ผู้สืบทอดลำดับเจ็ดแห่งเทพราชันจักรพรรดิแวมไพร์ (รอรีไรท์)

    ตอนที่ 52 ตัวตนของเธออีกคน

          เควินมาถึงห้องที่พักก็วางอาริเชียลงบนเตียงเธอในตอนนี้ก็ยังหลับไม่ตื่นอีกอย่างนั้นเหรอตัวตนนั่นเป็นภัยร้ายแรงจริงๆต้องหาทางกำจัดมันออกไปจากตัวเธอให้ได้

     

           อาริเชียลืมตาตื่นขึ้นมาพยุงร่างขึ้นสวมกอดเควินโดยที่เควินไม่ทันตั้งตัว“เจ้ายังต้องการกำจัดข้าอีกอย่างนั้นเหรอ?เจ้าไม่รู้รึยังไงว่าข้าเองก็รักเจ้าไม่แพ้กับเธอ”

     

           เควินถึงกับสะดุ้งมันเกิดขึ้นเร็วจนเกินไปไม่คิดว่าเธอจะรอโอกาสอยู่ด้วยกันสองคนแบบนี้ให้เป็นอย่างนี้ไม่ดีแน่“ข้าไม่ได้อยากกำจัดเจ้าแต่ข้าไม่สามารถรู้ได้ว่าหากข้าไม่ได้อยู่ข้างกายอาริเชียบางทีอาจเป็นตัวตนอย่างเธอที่จะเอาร่างกายของอาริเชียไปสังหารผู้คนเป็นว่าเล่นอีกแค่ออกมาก็สร้างปัญหาให้มากมายทุกคนที่เจ้าเห็นในวันนี้จงจำเอาไว้อย่าได้คิดจะที่จะทำเรื่องไม่ดีไม่เช่นนั้นข้าก็เลือกตัดเจ้าทิ้งได้เช่นกัน”

     

           อาริเชียลูบไล้ไปตามตัวของเควินทำให้เลือดของเขาสูบฉีดขึ้นอย่างหนัก“ที่รักของข้าเจ้านี่ก็หวาดระแวงเช่นเดิมไว้ใจข้ามากกว่านี้เถอะตั้งแต่เหตุการณ์สามครั้งนั้นข้าก็ไม่ได้มีเจตนาจะทำแบบนั้นอีกแล้วเดิมทีหากข้ามีจิตสังหารอันแรงกล้าจริงๆก็คงเป็นเพราะอาริเชียบังเกิดอารมณ์ด้านลบอย่างรุนแรงขึ้นมาเองข้าห้ามไม่ได้หรอกนะเพราะข้าเองก็ต้องการดื่มเลือกมนุษย์เช่นเดียวกัน”

     

           เควินรีบจับเอามือของอาริเชียออกไปจากร่างกายของเขา“เฮ้อข้าเชื่อเจ้าก็ได้แต่เจ้าต้องทำกับพวกคนชั่วร้ายเท่านั้นคนบริสุทธิ์ไม่อาจทำอันตรายพวกเขาได้”

     

           อาริเชียกัดเข้าที่ใบหูของเควินเบาๆพร้อมมือที่ซุกซนยิ่งกว่าเดิม“มันมีคนบริสุทธิ์ในโลกใบนี้ด้วยอย่างนั้นเหรอ? เอาเถอะข้าก็ไม่รู้ว่าเจ้าต้องการจะสื่ออะไรแต่ข้ารับปากเจ้าแน่นอนว่าจะไม่สังหารไปทั่วข้าจะจดจำพวกเพื่อนของเจ้าเอาไว้เป็นรายคนเลยก็แล้วกันส่วนคนอื่นที่ไม่มีความสัมพันธ์กับเจ้าและอาริเชียข้าจะฆ่าไม่เลี่ยงไม่สนว่าไอ้ที่เจ้าเรียกว่า“คนบริสุทธิ์” อีกเหมือนกัน”

     

            เควินเผยรอยยิ้มที่ขมขื่น “ก็จริงที่ว่าไม่มี“คนบริสุทธิ์”อยู่บนโลกใบนี้หรอกข้าจะเปลี่ยนเงื่อนไขให้เจ้าก็ได้แค่คนที่มีสายสัมพันธ์กับทั้งข้าและอาริเชียไม่ต้องกำจัดส่วนคนอื่นเจ้าทำได้ตามต้องการ”      

     

           อาริเชียเปลี่ยนท่าไปโอบกอดเควินอย่างแนบแน่นยิ่งกว่าเดิมทำให้เขารับรู้ถึงหัวใจของอาริเชียที่เต้นแรงมากเขาเองก็ไม่ต่างไปจากเธอเช่นเดียวกัน“คิกๆนี่สิถึงจะเป็นที่รักของข้า เควิน คาร์เวีย”

     

           “ข้าว่าเจ้าออกไปจากตัวข้าก่อนดีกว่านะหากทักษะ“ราคะแผดเผา”มันถูกระตุ้นขึ้นมาโดยที่ต่อให้ข้าสกัดกั้นร่างกายตัวเองไว้แล้วยังระงับไม่ได้ข้าเกรงว่าจะ...”เควินกล่าว

     

            “จะเกรงกลัวไปทำไมจิตวิญญาณพวกเจ้ามันได้ผูกติดกันอย่างเหนียวแน่นอยู่แล้วจะทำกันตอนนี้หรือตอนหน้าก็ไม่ต่างกันหรอกนะ”อาริเชียกล่าว

     

            “เจ้านี่นะ!ถ้าจะแกล้งอาริเชียเดี๋ยวเธอก็โกรธขึ้นมาหรอกเจ้าต้องหยุดตอนนี้ ถ้าเจ้าลูบไล้ร่างกายข้าไปทั่วต่อให้ไม่มีผลทักษะ“ราคะแผดเผา”ข้าเกรงว่ามันจะเป็นสัญชาตญาณของผู้ชายขึ้นมานี่สิ” เควินกล่าว

     

             “พวกเจ้าสองคนนี่น่ารักกันเสียจริงก็แค่ธรรมเนียมจอมปลอมที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาเท่านั้นตอนนี้พวกเจ้าสองคนสมควรทำกันได้ตั้งนานแล้วก็เอาเถอะแค่ไม่กี่ปีเองข้าจะรอดูก็แล้วกันข้าเองก็อยากเห็นเควินตัวน้อยเหมือนกันฮ่า ฮ่า”อาริเชียกล่าว

     

            “เจ้า!” เควิน

     

            จากนั้นอาริเชียก็หมดสติไปเช่นเดิมเควินได้แต่ถอนหายใจออกมาเขารีบสะกดข่มอารมณ์ความรู้สึกลงไปจัดเธอนอนในท่าเดิมไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากทำแต่มันก็เป็นความรับผิดชอบของเขาเองความปรารถนาเล็กๆน้อยๆที่พอทำได้เขาก็ต้องทำให้เธอเขาในตอนนี้ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปเพราะฉะนั้นเขาจึงเริ่มไม่มีความสนใจต่อขนบธรรมเนียมที่มนุษย์สร้างขึ้นมา

     

          เควินจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็ดำเนินการฝึกของตนเองต่อในทันทีเขาขาดการฝึกไปนานพอสมควรต้องรีบเพิ่มระดับความเข้มข้นของสายเลือดแวมไพร์ให้สูงที่สุด สิ่งที่เขาเตรียมมาเพื่อเพิ่มพลังมีมากมายแต่ตอนนี้ร่างกายของเขารับรู้ถึงแก่นโลหิตที่เขาแอบเก็บเอามาด้วยตอนที่ต่อสู้ตั้งแต่เมืองแห่งนั้นจนมาถึงที่นี่

     

           บางสิ่งบางอย่างในร่างกายของเขามันบ่งบอกว่าเจ้าสิ่งนี้มันสามารถกลืนกินเข้าไปได้เมื่อครั้งก่อนที่เขาลองทำก็หลุดเข้าไปใน “สรวงสวรรค์แห่งโลหิต” โดยบังเอิญแต่ตอนนี้ตัวเขามั่นใจว่าสามารถกลืนกินมันเพื่อเพิ่มพูนพลังให้มากขึ้นไปอีกได้และที่สำคัญบางทีมันอาจช่วยเพิ่มความเข้มข้นของสายเลือดแวมไพร์ให้มากขึ้นไปด้วย ในตอนนี้คงมีแค่เจ้านี่เท่านั้นที่ลองได้และเขาคิดว่ามันน่าจะเร็วที่สุดแล้ว

     

          เควินนำแก่นโลหิตที่มีขนาดเท่าเล็บมือเข้าไปในปากเพื่อทดลองการหลอมรวมกับแก่นโลหิตเมื่อกลืนมันลงไปรัศมีสีแดงเริ่มกระจายออกไปทีละนิดโดยจากลำตัวขึ้นไปยังส่วนหัวลงไปยังส่วนเท้าห่อหุ้มไปทั่วทั้งตัวของเขาบรรยากาศโดยรอบพลันเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งในขอบเขตหนึ่งเมตรรอบตัวกลิ่นอายโลหิตสุดแสนน่าสะอิดสะเอียนก็ออกมา

     

          ร่างกายที่แข็งแกร่งของเควินราวกับถูกบีบอัดจากภายในและภายนอกในเวลาเดียวกันพลังวิญญาณหมุนวนไปทั่วร่างกายโดยตัวมันเองราวกับกำลังแบ่งตัวของมันไปดูดกลืนพลังสีแดงเหล่านี้ที่มีทั่วทั้งตัวของเขาพลังเวทมนตร์เองก็กระจายออกมาปกคลุมไปทั่วทั้งร่างกายแต่ว่าไม่เหมือนกับพลังวิญญาณแม้แต่น้อย

     

          พวกมันทำราวกับพลังสีแดงเป็นภัยคุกคามตอนนี้ที่มันทำได้เพียงแค่เฝ้าระวังมองดูพวกพลังวิญญาณกำลังกลืนกินพลังสีแดงราวกับเป็นอาหารจานโปรดของมันนี่มันแค่แก่นเดียวเองนะทำไมมันถึงแข็งแกร่งขนาดนี้ร่างกายของเขากำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆเขาคาดการณ์ว่าเหตุผลหลักก็น่าจะเกิดมาจากการที่แก่นโลหิตไม่มีร่างกายแล้ว

     

          ทำให้พวกมันเองนั้นกลายเป็นพิษกัดกร่อนประสิทธิภาพสูง โดยปกติก็ไม่มีใครนำแก่นโลหิตไปใช้ทำอะไรอยู่แล้วถ้าใช้มันก็มีแต่การใช้ทำเรื่องชั่วร้ายเท่านั้นแก่นโลหิตนั้นจะแข็งแกร่งไปพร้อมกับพลังวิญญาณเขาเริ่มรู้สึกไม่แปลกใจเลยที่มันชื่นชอบการกลืนกินแก่นโลหิตมากขนาดนั้น

     

           พลังสีแดงที่ห่อหุ้มไปทั่วร่างกายเริ่มลดน้อยลงไปทีละนิดจนพวกมันสลายหายไปในที่สุดการทดลองของเควินเป็นไปอย่างราบรื่นแต่ก็ต้องรับกับความเจ็บปวดมหาศาลต้องคอยควบคุมการไหลเวียนของพลังวิญญาณและพลังเวทมนตร์เอาไว้ห้ามละสายตาจากมันไปเด็ดขาดเพราะอาจทำให้พลังสีแดงนั้นเกิดหลุดการควบคุมแค่เพียงน้อยนิดก็มากพอจะบดขยี้เควินให้กลายเป็นเศษเนื้อพร้อมละอองเลือดได้ในทันที

     

           ..........

     

          ผ่านมามากกว่าสามวันแล้วที่เควินปิดตนเองอยู่ภายในห้องกับอาริเชีย เขาบอกลาเวเรียและคนอื่นๆว่าให้รอก่อนเพราะว่าเขาจะต้องรอดูอาการโดยรวมของอาริเชียทำให้ลาเวเรียและคนอื่นๆเริ่มเป็นห่วงกังวลมากยิ่งขึ้น

     

          เทียร่ารีบก้าวเดินเข้ามาภายในห้องที่ลาเวเรียนั่งดื่มชาอยู่ เธอรีบนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามของลาเวเรียพร้อมกับรินน้ำชาเองจากนั้นก็ดื่มมันอย่างสบายใจจนผ่านไปราวห้านาทีการที่เทียร่ารีบเร่งมาที่นี่ก็เพราะต้องมาส่งข่าวอะไรบางอย่างกับลาเวเรีย

     

           “มีเรื่องอะไรเหรอ?เทียร่า” ลาเวเรียกล่าว

     

           “ท่านพี่วันนี้ราชาแห่งเหล่าภูติติดต่อมาแล้วเขาบอกว่าให้ท่านพี่เตรียมตัวเอาไว้ในอีกเจ็ดวันก็จะให้ท่านพี่เข้าไปข้างในวิหารวิหคเพลิงสวรรค์” เทียร่ากล่าว

     

           “เข้าใจแล้วเจ้าคงไม่ได้มีเรื่องแค่นี้หรอกใช่ไหมมีอะไรก็ว่ามาเลย” ลาเวเรียกล่าว

     

           “เอ่อ...ข้าอยากชวนท่านพี่ออกไปข้างนอกกับข้าหน่อยจะได้ไหม?”เทียร่ากล่าวด้วยท่าทางกระวนกระวาย

     

           “อืม ได้สิไปตอนไหนกันละ” ลาเวเรียกล่าว

     

           “หืม! ท่านพี่ตอบตกลงด้วย งั้นก็ไปกันตอนนี้เลยก็แล้วกันดินแดนแห่งภูติมันกว้างใหญ่ขนาดนี้มีสถานที่ให้ไปตั้งมากมายข้าเองก็อยากดูดซับพลังธรรมชาติของที่นี่เอาไว้ด้วย” เทียร่ากล่าว

     

           “พลังธรรมชาติ?คงไม่ใช่ว่าพลังโดยกำเนิดของเผ่าเอลฟ์ของเจ้าหรอกนะ” ลาเวเรียกล่าว

     

           “ใช่แล้ว มันคือพลังโดยกำเนิดของเผ่าเอลฟ์ของเราหากมันได้ดูดซับพลังธรรมชาติอาจทำให้มันเลื่อนระดับการใช้มันได้สูงยิ่งขึ้นยิ่งเป็นที่นี่แล้วก็เข้าทางมันพอดี เพราะที่แห่งนี้มีอากาศที่บริสุทธิ์มากและอัดแน่นไปด้วยพลังธรรมชาติมากมายยิ่งกว่าที่เผ่าเอลฟ์เสียอีก” เทียร่ากล่าว

     

           “ถ้าเช่นนั้นก็เป็นการดีเลยเทียร่าไปกันเถอะอะไรที่มันสามารถเพิ่มพลังให้เจ้าได้ก็เป็นประโยชน์ต่อทุกคนในกลุ่ม” ลาเวเรียกล่าว

     

           ลาเวเรียกับเทียร่าออกไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมงดวงตาที่ปิดสนิทของเควินก็เปิดออกเขาสำรวจร่างกายของตนเองในทันทีจากนั้นก็เผยรอยยิ้มอันหล่อเหลาออกมาในช่วงสามวันมานี้เขาใช้เวลาไปกับการดูดกลืนแก่นโลหิตมากมายถึงสองร้อยอันทำให้ร่างกายของเควินแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นตอนนี้แค่เพียงร่างกายก็สามารถรับมือกับระดับผู้พิชิตขั้นที่หนึ่งได้แล้ว

     

           เสียงที่ไพเราะคุ้นหูก็ดังขึ้นมา“เควินเจ้าฝึกเสร็จแล้วเหรอ?”

     

           เควินไม่ได้กล่าวตอบผลักตนเองขึ้นอย่างรวดเร็วเข้าไปสำรวจร่างกายของอาริเชียตั้งแต่หัวจรดเท้าพร้อมกับตรวจสอบดวงจิตวิญญาณของเธอจนในที่สุดเขาก็มั่นใจแล้วว่าตัวตนนั้นหลับใหลไปแล้วถ้าไม่มีการกระตุ้นของด้านลบที่มากเกินไปเธอก็ไม่มีวันออกมาได้ ทำให้เควินใจชื้นขึ้นมาได้สักที

     

           “ดูจากอาการของเจ้าแล้วเธอออกมาอีกแล้วสินะข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยจริงๆถ้าควบคุมอารมณ์ด้านลบให้กว่านี้เธอก็คงไม่ออกมาแบบนี้”อาริเชียกล่าว

     

           “ไม่เป็นอะไรหรอกไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้นลาเวเรียและคนอื่นๆก็ทำตามที่ข้ากล่าวออกไปแล้วไม่มีใครกล้ายกเรื่องนี้ขึ้นมาอีกแน่นอน”เควินกล่าว

     

           “อืม ข้าเกรงว่าเธอจะสร้างความวุ่นวาย ดีแล้วที่เธอไม่สร้างความวุ่นวายขึ้นมาอีก” อาริเชียกล่าว

     

           “ร่างกายของเจ้าปกติดีแล้วแต่ข้าก็ยังไม่อยากให้ทำอะไรมากนักในตอนนี้เจ้าต้องพักผ่อนก่อนเพื่อสลายอารมณ์ด้านลบที่ยังค้างอยู่ออกไปให้หมดเพื่อเป็นหลักประกันไม่ประมาทดีที่สุด” เควินกล่าว

     

           “อืม เอ๊ะ!นี่เจ้าหลอมรวมวิญญาณขั้นที่แปดแล้วอีกทั้งร่างกายของเจ้ายังแข็งแกร่งไม่ได้ต่างไปจากระดับผู้พิชิตระดับหนึ่งเลยนิที่น่าทึ้งมากกว่านั้นก็คงเป็นเพราะเจ้าไม่ได้โคจรพลังเลยนี่สิ” อาริเชียกล่าว

     

           “ฮ่า ฮ่า มีอะไรเกิดขึ้นเล็กน้อยในช่วงที่เจ้าหลับไปเดี๋ยวข้าจะใช้ความสามารถในการดูแลร่างกายเจ้าเอง” เควินกล่าว

     

           เควินใช้มือวางไว้บนหัวของอาริเชียโคจรพลังธาตุแสงเข้าไปในร่างของอาริเชียที่แต่เดิมร่างกายของเธอก็คือธาตุแสงอยู่แล้วด้วยยิ่งทำให้การรักษาโดยรวมเพิ่มขึ้นมากว่าห้าส่วนทั้งยังเสริมสร้างรากฐานเพิ่มพูนพลังให้เธออีกด้วยแต่ที่เควินต้องเสียไปก็คือพลังเวทมนตร์หากใช้ไปกับอาริเชียครั้งนี้คงต้องรอการฟื้นฟูกลับคืนมาทั้งหมดคงใช้เวลาสามวันเป็นอย่างน้อย

     

          เขาเองก็ยังไม่มีชุดเกราะหรือเครื่องประดับที่สามารถเอามาใช้สำหรับการฟื้นฟูพลังเวทมนตร์ทำให้การฟื้นฟูมันเชื่องช้ามากเดิมทีแล้วตั้งแต่เมื่อก่อนที่เขาไม่ได้สร้างของที่เป็นส่วนเวทมนตร์ขึ้นมาก็เพราะคิดว่ามันไม่สามารถเพิ่มระดับการใช้เวทมนตร์ขึ้นได้แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แล้วเมื่อเขาสามารถเพิ่มความเข้มข้นของสายเลือดแวมไพร์มากขึ้นได้ก็ทำให้เขามีความรู้ที่สามารถเพิ่มพลังเวทมนตร์ขึ้นได้

     

          เขาพบว่ามันง่ายเสียยิ่งกว่าง่ายเพราะการเพิ่มพลังเวทมนตร์แค่เพียงคนที่ฝึกนั้นมีระดับหลอมรวมวิญญาณขั้นที่หนึ่งก็สามารถฝึกเพิ่มได้แล้วความรู้นี้มันก็มาจาก“คัมภีร์เวทมนตร์แห่งสรวงสวรรค์” ที่ปรากฏขึ้นมาภายในหัวนั่นเอง.......... 

    คล้ายกับเรื่องผู้สืบทอดลำดับเจ็ดแห่งเทพราชันจักรพรรดิแวมไพร์ (รอรีไรท์) ที่คุณอ่าน