ราชันย์เทวะทมิฬ

    ตอนที่ 22 ตำราโบราณลึกลับ

    กระบี่ที่มู่เฉินแนะนำให้หลิงเอ๋อเป็นกระบี่เล่มใหญ่ มันสูงกว่าหลิงเอ๋อเกือบเท่าตัว เป็นไปไม่ได้เลยว่านางจะสามารถใช้มันได้ ทุกคนต่างมองมู่เฉินด้วยความประหลาดใจไม่เว้นแม้กระทั้งหลิงเอ๋อผู้ที่เชื่อมั่นในตัวมู่เฉินมากกว่าใคร “ท่านล้อข้าเล่นหรือไม่?” หลิงเอ๋อถามอย่างสับสน “หลิงเอ๋อ เจ้าเชื่อใจข้าหรือไม่?” มู่เฉินถามกลับ “แน่นอน ข้าเชื่อใจท่าน ข้าจะเลือกกระบี่เล่มนั้น” หลังจากครุ่นคิดเพียงชั่วคราว หลิงเอ๋อก็เปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ เหตุใดนางจะไม่เชื่อใจเขา? ที่ผ่านมามู่เฉินรักษาสัจจะเหนือสิ่งอื่นใด นอกจากนั้นนางยังเชื่อว่าเขาไม่มีวันคิดร้ายกับนางอย่างแน่นอน “โง่เขลายิ่งนัก ข้าหลงคิดว่าเจ้าจะมีสายตาที่ดีกว่านี้เสียอีก” ตู๋กูหยางพูดเย้ยอย่างขบขัน “มู่เฉิน กระบี่เล่มนี้มีอันใดพิเศษ” ยู่เหยียนถามอย่างใคร่รู้ นางคิดต่างกับตู๋กูหยางอย่างสิ้นเชิง หากมู่เฉินเลือกกระบี่เล่มนี้นางเชื่อว่ามันต้องเป็นอาวุธที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ทุกคนมองตากันด้วยความสับสนเมื่อได้ยินสิ่งที่ยู่เหยียนกล่าว เหตุใดนางจึงดูเชื่อถือมู่เฉินเช่นนี้? “เอ่อ...ข้าก็ไม่มั่นใจนัก เพียงแต่ข้ารู้สึกว่ามันเหมาะสมกับหลิงเอ๋ออย่างยิ่ง” มู่เฉินตอบ “เฮอะ!!! ใช้เพียงความรู้สึก ใครอยากจะดูต่อก็ตามใจ ข้าจะไปยังชั้นห้าแล้ว” ตู๋กูหยางพูดจบก็เดินขึ้นชั้นห้าทันที ชงเตียน ฉีจื่อลั่วและว่านเจียวหันมองหน้ากันเอง จากนั้นพยักหน้าและเดินตามตู๋กูหยางไป มู่เฉินไม่สนใจท่าทีของคนเหล่านั้น เขายังคงจับจ้องที่กระบี่เล่มโตอย่างไม่วางตา “มู่เฉิน มีของที่เหมาะสมกับข้าหรือไม่?” ยู่เหยียนกล่าวถาม “ไม่มี คงต้องลองไปดูที่ชั้นต่อไป” มู่เฉินตอบด้วยรอยยิ้ม “ตกลง เมื่อไปถึงชั้นห้า เจ้าต้องเลือกของให้ข้าหนึ่งสิ่ง เข้าใจหรือไม่?” ยู่เหยียนกล่าวด้วยท่าทางซุกซน “ย่อมได้ ข้าจะเลือกให้เจ้าเอง” มู่เฉินยิ้มรับ “ข้า...เอ่อ...หากข้าต้องการให้เจ้าเลือกของให้...” เชียนเชียนพูดแทรกติดๆขัดๆ “หากเจ้าต้องการเช่นนั้น ข้าจะเลือกให้เจ้าเช่นกัน” ไม่ทันที่เชียนเชียนจะกล่าวจบ มู่เฉินก็ตอบอย่างรู้ทัน “ขอบคุณ” เชียนเชียนพูดแผ่วเบาพร้อมกับรอยยิ้ม หลังจากการพูดคุยจบลง มู่เฉินก็แนะนำหลิงเอ๋อเกี่ยวกับการทำพันธะสัญญาและการนำกระบี่เล่มนั้นออกไป หลิงเอ๋อพยักหน้าตอบรับจากนั้นเดินเข้าไปหากระบี่ วิญญาณวิหกเหมัณต์ของนางเริ่มสั่นไหวอย่างตื่นเต้น กระบี่ที่วางนิ่งเริ่มมีการสั่นสะทือนปานว่ารับรู้ได้ถึงเจ้านายคนใหม่ “หรือว่าเป็นอาวุธวิญญาณ?” ยู่เหยียนพูดด้วยความตื่นเต้น “ใช่แล้ว มันคืออาวุธวิญญาณระดับนภา แต่หาได้สำคัญแต่อย่างใด สิ่งที่ทำให้มันพิเศษสำหรับหลิงเอ๋อคือสิ่งนี้” มู่เฉินพูดอย่างมีนัยพร้อมกับชี้ไปยังกระบี่ หลิงเอ๋อกัดที่ปลายนิ้วแล้วหยดเลือดลงที่ตัวกระบี่ จากนั้นกระโดดขึ้นไปคว้าที่ด้ามกระบี่ด้วยความรวดเร็ว ปัง!!! เสียงระเบิดดังสนั่น ตัวกระบี่ที่ใหญ่โตสั่นจนหลิงเอ๋อแทบควบคุมไม่อยู่ จากนั้นเรื่องเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น วิญญาณสีขาวบริสุทธิ์พุ่งออกมาจากกระบี่ มันลอยประจันหน้ากับวิญญาณยุทธ์ของหลิงเอ๋อ “วิญญาณในกระบี่...มันคือวิญญาณวิหกเหมัณต์เช่นกัน” ยู่เหยียนอดไม่ได้ที่จะตะโกนออกมา ตอนนี้นางเข้าใจแล้วว่าเหตุใดมู่เฉินจึงเลือกกระบี่เล่มนี้ให้แก่หลิงเอ๋อ คงไม่มีอาวุธใดที่จะประสานเข้ากับวิญญาณยุทธ์ของหลิงเอ๋อได้ดีเท่ามันอีกแล้ว ผ่านไปเพียงสามลมหายใจ วิญญาณกระบี่ก้มหัวลงเล็กน้อยจากนั้นบินกลับเข้าไปในตัวกระบี่อีกครั้ง หลังจากวิญญาณกระบี่กลับเข้าไปด้านใน ตัวกระบี่ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง มันเริ่มหดเล็กลงและเปลี่ยนรูปร่างจากใหญ่เทอะทะเป็นเรียวเล็ก นอกจากนี้ยังปรากฏลวดลายวิหกเหมันต์ที่ด้ามจับอีกด้วย “โอ้...นี่มันเรื่องจริง?” เชียนเชียนอุทานอย่างเหลือเชื่อ “พี่มู่เฉิน ขอบคุณท่านมาก ข้าชอบมันที่สุดเลย” หลิงเอ๋อหันมาพูดกับมู่เฉิน จากนั้นปรากฏค่ายกลด้านหลังนางและดึงนางหายออกไปอย่างรวดเร็ว “เอาล่ะ จบเรื่องแล้ว เราไปที่ชั้นห้ากันเถอะ” มู่เฉินพูดขึ้น จากนั้นเดินนำขึ้นไปทันที เมื่อถึงชั้นที่ห้า ภาพเบื้องหน้าทำให้ทุกคนตื่นเต้นอย่างยิ่ง สิ่งของมากมายเรียงรายอยู่ที่ชั้นวาง มันมีอาวุธระดับนภามากกว่ายี่สิบชิ้นและยังมีอาวุธระดับสวรรค์อีกเจ็ดชิ้น แต่ชั้นห้ามีหนึ่งสิ่งที่ทำให้ทุกคนกังวลอย่างมาก นั่นคือแรงกดดันมหาศาล แม้จะปล่อยวิญญาณยุทธ์เต็มที่ยังเป็นการยากที่จะอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน “ยู่เหยียน กำไลข้อมือชิ้นนั้นสามารถเก็บพลังวิญญาณไว้ได้ มันจะช่วยเจ้าได้เวลาคับขัน” มู่เฉินพูดผ่านปราณเพื่อให้ยู่เหยียนได้ยินเพียงผู้เดียว “ขอบคุณ ข้าจะเลือกมัน” ยู่เหยียนพยักหน้าตอบรับ “เชียนเชียน เจ้ามีกระบี่ที่ดีอยู่แล้ว ดังนั้นเจ้าควรเลือกเกราะอ่อนสีครามตัวนั้น มันสามารถต้านทานการโจมตีจากผู้ฝึกยุทธ์ระดับวิญญาณได้” มู่เฉินหันมากล่าวกับเชียนเชียน “ขอบคุณมาก” เชียนเชียนกล่าวเสร็จก็พุ่งตัวไปยังเกราะอ่อนทันที การที่นางเร่งรีบไม่ใช่เพราะนางกลัวผู้อื่นแย่งชิง เพียงแค่นางรู้ว่าไม่อาจทนอยู่ในที่แห่งนี้ได้นานนัก หลังจากเชียนเชียนหยิบเกราะอ่อนสำเร็จก็เกิดค่ายกลพาตัวนางออกไป ตู๋กูหยาง ชงเตียน ฉีจื่อลั่วและว่านเจียวตอนนี้ยืนอยู่เบื้องหน้าอาวุธระดับสวรรค์ หลังจากเห็นเชียนเชียนหายตัวออกไปพวกเขาก็เริ่มดำเนินการเช่นกัน ตู๋กูหยางเลือกกระบี่สีแดงเพลิง ชงเตียนคว้าเอาดาบขนาดใหญ่ที่มีลวดลายพยัคฆ์สลักอยู่อย่างน่าเกรงขาม ฉีจื่อลั่วเลือกกระบี่หยกและว่านเจียวเลือกกระบี่สีเงินบริสุทธิ์ หลังจากได้อาวุธที่ตนเองสนใจทั้งสี่ก็หายไปจากชั้นที่ห้า ตอนนี้เหลือเพียงมู่เฉินกับยู่เหยียนเท่านั้น “อาวุธที่ทั้งสี่คนนั้นเลือกเป็นอย่างไร?” ยู่เหยียนกล่าวถาม “นับว่าเป็นสิ่งล้ำค่าทีเดียว แต่น่าเสียดายที่มันไม่มีวิญญาณอาวุธ” มู่เฉินกล่าวอย่างเฉยเมย “แล้วเจ้าจะเลือกชิ้นใด?” ยู่เหยียนถามต่อ “ไม่มีสิ่งใดเหมาะสมกับข้า ข้าจะไปยังชั้นต่อไป” “งั้นก็ขอให้โชคดี ข้าจะออกไปรอเจ้าที่ด้านนอก” สิ้นคำพูดยู่เหยียนพุ่งตัวไปหยิบกำไลหยกแล้วจากไปด้วยค่ายกล มู่เฉินมองสิ่งของที่ชั้นห้าด้วยความเสียดาย หากไม่มีข้อห้ามเขาคงเก็บพวกมันกลับไปทั้งหมด มู่เฉินเดินขึ้นไปยังชั้นหก เมื่อก้าวเข้าไปด้านในเขารู้สึกถึงแรงกดดันมากมายมหาศาล แม้ตอนนี้เขาจะกระตุ้นหัวใจทมิฬเต็มสิบส่วนแล้วแต่มันก็ยังส่งผลถึงเขาอย่างมาก มู่เฉินมองไปยังของในชั้นที่หก สิ่งที่เห็นทำให้เขาเกิดความแปลกใจอย่างมาก บนชั้นหกมีของวางอยู่เก้าชิ้นจากชั้นวางทั้งหมดสิบสองชั้น นั่นหมายความว่ามีคนเคยมาถึงชั้นหกเพียงสามคนเท่านั้น หลังจากครุ่นคิดชั่วคราวมู่เฉินก็ทำความเข้าใจกับมันได้ ดูจากหกคนที่เข้ามาพร้อมเขาล้วนเป็นอัจฉริยะ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ขึ้นมาได้เพียงชั้นที่ห้า หากเขาไม่มีหัวใจทมิฬก็คงมาถึงที่นี่ไม่ได้เช่นกัน ของเก้าชิ้นในชั้นที่ห้าล้วนเป็นของล้ำค่า โดยเฉพาะอาวุธวิญญาณระดับสวรรค์ที่มีอยู่ถึงสามชิ้น มู่เฉินสะกดความโลภเอาไว้และเดินขึ้นไปยังชั้นที่เจ็ดซึ่งเป็นชั้นสูงสุด ปัง!!! ทันทีที่ก้าวถึงชั้นเจ็ด แรงกดดันถาโถมลงมาอย่างหนักหน่วง จนเข่าของเขาทรุดลงกองกับพื้น ตอนนี้เขาไม่สามารถต้านทานมันได้อีกแล้ว ‘หลินเยว่ เจ้าต้องลงมือแล้ว’ มู่เฉินกล่าวอย่างเร่งร้อน ‘สตรีข้างกายหายไปหมด ค่อยหันมาสนใจข้าอย่างนั้นรึ?’ หลินเยว่กล่าวหยอกล้อ ‘โถ่...อย่ามัวแต่เล่น ข้าจะไม่ไหวแล้ว’ มู่เฉินกัดฟันพูดอย่างยากลำบาก “จ้า จ้า อย่าลืมตอบแทนข้าในภายหลังล่ะ ฮี่ ฮี่ ฮี่” หลินเยว่ยังคงตอบอย่างขำขัน ปราณสีขาวบริสุทธิ์ล้นทะลักออกมาจากจุดตันเถียน มันกระจายปกคลุมร่างกายมู่เฉินทำให้แรงกดดันลดลงมากกว่าครึ่ง ‘ขอบคุณเจ้ามาก’ มู่เฉินกล่าวอย่างโล่งอก หลังจากกลับมาเคลื่อนไหวได้มู่เฉินจึงเริ่มสำรวจที่ชั้นเจ็ด ด้านในสุดมีชั้นวางเพียงสามชั้นและขณะนี้มีของชิ้นหนึ่งที่หายไป หมายความว่ามีคนเคยขึ้นมายังที่แห่งนี้แล้วหนึ่งคน คนผู้นี้เป็นใคร? ต้องเป็นคนที่แข็งแกร่งอย่างมากแน่นอน นี่คือสิ่งที่มู่เฉินคาดเดา ของที่เหลืออยู่สองชิ้นล้วนไม่ใช่อาวุธทั้งคู่ ชิ้นแรกเป็นตำราโบราณซึ่งไม่มีชื่อเขียนที่หน้าปก ส่วนชิ้นที่สองเป็นไข่มุกสีขาวดำหยินหยางขนาดเท่านิ้วมือ ‘เอ๋...ข้าควรเลือกสิ่งใด?’ มู่เฉินขอความคิดเห็นจากหลินเยว่ ‘เหตุใดต้องเลือก เอามันทั้งสองชิ้นนั่นแหละ’ หลินเยว่กล่าว ‘เมื่อครู่เจ้าไม่เห็นรึว่าเมื่อหยิบของหนึ่งชิ้นออกมาจะมีค่ายกลนำออกไปด้านนอกทันที’ ‘เจ้างั่ง ใครบอกว่าจะให้เจ้าหยิบทั้งสองชิ้น’ หลินเยว่กล่าวอย่างเบื่อหน่าย ‘เจ้าหมายถึงสิ่งใด?’ มู่เฉินงงงัน หากไม่หยิบแล้วจะนำมันออกไปได้อย่างไร ‘สัมผัสเทวะช่างไร้ค่ายิ่งนักเมื่อต้องมาอยู่กับเจ้า’ หลินเยว่กล่าว ‘สัมผัสเทวะ...หรือว่าเจ้าจะให้ข้าแอบอ่านตำรา?’ ‘มันไม่ได้มีข้อห้ามซะหน่อย เจ้าจะกลัวไปทำไม’ มู่เฉินชั่งใจอยู่พักใหญ่ แม้จะดูเหมือนว่าเป็นการกระทำที่ไม่สมควรนักแต่ของทั้งสองอย่างที่อยู่ตรงหน้ามันช่างดึงดูดความต้องการเขาจนเกินห้ามใจ ‘เจ้าต้องจดจำมันให้ครบถ้วนทุกอักษรภายในสองชั่วยามเพราะข้าสามารถต้านทานแรงกดดันได้เพียงเท่านั้น’ หลินเยว่กล่าวเตือน การที่หลินเยว่ปลดปล่อยปราณออกมาในปริมาณมากมายเช่นนี้ แน่นอนว่าต้องมีขีดจำกัด มู่เฉินสะบัดไล่ความคิดฟุ้งซ่านแล้วก้าวไปเบื้องหน้าตำราโบราณ จากนั้นใช้สัมผัสเทวะทั้งหมดมองผ่านเข้าไปด้านในตำราเพื่อศึกษามัน ‘ทักษะเขตแดนปฐพี’ มันถูกเขียนอยู่หน้าแรกของตำรา มู่เฉินอ่านเนื้อหาภายในและจดจำอย่างละเอียดทุกอักษร นั่นเพราะเขาไม่มีโอกาสที่จะอ่านมันเป็นครั้งที่สองอีกแล้ว ด้านนอกหอสวรรค์เสินหู่เวลาผ่านไปเกือบชั่วยาม รุ่นเยาว์หกคนรวมตัวกันอยู่ที่ด้านหน้า ผู้อาวุโสเมิ่งกู่พูดคุยกับคนทั้งหกด้วยรอยยิ้ม ในปีนี้รุ่นเยาว์ทุกคนต่างได้ของล้ำค่าออกมา “พวกเจ้าทำได้ดีมาก อาวุธสวรรค์สี่ชิ้น เกราะนภา กำไลนภาและอาวุธวิญญาณระดับนภาอย่างละหนึ่งชิ้น พวกมันล้วนเป็นสมบัติล้ำค่าทั้งสิ้น” เมิ่งกู่กล่าวชมอย่างจริงใจ “เหตุใดมู่เฉินยังไม่ออกมา?” เมิ่งกู่กล่าวต่อ “เขาขึ้นไปยังชั้นที่หกหลังจากพวกเราออกมา” ยู่เหยียนตอบ “ชั้นที่หก? ยอดเยี่ยม” เวลาผ่านไปทีละน้อยแต่ยังไม่มีวี่แววที่มู่เฉินจะออกมา ทำให้คนที่อยู่ด้านนอกหอสวรรค์เริ่มจับกลุ่มคุยกันเรื่องราวของเขา “เหตุใดเขายังไม่ออกมา หรือว่าจะเกิดเรื่องขึ้น?” “แปลกยิ่งนัก หกคนแรกใช้เวลาไม่ถึงชั่วยามก็ออกมาจนหมด แต่ตอนนี้เกือบจะครบสามชั่วยามแล้ว” ทั้งผู้อาวุโสและรุ่นเยาว์ต่างแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนเชื่อว่าต้องเกิดเหตุกับมู่เฉินอย่างแน่นอน “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เมื่อตอนอยู่ด้านในข้าได้บอกมันแล้วว่าควรจะประมาณตน แต่มันกลับไม่เชื่อข้าและขึ้นไปยังชั้นหก” ตู๋กูหยางพูดขึ้น “ตอนอยู่ชั้นห้าเขายังไม่ได้ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ บางทีเขาอาจทำสำเร็จ” ชงเตียนออกความคิดเห็น “เจ้าประเมินมันสูงเกินไปแล้ว เราเดินจากชั้นหนึ่งถึงชั้นห้าใช้เวลาเพียงไม่ถึงชั่วยาม เหตุใดเพียงแค่ขึ้นอีกหนึ่งชั้นกลับใช้เวลานานเพียงนี้” ตู๋กูหยางกล่าวต่อ คำพูดตู๋กูหยางมีน้ำหนักอย่างมาก เหล่าคนที่หวังให้มู่เฉินกลับออกมาอย่างปลอดภัยเริ่มกระวนกระวายใจ ไม่เว้นแม้แต่ผู้อาวุโสเมิ่งกู่ “เขาต้องกลับมาอย่างแน่นอน” ยู่เหยียนกล่าวขึ้น คำพูดยู่เหยียนทำให้คนรอบด้านสับสนทันที เหตุใดนางถึงเชื่อมั่นเพียงนี้ “เกรงว่าเจ้าจะต้องผิดหวังแล้ว ตอนนี้เหลือเวลาเพียงหนึ่งก้านธูปก่อนประตูจะปิด” ตู๋กูหยางพูดขัด “ข้าไม่ได้ขอความคิดเห็นเจ้า” ยู่เหยียนตอกกลับอย่างซึ่งหน้า “เจ้า...ช่างเถอะ เดี๋ยวเจ้าจะเข้าใจเองว่าสิ่งที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริง” ตู๋กูหยางต้องการระเบิดอารมณ์กลับแต่ตอนนี้มีคนอยู่จำนวนมากมันอาจทำให้เขาเสียภาพลักษณ์ได้ ชั้นเจ็ดหอสวรรค์เสินหู่มู่เฉินดึงสัมผัสเทวะกลับมาพร้อมกับหลับตาลงอย่างเมื่อล้า การใช้สัมผัสเทวะยาวนานเกือบสองชั่วยามกินพลังของเขาเป็นอย่างมาก ‘เจ้าจดจำมันได้ครบถ้วนหรือไม่?’ หลินเยว่กล่าวถาม ‘ครบถ้วนทุกตัวอักษร’ มู่เฉินตอบ ‘มันคือสิ่งใด?’ ‘ทักษะเขตแดนปฐพี เป็นทักษะประจำตัวของผู้อาวุโสเสินหู่ ซึ่งเป็นผู้สร้างหอสวรรค์แห่งนี้’ มู่เฉินตอบด้วยความเมื่อยล้า ‘นั่นหมายความว่าปราณเอกลักษณ์ที่อยู่ที่นี่ก็เป็นของเขา?’ หลินเยว่ถามต่อ ‘ถูกต้อง ในตำราไม่ได้อธิบายเรื่องของเขามากนัก มีเพียงบันทึกว่าเขาสร้างมันขึ้นก่อนจะถึงสงครามสามเผ่าพันธุ์’ มู่เฉินอธิบาย ‘สงครามสามเผ่าพันธุ์? เห้อ...มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญเสียแล้ว’ หลินเยว่อุทานออกมาอย่างแผ่วเบา ‘มันคือสิ่งใด? เจ้ารู้จักมันใช่หรือไม่?’ มู่เฉินถามอย่างตื่นเต้น ‘มัน...ยังไม่ถึงเวลาที่เจ้าจะรู้ ออกจากที่นี่ก่อนเถอะพลังข้าจะหมดสิ้นแล้ว’ หลินเยว่บอกปัดทันที มู่เฉินรู้ดีว่าหากนางพูดเช่นนี้ ไม่มีทางที่เขาจะได้รับคำตอบ เขาจึงเปลี่ยนความสนใจไปที่มุกหยินหยางซึ่งวางอยู่บนชั้นและคว้าจับมันอย่างรวดเร็ว หลังจากมุกหยินหยางตกอยู่ในมือเขาก็ปรากฏค่ายกลนำเขาออกมาด้านนอกทันที