“รู้แล้วๆนี่ไงกำลังจะตักให้กินอยู่เนี่ย” เว่ยเมิ่งบ่นเมื่อหยางหยางมาบินตอมรอบๆชายหนุ่มใช้นิ้วปาดน้ำผึ้งมาบางส่วนและชี้ให้ผีเสื้อกินหยางหยางราวกับต้องมนสะกดของน้ำผึ้งแสนหวานผีเสื้อสีดำเกาะติดนิ้วของเว่ยเมิ่งไม่ปล่อย
“คุณชายเว่ย?” เสียงที่คุ้นหูดังขึ้น
เว่ยเมิ่งหันไปมองก็เจอคนที่คุ้นหน้าเป็คุณชายเจี้ยนหลานจากสำนักกระบี่์ที่ร่วมทางมากับเว่ยเมิ่งตอนมายังเมืองหลวงครั้งแรกนั้นเอง
“คุณชาย.....เจี้ยน?” เว่ยเมิ่งเค้นความจำเรียกชื่ออีกฝ่ายเจี้ยนหลานยิ้มพยักหน้าให้เว่ยเมิ่ง “เอ๊ะ ผีเสื้อตัวนั้น คุณชายเว่ยซื้อผีเสื้อตัวใหม่หรือ?” เจี้ยนหลานทักขึ้นเมื่อเห็นผีเสื้อสีดำที่มีลวดลายสีฟ้ากำลังเลียน้ำผึ้งที่นิ้วของเว่ยเมิ่งอยู่
“หืม?อ่อ ไม่ใช่เ้านี่ก็คือหยางหยางนั้นแหละแต่พอดีมันอาบแดดนานเกินไปหน่อยเลยตัวดำขึ้นมาน่ะ” เว่ยเมิ่งกระพริบตาปริบๆนึกเหตุผลที่สมเหตุสมผลที่สุดเท่าที่จะคิดได้......
“อาบแดด?” เจี้ยนหลานมีสีหน้าแปลกๆเมื่อฟังคำของเว่ยเมิ่ง แต่ความสงสัยก็หายไปเมื่อหยางหยางละความสนใจจากน้ำผึ้งที่นิ้วของเว่ยเมิ่งและบินมาเจี้ยนหลานแทน
พรึบพรึบ พรึบ
“เ้าคือหยางหยางจริงๆหรือ?” เจี้ยนหลานมีสีสงสัยแต่ก็หัวเราะเบาๆเมื่อผีเสื้อตรงหน้านาง เอ้ย!เขาบินประท้วงเหมือนน้อยใจที่เจี้ยนหลานจำมันไม่ได้
เจี้ยนหลานยิ้มหยอกล้อกับผีเสื้อในขณะที่เว่ยเมิ่งเกาหัว เฮ้ยข้าไม่ใช่เหรอที่เป็เพื่อนใหม่ของเ้าไหงเ้าเอาแต่สนใจผีเสื้อของข้าล่ะ?
เว่ยเมิ่งกอดอกยืนมองหนึ่งคนหนึ่งผีเสื้อที่กำลังอยู่ในโลกส่วนตัวทันใดนั้นสายตาของเขาก็เลื่อนขึ้นไปมองไปยังสถานที่ไกลๆ เมื่อครู่นี้เขารู้สึกเหมือนมีใครกำลังเฝ้ามองตัวเขาอยู่และก็เป็เช่นนั้นจริงๆจากตรงนี้ที่ห่างไปไกลชายชราคนหนึ่งกำลังจ้องมองมายังเว่ยเมิ่ง ชายชราคนนั้นสวมผ้าไหมอย่างดีหนวดเคราสีขาวยาวลงมาเกือบถึงหน้าอกดูท่าทางแล้วคล้ายกับบัณฑิตสูงวัยที่ผ่านอะไรมามากมายดวงตาที่เต็มไปด้วยปัญญาคล้ายมีประกายแสงวาบเมื่อเมื่อเห็นว่าเว่ยเมิ่งหันมามองตนริมฝีปากใต้หนวดเครายกขึ้นเป็รอยยิ้ม ชายชราพยักหน้าให้กับเว่ยเมิ่งก่อนจะหันหลังเดินจากไป
“ท่านอาจารย์ท่านกำลังมองผู้ใดอยู่หรือขอรับ?”ชายหนุ่มที่ติดตามมาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสำรวม
“นั้นสิข้ากำลังมองผู้ใดอยู่กันน่ะ?” ชายชราเอ่ยหยอกล้อพลางลูบเครา
“คำนับท่านอาจารย์ใหญ่!” เบื้องหน้าของทั้งสองตอนนี้ก็คือประตูขนาดใหญ่ที่กำลังเปิดอ้า ทันทีที่ชายชราก้าวผ่านประตูเข้าไปเสียงะโดังขึ้นจากรอบข้าง ชายหนุ่มหรือหญิงสาวในชุดที่คล้ายนักศึกษายืนเรียงแถวก้มคำนับในขณะที่ชายชราเดินผ่าน
“คำนับท่านอาจารย์ใหญ่!”
“คำนับท่านอาจารย์ใหญ่!”
“คำนับท่าน........”
“........”
เสียงะโหลากหลายดังกังวานไปทั่วผู้คนในเมืองที่ได้ยินต่างหยุดชะงัก ดวงตาของพวกเขาสาดประกาย ความเคารพ ความศรัทธาแทบจะถลนออกมาจากตา
“อาจารย์ใหญ่ซือกลับมาแล้ว!?”
“ท่านซือเชากลับมาแล้ว!”
“เฮ้!ท่านซือเชาได้โปรดรับข้าเป็ศิษย์ด้วย!”
เสียงโห้ร้องไม่แพ้กันของคนในเมืองดังสนั่นหวั่นไหวชายชราที่ได้ยินก็เพียงหัวเราะเบาๆและเดินเข้าไปยังสถานที่ของตนย้อนกลับไปยังประตูไม้ขนาดใหญ่ที่ชายชราเดินเข้าไป เหนือขอบประตูถูกแขวนไว้ด้วยแผ่นไม้ยาวที่ดูเก่าแก่ตัวอักษรสีดำถูกเขียนไว้ไม่กี่คำทว่ากับตัวอักษรไม่กี่คำนี้กลับถ่ายทอดความรู้สึกของความโอหังและหยิ่งผยองออกมาและที่นี่ก็คือ.....
สถานศึกษา!
‘หรือว่าตาแก่นั้นมันจะเป็พวกถ้ำมอง?’ เว่ยเมิ่งมองร่างของอาจารย์ใหญ่ซือเชาอย่างเหยียดหยามโชคดีที่ซือเชาจากไปและไม่ได้บังเอิญได้ยินความคิดของเว่ยเมิ่งไม่เช่นนั้นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในแคว้นชิงคงจะร้องไห้ไม่ได้หัวเราะไม่ออก เฮ้ยเ้าหนุ่มเ้าเกรงใจศักดิ์ศรีของอาจารย์ใหญ่แห่งสถานศึกษาที่ดีที่สุดในแผ่นดินบางสิ.....
เว่ยเมิ่งยักไหล่กับตัวเอง“หยางหยาง ไปได้แล้ว” เว่ยเมิ่งกระดกนิ้วเรียกผีเสื้อจะกละหยางหยางทีได้ยินเสียงเรียกก็จำใจถอยห่างจากคุณชายเจี้ยนหลาน กลับมาเกาะที่ไหล่ของเว่ยเมิ่งตามเดิม
“แล้วพบกันใหม่คุณชายเจี้ยน”เว่ยเมิ่งยิ้มให้
“เช่นกันคุณชายเว่ย”เจี้ยนหลานยิ้มน้อยๆ
เว่ยเมิ่งเดินทางงกลับมาที่จวนสกุลตงฟางแม้ตอนเดินผ่านประตูใหญ่จะมีสายตาแปลกๆของเหล่าคนใช้จ้องมองมาบ้าง แต่เว่ยเมิ่งก็ไม่ได้รู้สึกแปลกอะไรเขาเดินเข้ามาในเรือนที่ปู่ของเขาพักอยู่
เว่ยเมิ่งเห็นตงฟางซานกำลังนั่งจิบน้ำชาและเดินหมากล้อมฝ่ายตรงข้ามเป็คนที่เว่ยเมิ่งไม่รู้จักฝ่ายตรงข้ามของตงฟางซานเป็บุรุษวัยกลางคนที่มีหน้าตาหล่อเหลาในชุดสีเขียวบุรุษวัยกลางคนก้มลงมองกระดานเบื้องหน้าก็หัวเราะออกมาเบา
“ฝีมือของท่านยังคงผู้เฒ่ายอดเยี่ยมเช่นเคยข้าไม่อาจทัดเทียมได้จริงๆ” บุรุษวัยกลางคนเอ่ยยิ้มๆ
“ฝ่าากล่าวหนักไปแล้วข้าเพียงโชคดีเท่านั้น” ตงฟางซานโบกมือหัวเราะและเหมือนพวกเขารู้ว่ามีผู้มาใหม่ตงฟางซานหันไปมองเว่ยเมิ่งด้วยสีหน้าประหลาดใจ “เ้าไม่ได้ที่ชายแดน?”
บุรุษวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามมองเว่ยเมิ่งด้วยท่าทีสนใจยิ่งได้ยินคำว่าชายแดนดวงตาของบุรุษวัยกลางวันก็ความมีประกายความคิดบางอย่าง
“ไปมาแล้ว”เว่ยเมิ่งตอบง่ายๆ
“แล้วพวกแคว้นเสวี่ยน…......”
“หนีตายกันไปหมดแล้ว..มั้ง”เว่ยเมิ่งยักไหล่อย่างไม่สนใจ
ตงฟางซานลูบเคราด้วยสีหน้าครุ่นคิดบุรุษวัยกลางคนที่นั่งอยู่ข้างๆคล้ายกับทนไม่ไหวจึงเอ่ยปากกับตงฟางซาน
“ท่านผู้เฒ่าท่านไม่คิดจะแนะนำข้าให้ชายหนุ่มผู้นี้ได้รู้จักเชียวหรือ?”บุรุษวัยกลางคนเอ่ยอย่างน้อยใจ
ตงฟางซานที่กำลังครุ่นคิดบางอย่างเลิกคิ้วชายชราหันมองระหว่างหลายชายกับบุรุษวัยกลางไปมา “ฮาๆ เสียมารยาทแล้วๆมาๆเว่ยเมิ่งปู่จะแนะนำให้เ้ารู้จักผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็เ้าชีวิตแห่งแคว้นชิงนี้”
ชายชราผายมือไปยังบุรุษวัยกลางวัน“เว่ยเมิ่ง ท่านนี้คือฝ่าาของบิดาเ้า พระองค์มีนามว่าชิงหลงเทียน” บุรุษวัยกลางคนมีรอยยิ้มบนใบหน้า“บิดาของเ้าเคยเล่าเื่เ้าให้เราฟังบ้างแล้วนับว่าเป็เื่ดีจริงๆที่เราได้มีโอกาสพบกับเ้าซึ่งๆหน้าซักครั้ง”
เว่ยเมิ่งทีได้ยินว่าบุคคลตรงหน้าคือเ้าชีวิตแห่งแคว้นชิงก็เลิกคิ้วชายหนุ่มมองชิงหลงเทียนั้แ่หัวจรดเท้า ‘นี่น่ะหรือจักรพรรดิชิง.....อ่อนแอกว่าที่คิดแฮะ’
“สวัสดีฝ่าา”เว่ยเมิ่งเพียงแค่ประสานมือให้เท่านั้นดวงตาของจักรพรรดิชิงหรี่ลงเมื่อเห็นท่าทางของเว่ยเมิ่งหากเป็คนทั่วไปไม่คุกเข่าก็ต้องหมอบกราบหรือต่อให้สนิทขึ้นมาหน่อบอย่างขุนนางคู่ใจก็ต้องก้มหน้าประสานมือทว่าชายหนุ่มตรงหน้าของมันกับเพียงแค่ประสานมือให้อย่างลวกๆเท่านั้น มีสองความคิดที่เข้ามาในหัวของจักรพรรดิชิงหนึ่งคืออีกฝ่ายจงใจหักหน้าของตนซึ่งเหตุผลนี้ก็ไม่น่าเป็ไปได้เพราะบิดาของชายหนุ่มคนนี้ก็เป็คนของเขา ปู่ของมันก็เป็เพื่อนเล่นหมากของเขา นั้นทำให้จักรพรรดชิงนึกอีกเหตุผลหนึ่งขั้นมา
นั้นคือในความคิดของชายหนุ่มตรงหน้านี้ตำแหน่งจักรพรรดิมีค่าเพียงแค่ให้ประสานมือทักทายอย่างลวกๆเท่านั้น!
จักรพรรดิชิงยิ้มภายนอกหากแต่ในใจเริ่มคาดคะเนไปต่างๆนาๆเหล่ายอดฝีมือไม่ได้หากันง่ายๆหากสามารถดึงคนเหล่านี้เข้ามาร่วมกับแคว้นชิงได้ล่ะก็....การจะผลักดันแคว้นชิงขึ้นไปเป็แคว้นอันดับหนึ่งก็ไม่ใช้เพียงแค่ความฝันอีกต่อไป!