ตอนที่ 4 การตื่นขึ้นจากความตาย และการเกิดใหม่ในร่างที่ไม่คุ้นเคย
ชายหนุ่มพยายามลืมตาขึ้นช้า ๆ ท่ามกลางความมืดมัว ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยหินมหึมา ทุกอณูของร่างกายเ็ปเหมือนถูกฉีกขาดจากภายใน เขาหายใจเข้าอย่างยากลำบาก อากาศที่สูดเข้าไปเย็นเยียบและอับชื้น กลิ่นดิน กลิ่นมอส กลิ่นเืจาง ๆ เจือปนอยู่ในลมหายใจแรกของเขา
เขาพยายามขยับมือ ทว่าปลายนิ้วกลับไร้เรี่ยวแรง ความรู้สึกเหมือนกำลังติดอยู่ในร่างกายที่ไม่ใช่ของตนเอง หัวใจเต้นอย่างเชื่องช้า คล้ายกับว่ามันเพิ่งถูกกระตุ้นให้กลับมาทำงานอีกครั้ง
‘นี่มันเกิดอะไรขึ้น…?’
เขาจำได้… จำได้ว่าตนเองกำลังฝึกะโร่ม เห็นท้องฟ้ากว้าง และพายุที่คืบคลานเข้ามา แล้วหลังจากนั้น เสียงฟ้าร้องกึกก้อง และประกายสายฟ้าที่ฟาดลงมาโดยตรง ร่างของเขาชักกระตุกกลางอากาศ ความร้อนแผดเผาิัจากภายใน เสียงหัวใจที่เต้นรัวด้วยความใ และทันใดนั้น ทุกอย่างก็มืดสนิท…
แต่เขาไม่ควรมีชีวิตอยู่แล้วนี่…
เขาค่อย ๆ หันสายตามองร่างของตนเอง แขนที่เคยเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อจากการฝึกซ้อมอย่างหนักบัดนี้กลับผอมลงอย่างน่าประหลาด มือของเขาเรียวยาว นิ้วทั้งห้ายังคงอยู่ครบถ้วน แต่รอยแผลเป็จากภารกิจในอดีตกลับหายไปหมดสิ้น ชุดเครื่องแบบทหารของเขาหายไปแล้ว ถูกแทนที่ด้วยอาภรณ์เก่าขาดเปื้อนเื
ความรู้สึกสับสนถาโถมเข้ามาในจิตใจเหมือนคลื่นซัดกระแทกฝั่ง
“นี่มัน…ร่างใคร?”
จิตสำนึกถามตัวเอง พยายามยันตัวลุกขึ้น แต่มันไม่ง่ายเลย กล้ามเนื้ออ่อนแรง ความเ็ปวิ่งพล่านไปทั่วร่าง ราวกับว่าร่างนี้เคยผ่านความทุกข์ทรมานแสนสาหัสมาก่อน ทุกครั้งที่ขยับก็รู้สึกเหมือนาแกำลังปริออก แต่ถึงกระนั้นเขายังคงกัดฟันข่มความเ็ปไว้
“อย่าเพิ่งขยับ นอนพัก ไม่ต้องขยับตัว ท่านได้รับาเ็สาหัส”
เสียงแว่วเตือนมาอีกจากหญิงสาวชุดดำที่เข้ามาประคอง ยิ่งทำให้เขามึนงงสับสนพยายามเรียบเรียงสติ และความทรงจำเท่าที่จำได้
ตามด้วยการถูกบีบคางให้อ้าปากรับยาที่ขมชนิดกลืนแทบไม่ลง ก่อนสติจะเลือนรางและหลับไปอีกครั้ง
จำไม่ได้ว่าหลับตื่นไปกี่รอบ เพียงแต่รับรู้ถึงการดูแลรักษาเอาใจในอย่างอาทรของหญิงสาวสองคน ตื่นทีไรก็พบว่าทั้งสองนางอยู่ข้างกายเสมอ
“ที่นี่ที่ไหน พวกท่านเป็ใคร”
อีกครั้งหนึ่งที่เขาลืมตาขึ้นพร้อมกำลังวังชาที่แข็งแรงขึ้นกว่าเดิม ไม่รู้สึกเจ็บทรมานตามผิวกายอีก แม้พยายามทบทวนความทรงจำ แต่ทุกอย่างยังสับสนเหมือนอยู่ในความฝัน
“หุบเขามรณะ”
หญิงสาวชุดดำตอบ พร้อมกับยิ้มให้
“พวกท่านเป็ใคร”
“ท่านจำอะไรไม่ได้หรือ”
“ไม่รู้สิ ผมไม่มั่นใจว่านี่ความฝันหรือความจริง”
“ท่านจำไม่ได้หรือ ท่านช่วยเราสองพี่น้องจากพวกโจรป่า แต่ถูกพวกมันจับโยนลงเหวนี้”
เขาพยายามทบทวนความทรงจำ ยกมือเคาะศีรษะตันเองเหมือนจะไล่ความมึนงงสับสน มันสับสนวุ่นวายแยกแยะไม่ออก
“ผมช่วยพวกคุณจากโจรป่า”
“ใช่ ท่านช่วยเราสองพี่น้อง แต่ก็โชคร้ายถูกจับโยนลงมาในเหวนี้”
“พวกคุณก็ถูกโยนลงมาด้วยหรือ”
“เราสองพี่น้อง ตัดสินใจะโตามท่านลงมา ไม่นึกว่าจะรอดชีวิตมาได้เช่นกัน”
“ะโลงมาหรือ”
เขาทวนคำ แหงนหน้ามองขึ้นเบื้องบน พบว่ามันคลุมเครือไว้ด้วยหมอกเห็นเพียงแสงสลัว
“ใช่ โชคดี ข้างล่างมีเถาวัลย์รองรับ ทำให้รอดมาได้ ท่านเป็อย่างไร”
ชายหนุ่มในความทรงจำว่า ตนคือหลี่เฟยเทียน ขยับตัวลุกฝืนเดินไปยังแอ่งน้ำ
เงาสะท้อนของเขาปรากฏขึ้นในแอ่งน้ำ สิ่งที่เขาเห็นทำให้หัวใจแทบหยุดเต้น
ใบหน้าที่สะท้อนอยู่ในน้ำนั้น… ไม่ใช่เขา ไม่ใช่หลี่เฟยเทียน!
คนที่เขาเห็นเป็ชายหนุ่มแปลกหน้า ผิวซีด ดวงตาเรียวยาว จมูกคมคายแต่ซีดเซียวราวกับเพิ่งฟื้นจากอาการป่วยหนัก เส้นผมยาวปรกหน้าผากยุ่งเหยิง ร่องรอยาแฟกช้ำยังคงปรากฏอยู่เต็มลำคอและ่ไหล่
“นี่มันเื่บ้าอะไรกัน?”
สมองของเขาส่งเสียงร้องเตือนด้วยความตื่นตระหนก นี่ไม่ใช่แค่ความฝัน ไม่ใช่ภาพลวงตา ความรู้สึกสมจริงเกินไป ทั้งความเ็ป ความเหนื่อยล้า แม้กระทั่งลมหายใจที่ยังติดขัดอยู่
เขาไม่ได้ตาย…
แต่ก็ไม่ได้เป็คนเดิมอีกต่อไปแล้วเช่นกัน
หัวใจของเขาเต้นรัวกับความจริงอันน่ากลัวที่เริ่มคืบคลานเข้ามา เขาไม่ได้อยู่ในโลกเดิม ร่างที่เข้าไม่ใช่ร่างเดิมของเขา สิ่งเดียวที่ยังเป็ของเขาอยู่ก็คือ ‘จิติญญา’ เท่านั้น
ความทรงจำเก่าใหม่ผุดขึ้นผสมผสาน จากการใช้เวลาทบทวน ระหว่างรักษาตัวในหุบเหวมรณะ
“ข้าคือเหยาหนิงเจี้ยน ส่วนนั่นคือน้องสาวข้า นางคือเหยาหนิงเหอ เรากำลังจะเดินทางไปแคว้นฉี”
หญิงสาวชุดเขียวชี้มือแนะนำตัวและน้องสาว
“ผม..อ่า…เรา..อ่า ข้า นามของข้าคือ หลี่เฟยเทียน”
“ท่านหลี่”
สองสาวทำท่าแสดงอาการคารวะเขาพร้อมกัน
“...เราสองพี่น้องขอบคุณท่านที่ช่วยเรา จนท่านต้องได้รับเภทภัยเช่นนี้ ครั้งแรกเราคิดว่าหากท่านไม่รอด เราจะยอมเป็ทาสเฝ้าเถ้ากระดูกท่านอยู่ที่นี่ แต่เราก็ดีใจที่ท่านฟื้น”
เหยาหนิงเหอพูดน้ำเสียงและแววตาแห่งความยินดี
หลีเฟยเทียน พยักหน้ารับทราบ เขาไม่อาจบอกหรืออธิบายใดๆ ให้หญิงสาวทั้งสองทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเองได้ รู้แต่ว่าขณะนี้ เขาคือหลีเฟยเทียน ในร่างของชายที่ชื่อ “ฉีตงหยาง”
หุบเหวมรณะนั้นไม่ใช่เพียงสถานที่แห่งความมืดมิด แต่กลับเป็โลกที่เต็มไปด้วยความแปลกประหลาดและท้าทาย เมื่อชายหนุ่มและสองพี่น้องตกลงมาในหุบเหวแห่งนี้ พวกเขาค้นพบว่ามันมิใช่สถานที่ที่จะยอมให้ความอ่อนแอครอบงำ
ในความลึกนี้ พวกเขาต้องเรียนรู้การอยู่รอดด้วยพลังแห่งความมุ่งมั่นและความสามัคคี
ใน่แรกที่พวกเขาลงมายังหุบเหว ทุกอย่างรอบตัวล้วนมืดมิดและไม่อาจมองเห็น แม้กระทั่งท้องฟ้าที่สูงสุดเบื้องบนกลับถูกบดบังด้วยป่าทึบแห่งพงไพรที่ปกคลุมไปทั่ว เสียงน้ำที่ไหลจากที่สูงดังเหมือนเสียงทำนองของความหวังที่ยังคงห่างไกล
ชายหนุ่มยังคงเ็ปจากาแอยู่บ้าง ทว่าก็ไม่ยอมให้มันทำลายจิตใจของเขา เขามิได้ยอมแพ้ต่อความเ็ปแม้แต่น้อย
เหยาหนิงเหอ หญิงชุดดำพยายามมองหาสัญญาณของสิ่งที่สามารถนำมาประทังชีวิตได้ ในมือของนางยังคงถือกระบี่ติดตัวมา ความสามารถในการต่อสู้ของนางไม่ได้สูญหายไปแม้จะต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้
นางค้นหาผักและสมุนไพรตามธรรมชาติที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายเหล่านี้ หญิงชุดดำไม่เคยละทิ้งความพยายาม ในตอนกลางคืน นางยังคงใช้กระบี่ตัดไม้และหามุมปลอดภัยให้พวกเขาหลบพัก
หญิงชุดเขียว แม้จะดูอ่อนโยน ทว่าในหุบเหวแห่งนี้ นางกลับกลายเป็ผู้รักษาชีวิตหลักของทั้งสาม นางเป็ผู้ที่มีความรู้เื่สมุนไพรและโอสถ เพียงไม่กี่วันหลังจากที่ตกลงมา นางก็สามารถรวบรวมสมุนไพรพื้นบ้านที่มีประโยชน์ในการรักษาาแและบรรเทาความเ็ปได้
ชายหนุ่มเริ่มฟื้นตัวจากอาการป่วย เพราะยาที่หญิงชุดเขียวจัดทำขึ้น การเอาชีวิตรอดของพวกเขาผูกพันกับความรู้และความสามารถของนางอย่างมาก
ในยามเช้า ท่ามกลางหมอกหนาทึบที่ลอยเต็มหุบเหว หญิงสาวทั้งสองคอยช่วยกันหาอาหาร ทั้งจากการตกปลาในลำธารใกล้เคียงและการเก็บเกี่ยวผลไม้ป่า เสียงของน้ำไหลที่เบาบางทำให้พวกเขารู้สึกได้ถึงความหวังที่ยังคงหล่อเลี้ยงอยู่ แม้ว่าสภาพแวดล้อมรอบตัวจะเต็มไปด้วยอันตราย พวกเขาก็ยังคงช่วยกันสร้างที่พักพิงจากกิ่งไม้และใบหญ้า
เมื่อเวลาผ่านไป ทั้งสามเริ่มเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับชีวิตในหุบเหวแห่งนี้ พวกเขาต้องใช้ทักษะในการล่าสัตว์และหาผัก ผลไม้ หรือสมุนไพรเพื่อประทังชีวิต
ทุกวันพวกเขาเดินหาเส้นทางเพื่อขึ้นจากหุบเหว ทำงานร่วมกันโดยไม่ยอมให้ความอ่อนแอหรือความกลัวครอบงำ พวกเขายังไม่ยอมแพ้แม้จะรู้ดีว่าเส้นทางที่ต้องเดินนั้นยากลำบาก
เมื่อคืนมืดมิดลง ทุกคนกลับมารวมตัวกันใต้ชายคาพฤกษาที่สร้างขึ้นด้วยกัน พวกเขานั่งอยู่รอบกองไฟ ไฟนั้นเปล่งแสงอบอุ่นและสะท้อนถึงความหวังที่ยังคงจุดอยู่ในใจ แม้ว่าโลกภายนอกจะร้างไร้ แต่ภายในหุบเหวแห่งนี้ ความเชื่อมั่นในกันและกันเป็สิ่งที่ช่วยให้พวกเขายังคงเดินต่อไปได้
โปรดติดตามตอนต่อไป