้าก็ลุกขึ้นยืน คงเพราะนั่งนานเกินไป ขาจึงชา จนเผลอก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
การก้าวถอยหลังเพียงก้าวเดียวนั้นไม่น่าจะมีอะไร แต่บังเอิญว่ามือของเซี่ยมู่กำลังยันพื้นอยู่พอดี เท้าของหัวหน้าจึงก้าวเข้ามาในที่กำบังใต้โต๊ะ เเหยียบลงบนมือของเซี่ยมู่เข้าอย่างจัง
ลู่จือฉิงตกใจสุดขีด ไม่รู้ว่ากระดูกของเซี่ยมู่จะหักหรือไม่ แต่เซี่ยมู่รีบชักมือออกทันที และไม่ลืมที่จะทำท่าทางให้ลู่จือฉิงเงียบไว้ หมายถึงห้ามส่งเสียง
แม้จะถูกเหยียบแรงขนาดนั้น เซี่ยมู่ก็ไม่ได้ส่งเสียงร้องแม้แต่นิดเดียว ความอดทนเช่นนี้แทบจะไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเด็กอายุห้าขวบ
ลู่จือฉิงไม่กล้าทำลายความพยายามของเซี่ยมู่ ได้แต่พยายามหายใจยาวๆต่อไป ไม่กล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย
หัวหน้าคนนั้นก้าวถอยหลังไป เหยียบโดนอะไรบางอย่างก็รีบหันกลับมามอง แต่ก็ไม่พบอะไรบนพื้น หรือว่าตนจะคิดไปเอง
แต่นั่นเป็นความรู้สึกที่ชัดเจนยิ่งนัก สีหน้าของหัวหน้าองครักษ์แสดงถึงความสงสัย สายตาจ้องมองผ้าม่านที่บังโต๊ะอยู่นาน อากาศราวกับแข็งตัว คล้ายกับว่าผ้าม่านผืนนั้นจะถูกเผาไหม้เป็นรูด้วยสายตาอันร้อนแรงของเขา
เขายื่นมือออกไปช้าๆ มือเลื่อนเข้าหาผ้าม่านที่ปูโต๊ะอยู่ ในขณะนั้นลู่จือฉิง ก็รีบกำมือของเซี่ยมู่ไว้แน่น ถึงแม้จะไม่รู้ว่าคนเหล่านี้เป็นใคร แต่ลู่จือฉิงรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่เป็นมิตร
คิดไม่ถึงว่าพวกนางแค่มาเมืองหลวง ก็ต้องมาจบชีวิตลงเช่นนี้ ลู่จือชิงรู้สึกเหมือนว่าแม้กระทั่งตอนที่นางตายไปแล้ว นางก็ยังไม่เข้าใจว่าตัวเองตายเพราะเหตุใด
แล้วเซี่ยมู่ล่ะ เด็กน้อยที่น่ารักและเฉลียวฉลาดเช่นนี้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของนางจะมาตายที่เมืองหลวงเช่นนี้ได้อย่างไร
เมื่อคิดถึงตรงนี้ความเศร้าโศกก็จู่โจมเข้ามา ลู่จือฉิงตัดสินใจว่าจะสู้กับพวกเขาจนตัวตายแล้วให้เซี่ยมู่หนีไป
ในขณะที่หัวหน้าองครักษ์กำลังจะคว้าผ้าม่านทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากข้างนอกว่า “ท่านแม่ทัพวัง พบกันอีกแล้วนะ”
น้ำเสียงที่คุ้นเคยลู่จือฉิงรู้สึกว่าเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนแต่ก็นึกไม่ออก
แต่ประโยคถัดมาทำให้ลู่จือฉิงเข้าใจได้ทันทีว่าเคยได้ยินที่ไหน หัวหน้าองครักษ์รีบปล่อยมือจากผ้าม่าน ประสานมือคำนับอย่างรวดเร็ว แล้วกล่าวว่า “ข้าน้อย คาราวะท่านอ๋องรุ่ย”
อ๋องรุ่ย! ในหัวของลู่จือฉิงราวกับมีดอกไม้ไฟผลิบานรู้สึกเหมือนตกอยู่ในห้วงเหวลึก ทั้งตกใจและสิ้นหวัง
ลู่จือฉิงจึงนึกขึ้นได้ว่าเสียงเมื่อครู่เป็นของรองแม่ทัพที่ติดตามชิวหลินรุ่ย ลู่จือฉิงเคยได้ยินเขาพูดตอนที่อยู่ที่จวนอ๋องรุ่ย
ชิวหลินรุ่ยยังคงไม่ส่งเสียง ลู่จือฉิงและเซี่ยมู่หลบอยู่หลังม่านมองไม่เห็นสถานการณ์ภายนอก ได้ยินแต่เสียงสนทนา
รองแม่ทัพของชิวหลินรุ่ยกล่าวต่อว่า “ท่านแม่ทัพไม่ไปทำหน้าที่รับใช้องค์รัชทายาท กลับมาสนใจเรื่องของจวนรุ่ยอ๋องแทนเสียได้ รบกวนท่านแล้ว”
แม่ทัพวังหัวเราะแล้วกล่าว “องค์รัชทายาทตรัสว่า เรื่องของท่านอ๋องรุ่ยก็เหมือนเรื่องของตำหนักบูรพา องค์รัชทายาทย่อมต้องช่วยแบ่งเบาภาระของฝ่าบาท ตอนนี้ท่านอ๋องรุ่ยถูกคนลอบทำร้ายในเมืองหลวง องค์รัชทายาทจะนิ่งดูดายได้อย่างไร ต้องช่วยท่านอ๋องรุ่ยสืบหาตัวคนร้ายให้ได้”
ลู่จือฉิง เคยอ่านนิยายแย่งชิงราชบัลลังก์มาก่อน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องราวแบบนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งน่าตื่นเต้นกว่าในนิยายเสียอีก แต่ละประโยคฟังดูสุภาพ แต่แฝงไปด้วยความหมายที่ซ่อนไว้
เคยได้ยินมาว่าองค์รัชทายาทกับองค์ชายรุ่ยไม่ถูกกัน ไม่คิดว่าความขัดแย้งจะรุนแรงถึงขั้นนี้ แม้แต่แม่ทัพขององค์รัชทายาทยังกล้าพูดกับองค์อ๋องรุ่ยเช่นนี้