ตอนนี้ฉางเฟิงได้ออกจากเขตูเาแล้วขณะที่ฉางเฟิงเดินทางหาได้มีสัตว์ร้ายออกมาโจมตีเลย ในทวีปจงโจวนั้นไม่มีเผ่าอสูรหรือเผ่าอื่นอยู่เลยมีเพียงเผ่ามนุษย์ทั้งหมด ยกเว้นสัตว์ร้าย สัตว์ร้ายนั้นไม่ต่างจากสัตว์ป่าเลย รูปร่างภายนอกมักจะเหมือนกันทั้งหมดเพียงแต่มันดุร้ายป่าเถื่อนกว่าและมันมีพลังเหมือนกับผู้บ่มเพาะยกเว้นมันไม่มีสติปัญญา แม้แต่สัตว์ร้ายระดับจักรพรรดิมันก็ไม่มีสติปัญญาทำตามแต่สัญชาติญาณเท่านั้น
และูเาที่ฉางเฟิงอาศัยอยู่ตลอดหลายปีมานี้ก็คือูเาที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายบางครั้งซงเทียนก็จะจับสัตว์ร้ายมาให้ฉางเฟิงต่อสู้ด้วย
“ทำไมไม่มีสัตว์ร้ายมาโจมตีเลยละ”ฉางเฟิงมองไปยังรอบๆแล้วกล่าวขึ้น
“นั่นก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอนายน้อย”เสี่ยวจินยิ้ม
แต่จริงๆเสี่ยวจินและเสี่ยวเฮ่ยนั้นได้แอบควบคุมสัตว์ร้ายทั้งหมดบนูเาเอาไว้แล้ว ด้วยการปรากฏของทั้งสองแล้วสัตว์ร้ายตัวใหนจะกล้าโจมตีฉางเฟิงกัน
“ว่าแต่นายน้อยตอนนี้ตัวท่านไม่มีอาวุธหรืออุปกรณ์อะไรเลยข้านั้นเลยอยากจะมอบอุปกรณ์ล้ำค่าให้กับท่าน”เสี่ยวจินกล่าว
“มันไม่จำเป็สำหรับข้าหรอก”ฉางเฟิงกล่าว
“ทำไมละการมีอุปกรณ์ที่แข็งแกร่งก็ช่วยท่านเอาไว้เยอะเลยนะ”
“สำหรับข้าตอนนี้ยังไม่จำเป็ต้องใช้หนะเอาไว้เจอคู่ต่อสู้ที่เอาชนะไม่ได้ค่อยใช้ก็ยังไม่สาย” ฉางเฟิงยิ้ม
“ก็จริง”เสี่ยวเฮ่ยกล่าว
ขณะที่ทั้งสามเดินไปเรื่อยๆตอนนั้นเองพื้นดินก็สั่นะเื ด้านหน้าของฉางเฟิงปรากฏการะเิเกิดขึ้น
“มีการต่อสู้งั้นเหรอ”ฉางเฟิงกล่าว
“ไปดูกันเถอะ”
เมื่อฉางเฟิงไปถึงก็เห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังต่อสู้กับสัตว์ร้ายที่เป็หมีขนาดใหญ่อยู่หมีตัวนี้แข็งแกร่งมากมันสามารถไล่โจมตีคนทั้ง 5 คนให้ถอยไปได้อย่างง่ายดาย
“หมีตัวนั้นน่าจะเป็สัตว์ร้ายระดับหลอมรวมไปแล้ว”เสี่ยวจินกล่าว
“แต่คนกลุ่มนั้นกลับอยู่แค่ระดับก่อเกิดขั้นที่9 เท่านั้น”
“เอายังไงนายน้อยจะช่วยหรือไม่”
“อืมเ้าว่าชุดที่พวกเขาใส่นั้นเหมือนกับของแม่นมหรือเปล่า” ฉางเฟิงไม่ได้สนใจสัตว์ร้ายเลยแต่กลับสนใจชุดของคนทั้ง5 มากกว่า
“พวกเขาน่าจะมาจากนิกายบุปผาจริงๆ”
“ถ้าเช่นนั้นก็ดีมากไปช่วยกันเถอะ” ฉางเฟิงกำลังคิดว่าจะไปเยี่ยมมู่หลินยังไงดีเพราะไม่ว่ายังไงฉางเฟิงก็ไม่รู้ว่าสถานะที่แท้จริงของมู่หลินคืออะไรแต่ถ้าสอบถามจากคนพวกนนี้ก็น่าจะได้ข้อมูลดีๆ
“บ้าเอ้ยพวกเรานี่โชคร้ายจริงๆดันมาเจอสัตว์ร้ายระดับหลอมรวมจนได้”
“ถ้าเป็สัตว์ร้ายทั่วๆไปมันก็ไม่เท่าไหร่หรอกแต่ขนของเ้าหมีตัวนี้มันสามารถป้องกันคมดาบและคมกระบี่ของพวกเราได้แถมพละกำลังของมันยังแข็งแกร่งอีกทำให้พวกเราทำอะไรไม่ได้เลย”
“ข้าว่าพวกเราควรถอยกันดีกว่าดีใหมศิษย์พี่”
“พวกเ้าจะไปกลัวอะไรเ้าหมีตัวนี้ถ้าสังหารมันได้พวกเรานำมันไปขายจะต้อได้กำไรมากแน่ๆ” เหล่าศิษย์ของนิกายบุปผากล่าว
“แต่พวกเราจะตายกันก่อนที่จะสังหารมันได้หนะสิ”ศิษย์คนหนึ่งกล่าวพร้อมกับหลบไม่ทันถูกกงเล็บของสัตว์ร้ายโจมตีออกไป
“อึก!!!!!!”แม้ศิษย์คนนั้นจะใช้กระบี่ป้องกันได้แต่ก็กระบี่ก็หักลงพร้อมกับได้รับาเ็
“โฮก!!!!!!!!!!”สัตว์ร้ายคำรามด้วยความบ้าคลั่งและโจมตีออกไปอีกครั้ง
“รีบช่วยเขาเร็ว”ศิษย์หญิงทั้งสองคนพุ่งเข้าไปและช่วยกันป้องกันโจมตีของสัตว์ร้าย
“กรี๊ด!!!!!!!!!”เพียงแต่ทั้งสองคนก็ป้องกันไม่อยู่และได้รับาเ็เช่นกัน
“บ้าเอ้ยผิดแผนไปหมด ถ้าเป็แบบนี้พวกเราตายกันหมดแน่ ศิษย์น้องในอนาคตข้าจะกลับมาแก้แค้นให้กับพวกเ้า”ศิษย์ที่เหมือนกับเป็ผู้นำกลุ่มผลักศิษย์ชายอีกคนที่อยู่ข้างๆให้เข้าไปต่อสู้กับสัตว์ร้ายส่วนตนเองวิ่งหลบหนีออกไป
“ศิษย์พี่นี่เ้า!!!!!”ศิษย์ชายคนนั้นโกรธมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้
“เหอะศิษย์ชายที่น่าภาคภูมิใจของศิษย์สายนอกกลับหนีเอาตัวรอดและทิ้งพวกพ้องงั้นเหรอ”ศิษย์หญิงทั้งสองยิ้มขมขื่น
พวกนางเคยชื่นชมและชมชอบศิษย์ชายคนนี้มาก่อนแต่ตอนนี้เมื่อได้เจอกับนิสัยที่แท้จริงของศิษย์พี่คนนี้ทำให้พวกนางเ็ปหัวใจจริงๆบางคนรู้หน้าไม่รู้ใจ
ฉางเฟิงที่กำลังเข้ามาช่วยก็เห็นทุกอย่างก็ยังมีใบหน้าที่เ็าฉางเฟิงนั้นเกลียดคนประเภทนี้มากที่สุด พวกคนทรยศหักหลังหรือทอดทิ้งพวกพ้องของตนเอง
“โฮก!!!!!”
สัตว์ร้ายไม่ได้ไล่ตามศิษย์พี่คนนั้นไปและหันมาทางทั้งสี่คนที่ได้รับาเ็เตรียมจะสังหารและกินร่างของทั้งสี่คนเพียงแต่ในตอนนั้นเองร่างหนึ่งก็เคลื่อนใหวด้วยความเร็วและปรากฏตัวด้านหน้าทั้งสี่คน
“ใครกันเด็กงั้นเหรอ”
“กายาขั้นที่9....”
“สหายรีบหนีไปด้วยพลังของเ้าช่วยพวกข้าไม่ได้หรอก”ทั้งสี่คนตอนแรกตื่นเต้นเมื่อคิดมามีคนมาช่วยแต่เมื่อเห็นพลังบ่มเพาะของคนตรงหน้าก็รีบตักเตือนให้หนีไปทันที
ฉางเฟิงที่ได้ยินก็ยิ้มออกมาอย่างน้อยทั้งสี่คนก็ยังรู้จักเตือนและไม่เห็นแก่ตัว ฉางเฟิงไม่ตอบและพุ่งออกไปหมัดของฉางเฟิงเข้าปะทะกับกงเล็บของสัตว์ร้ายอย่างจัง
“โฮก!!!!!!!!!!!!”
สัตว์ร้ายร้องโหยหวนกงเล็บของมันแตกหักออกไปฉางเฟิงไม่ได้หยุดและเคลื่อนใหวอีกครั้ง ฉางเฟิงใช้สองนี้แทงออกไปตรงหน้าอกของสัตว์ร้ายได้ยินแต่เสียง“ปุ” ิัที่แข็งกลับถูกทะลวงในทันที
ทั้งสี่คนที่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นพากันอ้าปากค้างไม่มีใครเรียกสติกลับมาได้ ทั้งสี่ยังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น ระดับกายาสามารถสังหารระดับหลอมรวมได้ขืนเอาไปบอกใคร ก็ไม่มีใครเชื่อ
ร่างของสัตว์ร้ายถูกทะลวงหน้าอกจนเกิดรูขนาดใหญ่และสิ้นใจทันทีฉางเฟิงยิ้มออกมาก่อนจะนำมีดออกมาจัดการร่างของสัตว์ร้ายทันที ฉางเฟิงแร่เนื้อและจัดการทุกส่วนอย่างชำนาญราวกับพ่อครัวมือหนึ่ง
“เนื้อของสัตว์ร้ายตัวนี้จะต้องอร่อยมากแน่เ้าคิดว่างั้นใหมเสี่ยวจินเสี่ยวเฮ่ย”ฉางเฟิงกล่าว
“อาหารที่นายน้อยทำย่อมอร่อยอยู่แล้ว”เสี่ยวจินกล่าว
หลายปีมานี้ฉางเฟิงเรียนการทำอาหารมาด้วยเช่นกันเพราะซงเทียนนั้นทำอาหารไม่เป็ฉางเฟิงจึงต้องทำทั้งหมดด้วยตัวเอง
“ขอขอบคุณสหายที่เข้ามาช่วยเหลือ”ศิษย์นิกายบุปผาได้สติและคารวะให้กับฉางเฟิง
“อ้อไม่มีปัญหาอะไรหรอก เพียงแต่พวกท่านาเ็ค่อนข้างหนักข้าจะช่วยรักษาเบื้องต้นให้ก็แล้วกัน”ฉางเฟิงกล่าวและนำสมุนไพรจำนวนหนึ่งออกมาและบดมัน
“สหายเป็หมองั้นเหรอหรือนักปรุงยา”ศิษย์หญิงกล่าวถามด้วยความสนใจ
“ข้าก็เรียนปรุงยามาบ้างแต่ก็ไม่มากอะไรหรอกแต่เื่ยารักษาง่ายๆข้าพอจะทำได้” ฉางเฟิงกล่าวและนำยามาที่บดมาให้ทั้งสี่คนทาแผล
เมื่อทั้งสี่ทาแผลแล้วก็รู้สึกว่าอาการเ็ปเบาลงาแเริ่มสมานกันเห็นได้ชัดว่ายาทาของฉางเฟิงได้ผลดีมาก
“ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าสหายมาจากนิกายใหน”ศิษย์ชายถามฉางเฟิง
“ข้าไม่มีนิกายหรอกข้าอาศัยอยู่บนูเาลูกนี้มาั้แ่เด็กแล้ว” ฉางเฟิงกล่าว