ทุกคนหายไปเหมือนไม่เคยอยู่ที่นี่มาก่อน
หันกลับมามองตัวต้นเหตุ แล้วพูดออกไปอย่างกระแทกแดกดัน
“ท่านดูสิ มีคนเขาพูดว่าเื่มหัศจรรย์หลายอย่างเกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจ มิผิด วันนี้ข้าเห็นกับตาว่าท่าน
เป่ยเจี้ยหวังใช้สายตาข่มขู่สหายข้าอย่งกับจะกินเืกินเนื้อพวกเขาเข้าไปทั้งตัวโดยไม่คายกระดูก
ท่านดูสิครู่เดียวทุกคนก็มีปัญหารุมเร้าไม่อาจไปเที่ยวเล่นกับข้าได้ น่าอัศจรรย์ใจเพียงใด! เหลือเชื่อเพียงใด!”
โค้งตอบเฟยหรงอย่างไม่เห็นคำพูดเสียดสีของเขามาเป็อารมณ์
“องค์หญิงกล่าวหนักไปแล้ว คุณชายเ่าั้ล้วนมีเื่สำคัญที่ต้องจัดการ กระหม่อมไหนเลยจำเป็ต้องข่มขู่พวกเขา”
ฟังคำพูดเขาแล้วเฟยหรงรู้ฟังโกรธจนอยากจะหัวเราะ
"เพราะว่าท่านคิดว่าองค์หญิงอย่างข้าคบหากับสหายชายเหล่านี้ดูไม่งาม ไม่ถูกธรรมเนียมก็เลยไล่พวกเขาไปยังไงล่ะ"
เขาทำหน้าตาเหมือนกับจะบอกว่า อ่อ ก็รู้ตัวดีนี่
เฟยหรงคิ้วกระตุก เกิดอารมณ์อย่างแกล้งคนขึ้นมาเ
“เอาเถอะ ในเมื่อสหายข้าไม่ว่างพวกท่านทั้งสองคนก็ไปแดนมนุษย์เป็เพื่อนข้าละกัน ถึงอย่างไรหนึ่งวัน์เท่ากับหนึ่งปีมนุษย์ พวกท่านก็ไปอยู่เป็เพื่อนข้าสักหนึ่งปีแทนละกัน”
เป็ไงล่ะ! คนที่ยุ่งตลอดเวลาอย่างพวกนายรู้สึกยังไงที่อยู่ดีๆต้องไปเที่ยวเป็เพื่อนกับเด็กบ้าไม่มีสาระแบบนี้แทนที่จะไปจัดการเื่ยิ่งใหญ่ที่ทำอยู่ทุกวันอย่างไม่มีเหตุผลแบบนี้บ้าง
เข้าใจความรู้สึกของการโดนขัดใจบ้างรึยัง
แม้จะรู้ตัวว่าตัวเองทำตัวเด็กแค่ไหน แต่แล้วจะทำไม? อายุแค่สามพันปีที่นี่ก็แค่เด็กกะโป้กคนหนึ่งละนะ เขาไม่สนใจอะไรและรอคำตอบจากทั้งสองคนอย่างรอชมเื่สนุก เห็นพี่เขยที่เงียบมาตลอดกล่าวออกมาอย่างรีบร้อนว่า
"ต้องขออภัยจริงๆพ่ะยะค่ะ วันนี้กระหม่อมต้องรีบกลับไปดูแลอาลั่วแล้ว ขอตัวลาพ่ะย่ะค่ะ"
จบคำจะใช้วิชาเร้นกายหนีไปอย่างไร้ร่องรอย
“ห้ะ...”
ฟูหรง “....”
อาลั่วที่เขาถูกถึงก็คือพี่สาวของเขาในชาตินี้ มู่จวินลั่ว นางเพ่งเริ่มตั้งครรภ์ได้ไม่นานแต่ปกติพวกเขาก็ตัวติดกันตลอด ไม่สิ ต้องพูดว่าซื่อจื่อคนนี้ที่ติดพี่สาวเขามากกว่า ความจริงก็ไม่ได้จะอยากแกล้งเขาแต่เห็นเขายืนอยู่เฉยๆปล่อยให้เขาโดนตาเฒ่าหน้าหล่อนี่ต้อนจนจนมุมเลยหมั่นไส้มากกว่า ตอนนี้เขาไปแล้วก็ไม่ได้คิดติดใจอะไร ออกจะรู้สึกขำมากกว่า ซื่อจื่อผู้นี้หลงพี่สาวเขาหนักมากจริงๆ
เห็นคนหน้าตายตรงหน้ากำลังเดินผ่านเขาไป ด้วยความร้อนรนจะคว้าตัวเขาไว้ แต่จังหวะที่หันตัวกลับมาดันสะดุดขาตัวเองตัวพุ่งไปด้านหน้า กลัวว่าจะล้มจึงคว้าเอาคนตรงหน้าไว้แน่น
“อ้ะ!”
ฟึบ!
“โอ้ย!”สองมือกอดอยู่ที่เอวร่างแข็งแรงของคนตรงหน้า
เท้าทั้งสองยังขัดกันอยู่ด้านหลัง แต่จมูกของเ้าตัวชนเข้ากับหลังร่างสูงเต็มแรงไม่อาจอดกลั้นความเ็ปที่พลุ่งขึ้นมาอย่างกระทันหันนี้ได้ ร้องโอยโอยออกมา ฝูซีค่อยๆหันหน้ามาประครองคนตัวน้อยให้ยืนให้มั่นคง ใบหน้าหล่อเหลาคัมสันขมวดคิ้ว มือประคอยดวงหน้าอ่อนหวานให้เงยขึ้นมาหาตนเอง
“เจ็บ! ตัวท่านแข็งอย่างกับหินไปทั้งตัวเลยหรือไร เหตุใดข้ารู้สึกเหมือนจมูกตัวเองจะหักแล้วเนี่ย”
คนตัวน้อยเอ่ยออกมาใบหน้าเหยเกเหมือนจะร้องให้
“อืม ดูเหมือนจะหักจริงๆ”คนตรงหน้าเอ่ยออกมาอย่างใจเย็น
“ว่าไงนะ!” ดวงตาเมล็ดซิ่งเบิกกว้างมองตรงไปที่เขาด้วยความใกำลังถอยหลังจะยกมือจับตรวจสวัสดิภาพจมูกตัวเองก็ทำท่าจะล้มอีก ดูเหมือนจะซวยซ้ำซวยซ้อนของจริง ข้อเท้าแพลงจนได้
ตอนที่เขากำลังจะหล้มหงายลงไปก็มีแขนแข็งแกร่งรวบตัวเขาไปได้ทัน มือสองข้างของคนตัวเล็กจับอยู่ที่จมูกตัวเองทั้งดวงหน้ามีแค่ดวงตาคู่นั้นโพล่ออกมาให้เห็น ตาเล็กตาใหญ่มองสบกัน
หนึ่งใ หนึ่งจ้องมองอย่างถือโทษที่อีกคนไม่รู้จักระวังตัว ร่างเล็กขยับเบาๆ
"อย่าขยับ" น้ำเสียงเข้มงวดแฝงอำนาจที่ไม่อาจโต้แย้ง แขนเข็งแกร่งรัดเอวคนตัวเล็กเข้าไปใกล้จนไม่มีพื้นที่ว่างระหว่างทั้งสองคน
"ให้ข้าดู" มืออีกข้างจับมือเล็กออกนิ้วเรียวยาวได้รูปลูบไล้ที่จมูกอีกฝ่ายอย่างแ่เบา
พลังบริสุทธิ์สายหนึ่งส่งผ่านเข้าไป เฟยหรงรู้ถึงไอร้อนจากนิ้วที่ัักับจมูกเขาอย่างแ่เบาสายตามองใบหน้าคนรูปงามตรงหน้า ความจริงแล้วคนตรงหน้าไม่ได้ไม่ได้มีผิวหน้าหย่อนคล้อยหรือแห้งเหี่ยวตามเวลาห้าหมื่นสามพันปีแต่อย่างใด กลับเหมือนหนุ่มชายอายุราวยี่สิบสามยี่สิบสีปีเท่านั้น มองดูคิ้วรูปดาบสีเค้มขมวดเป็ปมที่ไม่อาจทำลายประติมากรรมชิ้นเอกนี้ได้ ดวงตาโตแต่เฉียบคมดั่งเหยี่ยวจมูกโด่งคมสันริมฝีปากหยักดูอวบอิ่มกำลังดีมุมปลายยกขึ้นเล็กน้อยทำให้ใบหน้ายิ้มยากนี้ไม่ดูอารมณ์บูดเกินไปในยามปกติ แต่ตอนนี้ริมฝีปากนั่นกำลังเม้มแน่น ปล่อยพลังรักษาให้ตนเองอย่างระมัดระวัง
ในขณะที่กำลังชื่มชมใบหน้าที่ตนเองเรียกว่าตาเฒ่าในใจมาตลอดอย่างเหม่อลอยความเจ็บอีกละลอกหนึ่งก็เข้ามาทักทายเขาอีกครั้ง
โอ้ย จมูกข้า เ้าตัวร้องโวยวายอีกครั้งแต่จับดูก็ไม่รู้สึกเจ็บแล้ว
“หึ” เงยหน้าไปมองร่างสูงอย่างขัดใจ ยังมีหน้ามาหัวเราเยาะของอีกหรือนี่นิสัยเสียจริงๆ
ใบหน้าฟ้าประทานแต่มอบให้คนที่วันๆเอาแต่ทำหน้านิ่ง แต่พอจะยิ้มกลับเป็การเยาะเย้ยกันแบบนี้ ช่างเสียของไปเปล่าๆเสียจริง
กำลังลังคิดเรื่อบเปื่อยก็ตระหนักได้ว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ในท่าทางใกล้ชิดกันเพียงใด แต่จะขยับตัวออกจากเขาความจำเมื่อครู่ก่อนก็ฉายซ้ำถ้าไม่ได้คนตรงหน้าคว้าตัวได้ทันหลังของเขาคงได้ไปทักทายกับพื้นข็งนั่นแล้ว ไม่ได้ ไม่ได้ จะใจร้อนจนล้มหงายลงไปไม่ได้เด็ดขาด
“ท่าน....ดูเท้าให้ข้าหน่อยสิดูเหมือนเท้าจะแพลงข้าเดินไม่ถนัด”
วาจาขอคำช่วยเหลืออย่างสนิทสนมเอ่ยออกมาด้วยเสียงเบาหวิว
ฝูซิงได้ยินอย่างชัดเจน มุมปากถูกยกขึ้นด้วยความพอใจ เขาย่อกายลงเล็กน้อย
อุ้มคนตัวเล็กในอ้อมแขนอย่างมั่นคง เดินไปอีกนิดก็วางฟูหรงที่เก้าอี้ยาวให้ร่มไม้ใหญ่
อีกฝ่ายถูกเขายกตัวขึ้นอุ้มโดยไม่บอกกล่าวรีบเอื้อมแขนไปกอดคอเขาอย่างหวั่นใจ
"ท่านไม่ต้องอุ้มข้าแบบนี้ก็ได้" เขาไม่เอ่ยอะไรหลังจากวางเขาลงก็ย่อตัวลงนั่งด้านหน้าถามสั้นๆ
ข้างไหน อีกฝ่ายชี้บอก เขาวางมือลงและพลังอบอุ่นขุมหนึ่งก็เขาไปรักษาอาการจนหายเป็ปลิดทิ้ง
“.…ขอบคุณ” พยักหน้ารับน้อยๆเขาลุกขึ้น
เห็นองค์หญิงน้อยยังนั่งอยู่กับที่ เขาเรียกเสียงเรียบ
“ไม่ไปหรือพ่ะย่ะค่ะ” ได้ยินแล้วถึงกับผุดลุกขึ้นอย่างร่าเริงพยักหน้ารัวเร็ว “ไปสิๆ”
ว่าแล้วก็เดินนำหน้าไปทันใด พวกเขามุ่งหน้าไปที่ชายขอบดินแดน์เพื่อข้ามไปยังดินแดนมนุษย์
….………
สองฝั่งทางทางมีร้านรวงตั้งเรียงกันเป็แถว พ่อค้าแม่ค้ายืนเรียกลูกค้าอยู่หน้าร้าน "ไก่ย่างสมุนไพรเพิ่งย่างเสร็จร้อนๆหนังกรอบเนื้อนุ่ม สองตำลึง*เท่านั้น" “ซาลาเปาหมูไส้หมูกินเข้าไปเหมอนละลายในปากลูกละยี่สิบอีแปะ**….”
“ผ้าซานซัวจากซงเจียงรอบนี้…..” ฯลฯ
ทั้งสองเดินผ่านหลายร้านแล้วมาหยุดที่หอสุราหรูร้านหนึ่ง ฟูหรงเดินเข้าไปอย่างมั่นใจ มีเสี่ยวเอ้อร์ออกมาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น "เ้ามีห้องส่วนตัวหรือไม่" เห็นผู้มาใหม่แต่งกายหรูหราแม้จะเป็หญิงที่แต่งชายแต่เครื่องประดับและเนื้อผ้าอาภรณ์ดูสูงส่งคนก็รูปงามจึเข้ามาต้อนรับอย่างอย่างกรัตือรือร้นได้ยินเสียงหวานใสถามก็รีบแนะนำไปที่ห้องส่วนตัวที่ชั้นสอง ฝูซิงเดินตามเข้ามาทีหลังเสี่ยวเอ้อร์อีกคนกำลังจะเอ่ยปากถาม ก็ได้ยินเขาพูดจึงถอยออกไปต้อนรับแขกคนอื่นๆ
“ข้ามากับนาง”
เดินตามหลังคนตัวเล็กขึ้นไปที่ชั้นสอง การปรากฎตัวของทั้งสองกลายเป็จุดสนใจอย่างรวดเร็ว
คนหนึ่งงดงามน่ารัก แม้แต่งตัวด้วยอาภรณ์ชายก็ไม่อาจมองไม่ออกว่าเป็หญิง เพราะเส้นโค้งเว้าที่ถูกขับเน้นจากชุดและหน้าอกหน้าใจที่เด่นชัดนั่นอีก สายตาที่มองไปที่นางต่างหยุดลงที่จุดเดียว
ร่างสูงด้านหลังเดินตามขึ้นมาเห็นชายหนุ่มชายแก่แต่ละโต๊ะมองไปที่นางก็รีบเดินขึ้นห้าไปอย่างไว เขาหยุดลงตรงหน้าแล้วถอดผ้าคลุมที่ดำของตนใส่ให้นางอย่างไม่สนใจคำทัดทานของเ้าตัว
"เอ้ะ อะไรกัน อากาศไม่ได้หนาวเย็นถึงเพียงนั้นข้าไม่้า"
เขาดึงแขนคนตัวเล็กจากไปตามเสี่ยวเอ้อร์ที่ดูเหตุการณ์อย่างรอคอย เสี่ยวเอ้อร์พาพวกเขามาถึงหน้าห้องหนึ่งเปิดประตูเข้าไปจะเป็โต๊ะไม้เนื้อดีและเก้าอี้สี่ตัววางอยู่บนโต๊ะยังวางตะเกียบและถ้วยชาไว้พร้อมเพรียง ผนังซ้ายมือมีแผ่นภาพรูปดอกกล้วยไม้และที่วางเครื่องประดับทรงแคบตัวหนึ่งบนนั้นมีแจกันเขียนลายวางเด่นเป็สง่านอกหน้าเป็ทิวทัศน์ของสระบัว ออกช่อบายสะพรั่ง
ทั้งสองสั่งอาหารอาหารมาหลายอย่าง พูดให้ถูกก็คือฟูหรงที่เป็คนสั่ง เขาสั่งอาหารไปหลายอย่างแล้วยิ้มอย่างพอใจตอนที่เสี่ยวเออร์จะไปจึงนึกขึ้นได้ "รอก่อน!"
"ขอรับ?"
เท้าแขนข้างหนึ่งกับโต๊ะอีกข้างวางไว้ที่พนักด้านหลัง กิริยาท่าทางอยากให้วางโตเท่าไหรก็ได้เท่านั้น เขากระแอมไปเล็กน้อย อยากพูดคำที่เคยดูละครหลังข่าวกับแม่ขึ้นมา "เอาเหล้าอย่างดีที่สุดของเ้ามาให้มากหน่อย แล้วก็ยกของมาให้ไวหน่อย" มือขว้างบางอย่างออกไป
เสี่ยวเอ้อร์รีบคว้าไว้ เห็นก้อนทองคำเท่าเมล็ดถั่วตาลุกวาว รีบรับคำติดๆกันและถอยออกไป
เขาหันหน้ามายักคิ้วให้กับคนตรงหน้า
" ท่านวางใจ พาท่านมาย่อมไม่ให้ท่านหิวอย่างแน่นอน มื้อนี้ข้าเลี้ยงท่านเอง ยิ้มกรุบหนึ่งแล้วหลับตาพริ้มฟังเสียงเพลงที่ลอยเข้ามาให้ห้องอย่างสำราญใจเขายิ้มตามคนตรงหน้า ดวงตาลึกล้ำยิ่งขึ้น"
.......................
*ตำลึง1 ตำลึงทอง = 10 ตำลึงเงิน 1 ตำลึงเงิน = 1 ก้วนเหรียญทองแดง 1 ก้วน = 1000 เหวิน (อีแปะ)
**อีแปะ ค่าเงินต่ำสุด