ตอนที่12
ทักทาย
เมื่อคืน ครุสหลับไปเร็วมาก เนื่องจากหงุดหงิดและคิดมากมาตลอดทั้งวัน จึงใช้ยานอนหลับของแม่วางยาตนเองคุมอารมณ์ซะ เพราะนอนเร็วพอรุ่งเช้า เด็กหนุ่มจึงรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก หัวโปร่งโล่งจนกระทั่งเห็นเครฟนอนอยู่ข้างๆ ความขุ่นมัวก็เข้าปกคลุมอารมณ์ั้แ่กิริยาแรกของวัน คิ้วเรียวขมวดมุ่น พอสังเกตดีๆก็พบว่ามันกล้าเอาขาข้างหนึ่งมาก่ายขาเขาด้วย
ว่าแล้วเชียวทำไมรู้สึกชาขาตงิดๆ
ยังดีที่ขาเครฟนับว่าไม่หนักเท่าไหร่ นอกจากอาการเหน็บชาเล็กน้อยจึงไม่มีอะไรไปมากกว่านั้น
ครุสฉุกคิดได้ถึงวีรกรรมของเอลฟ์หนุ่มเมื่อคืน ใบหน้างดงามก็มืดครึ้มทันที ไอ้เวรนี่! เล่นอาวุธเขาทำห้องเกือบะเิ! ว่าเขาไม่มีกระโจ้! แถมยังประจานเท็จ กล่าวหาว่าเขาทำเื่ลามกกับกาโออีก!
เรียกว่าไม่ได้โมโหจนฟิวส์ขาดแบบนั้นมานานมาก ว่าแล้วทำไมเมื่อวานมีแต่คนทำให้เขาหงุดหงิดกันฟร้ะ!
ครุสกำหมัด ทำท่าจะต่อยหน้าเอลฟ์หนุ่มต้อนรับตื่นเช้าอีกหมัด แต่พอเห็นผิวแก้มไร้รอยฟกซ้ำของหมัดเมื่อวานที่เขาต่อยไปสุดแรง ทั้งที่มือเขายังปวดๆนิดๆอยู่เพราะออกแรงเยอะไป เด็กหนุ่มหน้าหวานก็ถอนหายใจ เก็บอารมณ์นั้นไว้ดีกว่า ยังไงหมอนี่ก็คงฟื้นฟูไวอยู่ดี ไร้ประโยชน์ที่จะทำเช่นนั้น
เ้าตัวได้แต่ทำใจ พลางคิดว่าตอนนี้รู้สึกหิวมาก เมื่อยกนาฬิกาขึ้นมาดูก็เห็นนัดเลือกสายตอน10โมง แต่นาฬิการะบุมาว่าเขาไม่ต้องต่อแถวรับเลือกสาย ไปที่สนามประลองจุดรวมตัวของปีหนึ่งสายAได้เลย
ครุสคิด พี่คงจะยัดเขาเข้าสายAด้วยเหตุผลบางอย่าง เดิมทีตัวเขาเองอยากจะเข้าสายF ที่เป็สายสัตว์อสูรและพืชพันธุ์ ซึ่งตัวเขาพอจะมีพื้นฐานการเอาตัวรอดที่พ่อพาเข้าป่าบ่อยๆ แต่ทำไมหล่อนถึงไม่ยอมให้ทำตามใจกันล่ะ หรือจะให้สลับสายทีหลังงั้นเหรอ
เมื่อคิดไปแล้วหาเหตุผลไม่ได้ก็ป่วยการ มีแต่เื่ให้น่าสงสัยเต็มไปหมดจนี้เีคิด สุดท้ายเด็กหนุ่มจึงยกนาฬิกามาดู เหลือเวลาอีกสามชั่วโมง เขาควรจัดการตัวเองให้เรียบร้อย
................................................
หอม……
เอลฟ์หนุ่มสะลึมสะลือเพราะแสงจ้าแยงหนังตา เมื่อเนตรสีเขียวมะนาวลืมขึ้น กลิ่นหอมฉุยจากเนย เครื่องเทศ และเนื้อสัตว์แตะจมูก ยั่วต่อมน้ำลายให้ไหลพรากจนเครฟต้องเอาหลังมือปาด เพราะหยดลงเตียงเป็ด่างดวงไปแล้วสามหยด
เมื่อยันตัวขึ้นก็ลุกขึ้นเดินไปหาต้นตอของกลิ่น จึงมองเห็นครุสที่อยู่ในชุดนักเรียนทับด้วยผ้ากันเปื้อนสีฟ้า จับด้ามกระทะกระดกขึ้น พลิกก้อนเนื้อสีน้ำตาลอ่อนเกรียมมีน้ำมันเกาะดูชุ่มฉ่ำ ได้ยินเสียงฉ่าเป็ระยะๆควันจากความร้อนลอยเข้าเครื่องดูดควันติดเพดาน หน้าตาดูน่ากินเป็อย่างมาก
เด็กหนุ่มผมน้ำตาลรู้สึกตัวจากแรงสะกิดไหล่ เมื่อหันไปก็พบกับเด็กหนุ่มผมทอง กำลังมองเขาด้วยสายตาแป๋วแหวว ั์เนตรสีเขียวอ่อนช้อนขึ้นเหมือนหมากำลังขอข้าวกิน
ดูท่าน่าจะลืมเื่เมื่อวานไปจากสมองหมดแล้ว จ้องมาตาใสไม่มีหลบ แถมมาขอให้คู่กรณีทำอาหารให้กิน หมอนี่มันหน้าหนาชิบเป๋งเลย
ครุสถอนหายใจอย่างโกรธไม่ลง แต่ยังคงหงุดหงิดหมั่นไส้ มือที่ว่างจากการจับด้ามกระทะแบออกไปใกล้ๆหน้าเครฟพร้อมพูด
“อยากกินก็จ่ายค่าแรง ค่าเนื้อ ค่าเครื่องปรุงมาด้วย”
“……….”
อันเป็ว่าเสน่ห์ปลายจวัก ต้องควักเงินซื้อ
………………………….
รุ่งสางตะวันเริ่มพ้นขอบฟ้าเพียงครึ่งดวง นภาเริ่มสว่างด้วยสีส้มไล่ขึ้นไปเป็สีคราม เป็เวลาที่สิ่งมีชีวิตบางชนิดเริ่มตื่นนอนทำกิจกรรม บางชนิดก็หลับใหลพักผ่อน องค์หญิงแวมไพร์ ลูน่า คืออย่างหลัง
ภายในห้องที่ถูกจัดให้ไม่โดนแดดส่อง แต่ยังมีหน้าต่างปรับระดับแสง เ้าตัวมองไปทางความสว่างที่เล็ดลอดเข้าห้องเป็เส้นแคบ ด้วยเหตุผลบางอย่าง เธอจึงไม่ได้เกลียดกลางวันซะทีเดียวเหมือนแวมไพร์ปีศาจส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ชอบมันนักเพราะทำให้แสบผิว อ่อนแอลงและตาพร่า แต่อย่างน้อย
ตอนที่เธอกำลังจะตายด้วยแสงตะวันเผาร่าง เธอก็ได้รับโอกาสให้มีชีวิตอยู่เพราะรุ่งอรุณเช่นกัน
หล่อนตาแข็งมาตลอดทั้งคืน จะหลับก็หลับไม่ลง จึงหยิบหนังสือในมาอ่านฆ่าเวลาบนเตียงในห้องมืดๆ แต่มองตัวอักษรเห็นชัดเจนเพราะเผ่าพันธุ์จนรุ่งสาง หนังตากลับเริ่มหนักจนปิด การต้องปรับตัวแบบนี้ไม่ง่ายเลย เธอพยายามใช้ชีวิตในกลางวันให้ชินั้แ่เริ่มเดินจากออกจากทวีปปีศาจแล้ว หวังว่าบาเซนไฮด์จะไม่บังคับเวลากิจกรรมเรียนนัก
อีกฝ่ายหันไปมาองค์รักษ์ข้างๆตนที่นอนหลับสนิท ดูไม่หยี่ระต่อแสงตะวันเท่าไหร่ ให้ตายสิ ลูกครึ่งนี่ปรับตัวง่ายดีจัง
ลูน่าเพียงยิ้มบางอย่างเอ็นดูให้กับองค์สาวที่เธอเลือกมาเองกับมือ ก่อนจะฝืนร่างกายที่เริ่มอยากพักผ่อนลุกขึ้นไปแต่งตัวอย่างเงียบๆ พลางคิดว่ารีบๆจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อน แล้วกลับมานอนเอาแรงใหม่จนถึงเวลาดีกว่า
..................................................
เสียงเปิดประตูของสนามประลองโดยครุสดังก้องในโถงกว้างไร้ผู้คน บนเพดานโปร่งแสงมีแสงสลัวส่องลงมาทำให้ที่แห่งนี้ไม่ดูมืดมิดนัก ผู้มาเยือนเดินสำรวจภายในสถานที่อย่างระมัดระวัง
อัฒจันทร์ลดลั่นเหมือนบันไดเป็วงกลม ทว่าประตูทางขึ้นที่นั่งถูกล๊อคอยู่ ตัวเขาที่เดินเข้ามารู้สึกใจคอไม่ดี ราวกับว่ากำลังจะประลองกับใครจริงๆ ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ตรงนี้ หรืออาจจะมี?
ทันใดนั้น! ครุสที่รู้สึกตัวได้รีบเบี่ยงตัวหลบทันที มีดพกเล็กบางสองเล่มบินผ่านลำคอเขาไปฉิวเฉียด!
ฉึก! มันปักกับอีกด้านของกำแพงระหว่างลานประลองกับอัฒจันทร์ ระยะทางจากตัวเขาถึงตรงนั้นก็ไม่ใช่ใกล้ๆ แสดงว่าคนทำต้องมีความแม่นยำและพละกำลังสูงมาก
เมื่อกี้ดีที่เขาระแวงและใช้สมาธิเพ่งประสาทััเฉพาะจุด ไม่งั้นคงหลบไม่ทัน ได้ไปฟื้นที่ห้องพยาบาลแน่นอน
เื่การไวต่ออันตรายนอกจากฝึกกับพ่อแล้ว ยังถูกบ่มเพาะโดยยัยตัวแสบที่บ้านอีกต่อ ญาติผู้น้องเขาเป็ัโลหะ ่แรกๆที่เทียมาอยู่บ้าน อะไรที่ทำจากเหล็ก สามารถลอยมาจิ้มหรือกระแทกตัวได้ทุกขณะจิต จนร่างพรุนช้ำให้แม่ทั้งชุบทั้งรักษาไม่รู้กี่รอบ
แม้เขาจะชินกับความตายและความเ็ป แต่ถ้าเลือกได้ก็ไม่ขอเจอมันอีกดีกว่า…เพราะมันไม่จบสักที
“โห ไม่เลวทีเดียวสำหรับเด็กคนแรกของปีนี้ที่จะเข้าสายฉัน” สิ้นประโยค ชายคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นด้านตรงข้ามของสนามประลอง รูปร่างผอมบางราวกิ่งไม้แห้งเหมือนขาดสารอาหาร ไม่รู้ว่าลมพัดแรงๆเขาจะปลิวไหม เสื้อนอกที่ใส่ก็ดูหลวมมาก มีผ้าโพกหัวสีส้มคาดไว้ ดวงตาสีน้ำตาลสวมแว่นกันแดดทั้งที่อยู่ในร่ม ดูรวมๆไม่สมกับเป็อาจารย์ประจำสายกายภาพเท่าไหร่นัก
“สวัสดีครับ” ครุสก้มหัวทักทายอย่างมีมารยาท ถึงแม้ฝ่ายตรงข้ามจะทำเขาเกือบตายแล้วก็ตาม แต่ยังไงคนตรงหน้าก็น่าจะเป็อาจารย์ประจำสาย เคารพไว้เป็ผลดีต่ออนาคตมากกว่า ถึงในใจจะข่มอารมณ์ขุ่นมัวและความกลัวไว้หน่อยๆ
“มาเร็วจัง เธอเป็น้องสาวของชาลล์ล็อตงั้นรึ” ครุสได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจ สงสัยเขาคงต้องติดป้ายเพศที่แท้จริงตัวโตๆห้อยคอไว้ คิดเช่นนั้นพลางจะแก้ไขความเข้าใจผิดให้กระจ่าง แต่อีกฝ่ายก็ขัด
“รู้แล้วๆ เธอเป็ผู้ชาย ไม่ต้องแนะนำฉันหรอก ฉันลองแค่ล้อนักเรียนใหม่เล่นดูน่ะ” คำอธิบายของอาจารย์ทำเอาครุสพูดไม่ออก ความเคารพต่อครูคนนี้ในใจคล้ายจะลดฮวบ
“เอาน่าๆ อย่าทำหน้าบูดแบบนั้น ฉันเลวิส เครอน่า ยินดีที่ได้รู้จักนักเรียนใหม่” อีกฝ่ายแนะนำตัว” ก่อนจะก้มมองนาฬิกา กดหน้าจอสองสามครั้งพร้อมพูด “อลัน! แกไปไหน เด็กฝากแกมาแล้วนะ”
ผู้เป็อาจารย์เห็นครุสทำหน้าสงสัยจึงอธิบาย “เธอเป็เด็กพิเศษ แล้วเด็กพิเศษอย่างเธอใช้สูตรการเรียนแบบคนทั่วไปไม่ได้ จึงต้องมีรุ่นพี่ที่รับงาน หรืออาจารย์ค่อยสอนแนะแนวทางการเรียนแบบตัวต่อตัวจนกว่าจะถึงเวลา”
ครุสได้ยินอย่างนั้นก็นิ่งคิด มันก็ดีที่เขาจะได้ไม่ถูกจัดตามมาตรฐานที่เขาไม่ถึงเกณฑ์ โรงเรียนนี้ดีกว่าที่เขาคิดไว้ตอนแรกมาก แต่มันจะดูแปลกแยกกับคนอื่นไปไหม
“มาซะที” สิ้นเสียงอาจารย์เลวิส เื้ัเขาปรากฏนักเรียนชายร่างั์คนหนึ่ง หัวล้านใสกิ้งแวววาวสะดุดตา ผิวสีแทนคล้ำแดดเต็มไปด้วยมัดกล้าม ดวงตาสีฟ้ามองมองที่เขาคล้ายจะงุนงง
“น้องชาลล็อตผู้ชายไม่ใช่เรอะ ไหงเป็หญิงล่ะนั่น” คำถามนั้นเอาอาจารย์หลุดขำ ส่วนครุสก็กลอกตามองบน ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายเป็รอบที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็ไม่ทราบ พลางคิดว่า
‘ชาติที่แล้วเขาไปตัดตอนใครมากันนะ คนถึงเข้าใจผิดได้ทุกครั้งเลย’
……………………………
พอนักเรียนใหม่ลงทะเบียนกันครบทุกคน แต่ละคนก็กำลังมุ่งไปยังสายที่ลงทะเบียนไว้ ซึ่งเป็ปัญหาสำหรับพ่อหนุ่มเฉยชาไม่สนโลกอย่างลูซ ที่ตอนนี้มีสตรีมากมายห้อมล้อมทั้งรุ่นพี่และรุ่นเดียวกัน จนไม่สามารถไปยังจุดหมายได้
ถ้าถามว่าใครเป็แกนนำ ก็ไม่พ้นกลุ่มรุ่นพี่ที่ดักรอเขาทันทีหลังลงทะเบียนเลือกสายเสร็จ พวกหล่อนพยายามลากเขาไปแต่สู้แรงไม่ไหว จึงชวนคุยและัักายเป็ระยะอย่างมีจริต เพื่อหวังให้เด็กหนุ่มเขินอายและมีปฏิกิริยา จากนั้นจำนวนสตรีก็คล้ายจะเพิ่มขึ้นเหมือนมดรุมกินของหวาน
ทุกคนพยายามถ่ายรูปไม่ก็พูดคุยทำความรู้จัก บางคนก็พยายามควงแขนและเอาหน้าอกบดเบียดอย่างยั่วยวน ััร่างสมบูรณ์แบบของบุรุษเพศ แอบปลดกระดุมเสื้ออย่างละลาบละล้วง แต่คนตายด้านก็คือตายด้าน เ้าตัวสะบัดและปฏิเสธสาวๆทั้งหลาย ด้วยความเงียบและใบหน้านิ่งสนิท
“เธอๆ ชื่อลูซงั้นเหรอ หล่อจัง ทำไมไม่ยอมพูดเลยล่ะ”
“ไปกินข้าวกันไหมคะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงก็ได้”
“มาห้องฉันเหอะ ฉันมีของดีจะให้น้า”
ในที่สุดลูซก็ทนความวุ่นวายของสาวๆที่หลงใหลไม่ไหว แถมมีคนแอบลงคำสาประดับต่ำ ที่ทำให้เขาใช้อาคมผลักออกไม่ได้ชั่วคราว ทั้งยังไม่อยากลงมือรุนแรงให้วุ่นวายกว่าเดิม จึงตัดสินใจยอมโดนไฟซ๊อต โดยการเทเลพอร์ตไปอีกสิบเมตรข้างหน้า สาวบางคนที่เกาะร่างถึงกับล้มคะมำเพราะตั้งตัวไม่ทัน
“จับเขาไว้!” รุ่นพี่คนหนึ่งชี้มาทางลูซพร้อมกับเด็กหนุ่มที่เริ่มออกวิ่ง ขบวนสาวๆเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งตามอย่างบ้าคลั่งคล้ายนักล่าผู้หิวโซจับเหยื่อ
“นั่นลูซไม่ใช่เรอะ” กาโอพูดกับสองแฝดเอลฟ์ ซึ่งกำลังรอสองสาวผู้มีสายเืแวมไพร์ เพื่อเดินไปยังสถานที่นัดพบสายด้วยกันเพราะอยู่สายเดียวกัน พวกเขาทั้งหมดอยู่ในร่างมนุษย์สมบูรณ์และสวมชุดนักเรียน
สิงห์หนุ่มเห็นขบวนสาวๆวิ่งตามคนผมเทา ในใจก็แอบอิจฉาไม่น้อย เขานี่กว่าจะมีสาวๆมาควงด้วยได้คนหนึ่ง ต้องเสียทรัพยากรและพลังงานไปไม่น้อยเลย หมอนี่แค่ยืนนิ่งๆไม่ต้องพูดจาอะไรก็เหมือนแม่เหล็กดูดสตรีให้เข้าหา
“ว้าว เนื้อหอมซะมัด พวกผู้หญิงนี่น่ากลัวทุกคนเลย ไม่ว่าจะใกล้ตัวหรือไกลตัว” เครฟเปรย ทว่าคล้ายกระทบผู้เป็แฝดหญิง
“นี่นายว่าฉันเรอะ!”
“ไม่ได้ว่าสักคำเลยเฟ้ย! อย่ามโนจนสมองไหลสิ”
“แล้วเอเลน่าไปไหนแล้วล่ะครับ คนนั้นน่าจะเป็กันชนสาวๆให้ลูซได้อย่างดีเลยนะ” กาโอถามสาวเอลฟ์ที่อยู่หอพักเดียวกันกับเอเลน่า กำลังด่าโต้กับคนปากหมา
“เหมือนเธอจะเข้าสายDนะ เธอมีทักษะของหมอน่ะ” เมื่อโดนเบี่ยงประเด็น อารมณ์ของคาเรนคล้ายจะเย็นลงทันควัน เป็คนที่โกรธง่ายหายเร็วเกินไปแล้ว
“ไง ฉันลงทะเบียนเสร็จแล้วนะ รอเซเลน่าอีกคนละกัน” อยู่ๆลูน่าก็โพล่มา เอ่ยขัดจังหวะด้านหลังพร้อมยิ้ม เสียงนั้นใกล้หูทำเอาสองคนสะดุ้งโหยง เกือบชักอาวุธออกมาโจมตี แต่ชะงักได้ทันเพราะน้ำหนักการพูดนั้นคุ้นหู
ถ้าคนที่มาโพล่มาเมื่อกี้ไม่ใช้มิตร ด้วยทักษะลบตัวตน พวกเขามีสิทธิเจ็บหนักถึงตายไปแล้ว ทั้งสองเหงื่อตก ใจหายใจคว่ำตั้งสติปรับอารมณ์แทบไม่ทัน
“อ้อ แล้วลูซไปแล้วเหรอ” ลูน่าไม่สนใจท่าทีเหมือนจะจู่โจมของทั้งคู่ พลางมองไปยังทางที่ลูซวิ่งหนีเหล่าสตรีทั้งหลาย ก่อนจะหรี่ตา “โห หมอนั่นเจอศึกหนักแฮะ ถึงจะเป็ในบาเซนไฮด์ก็เถอะ”
“ศึกตรงไหนกันครับ” กาโอที่ตั้งสติได้แล้ว ปรับน้ำเสียงถามพลางขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ ลูน่ายิ้มบางอย่างที่ชอบทำประจำ พร้อมเอ่ย
“หน้าตาไม่ใช่สิ่งเดียวที่สตรีจะยอมพลีกายเข้าหาหรอกนะ ถ้านายมีตาที่มองเห็นกระแสเวท จะเห็นว่าพวกผู้หญิงพวกนั้นไม่ได้เข้าหาเพราะอยากสานสัมพันธ์ด้วยอย่างเดียว ทั้งคำสาป กับดักเวท ยาเสน่ห์ ผู้หญิงเ่าั้้าลูซมาเป็หุ่นเชิด เพราะหมอนั่นมีพลังเวทเยอะมาก เหมาะกับการทำเื่อย่างว่าเพื่อเพิ่มพลังเวทของหลายเผ่า แถมทำได้ก็เหมือนได้รับชัยชนะเล็กๆด้วย”
กาโอฉุนเล็กน้อยที่เธอว่าเขาอ่อนหัดอ้อมๆ ก็จริงที่เขามองไม่เห็นกระแสเวท แต่ใช่ว่าคนที่ขลุกอยู่กับผู้หญิงมาเยอะอย่างเขา จะไม่ทันเล่ห์ของสตรีซะหน่อย
“แล้วไม่ผิดกฎโรงเรียนรึไงครับ ละเมิดสิทธิผู้อื่นทั้งทีไม่สมยอมเนี่ย”
“ถึงโรงเรียนนี้จะมีการไล่ออก แต่แค่ควบคุมคนอย่างลูซให้ยอมเข้ากลุ่มหรือชมรมได้ ซึ่งถ้าวิธีการไม่ผิดกฎโรงเรียนและพอซิกแซกได้ก็คุ้มที่จะเสี่ยง โรงเรียนนี้ไม่ได้ห้ามการมีเพศสัมพันธ์ แค่อย่าทำประเจิดประเจ้อ อย่าเข้าหอเพศตรงข้ามและรับผิดชอบตัวเอง ถ้าโดนคุกคามก็ใช้นาฬิกาเตือนภัยได้ ยังไงซะถ้าหมอนั่นปกป้องตัวเองไม่ได้ ก็คงไม่มาสมัครเรียนที่นี่ั้แ่แรกหรอก ฉันว่าเราคงต้องปรับตัวกับโรงเรียนนี้กันมากกว่าคิด”
กาโอได้ยินดังนั้นก็ยังขมวดคิ้ว แต่ก็พอจะเข้าใจนิดหน่อย ทาสดี เอ้ย คู่ชีวิตดีบารมีเกิด ตรรกะนี้ใช้ได้ทุกชีวิตที่ยังสืบพันธุ์โดยอาศัยเพศ แต่ของลูซน่าจะมีอะไรพิเศษกว่านั้น ดูจากยอดเขาก็รู้ว่าหมอนี่ไม่ธรรมดา แม้บุคลิกนิสัยจะแปลกๆก็เถอะ
เมื่อกาโอแม้ดูจะยังสงสัยบ้างแต่ไม่พูดอะไร และเห็นเซเลน่าเริ่มเข้ามาหาเื่สิงห์หนุ่มตามเคย ลูน่าก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป แต่มองลูซด้วยสายตาเห็นใจ
‘ชะตากรรมของผู้สืบทอด เธอหรือเขาจะวุ่นวายมากกว่ากันนะ’
........................................
เมื่อเด็กหนุ่มผมเทาวิ่งสลับใช้เวทพลางตัว เสกหุ่นเชิดล่อ สร้างภาพลวงตาล่อสาวๆไปอีกทาง แน่นอนว่าทั้งหมดไม่ทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าแสนเรียบนิ่งของลูซกระตุก จนมาถึงสนามประลองของสายที่เขาทำการสมัครไว้ได้อย่างปลอดภัย เมื่อเปิดประตู ก็พบกับการต้อนรับรุ่นน้องด้วยการวิ่งรอบสนามหญ้า ซึ่งสมเป็สายกายภาพดี
คนที่วิ่งรอบสนามหญ้าส่วนใหญ่เป็คนที่มีรูปร่างสูงใหญ่บึกบึน ออร่าสมองกล้ามเนื้อแผ่มาชัดเจน ขนาดวิ่งไปยังร้องเฮไปอย่างไม่มีเหตุผล เว้นแต่ครุสที่ดูแปลกแยกจากคนทั้งสายอย่างชัดเจนเหมือนจุดสีขาวในกระดาษดำ มองไกลๆก็รู้ว่าเป็ใคร
อาจารย์รูปร่างราวกิ่งไม้แห้งปลิวแหล่ไม่ปลิวแหล่ สวมผ้าคาดโพกหัวตามด้วยแว่นกันแดดทั้งที่อยู่ในร่ม ยื่นที่ถ่วงแขนขามาให้ลูซใส่พร้อมพูด
“อ้อ ลูซ เซนิเรเซียสินะ ยินดีจริงๆที่นายเข้าสายฉัน หวังว่านายจะคิดดีแล้ว” คำพูดคำจาคล้ายไม่อยากให้นักเรียนเข้าสายตนเท่าไหร่ ทั้งที่สายนี้มีคนเข้าน้อยที่สุดในบรรดาสายทั้งหมด แต่เจตนาแท้จริงของเขาคือ กำลังลองเชิงกับตัวประหลาดตรงหน้า
ลูซเพียงก้มหัวเล็กน้อยเป็พิธี แล้วก้มลงใส่ปลอกถ่วงน้ำหนักแขนขา เสร็จแล้วจึงมองหน้าอาจารย์เลวิสด้วยแววตาไร้อารมณ์ดุจหลุมดำ แต่ผู้เป็ครูรู้ดี มันเป็แววตาที่แสนหยิ่งผยอง แม้อีกฝ่ายจะไม่แสดงกิริยาเสียมารยาทเลยก็ตาม
“ตระกูลเธอมันเป็แบบนี้กันทุกคนเลยรึไงกัน” อาจารย์เปรยๆ สวนกับลูซที่ไม่สนใจเดินไปวิ่งตามคนอื่นโดยไม่ต้องบอก
จุดประสงค์ที่แท้จริงของการวิ่ง และให้สวมปลอกถ่วงแขนขา ก็เพื่อวัดระดับค่าพลังของนักเรียนแต่ละคน แล้วเอาไปปรับสูตรการเรียนการสอนรายบุคคล วิเคราะห์ค่ามาตรฐานที่จะเรียนร่วมกันได้
ซึ่งคนที่ต้องกักพลังเยอะที่สุดก็ไม่พ้นลูซ แต่คนที่ชื่อว่าครุสก็ทำได้ไม่เลวเลยด้วยร่างกายแบบนั้น ค่อยๆเพิ่มน้ำหนักจนรวมปลอกทั้งตัวได้สามสิบกิโลแล้ว ยังรักษาความเร็วได้ไม่มีช้าลง ผิดกับรูปร่างผอมบางที่เห็น นับว่าอึดกว่าพวกฮาร์ปบีสบางตนอีก สงสัยพ่อเขาจะฝึกมาดี ที่ดึงศักยภาพของคนที่ไม่มีพลังแฝงออกมาได้ขนาดนี้ จากการตอบสนองก็ดูผ่านการต่อสู้มาไม่น้อย
ถือว่าทำได้ดี ความสามารถระดับนี้ต่อสู้กับจอมเวททั่วไปได้ด้วยซ้ำ แต่ยังไงก็ยังห่างไกลกับโลกของตัวประหลาด ให้พูดก็คืออยู่ได้แค่ปลายแถว เขาเองก็ยังงงว่าลูกของสองคนนั้น ทำไมต้นทุนทางพลังถึงไม่สูงกว่านี้ ชาลล็อตดูดพลังน้องไปหมดงั้นเรอะ
แต่ก็น่าแปลกอีก ทั้งที่ได้ยินมาว่าใช้เวทได้นิดหน่อย พลังจิตก็ใช้ได้อ่อนๆอย่างการเพ่งจิตเร่งการรับรู้ ทว่าพลังแฝงของเด็กนั่นกลับวัดไม่ได้ ถ้าหากใช้พลังแฝงตรวจสอบ
เขาที่เป็อาจารย์ยังวัดพลังจริงๆของครุสไม่ได้เลย ถ้าชาลล์ล็อตไม่บอกว่าครุสเป็เด็กพิเศษ เขาก็คงคิดว่าเป็ประเภทเดียวกับลูซด้วยซ้ำ ความสามารถทางพลังแฝงที่วัดไม่ได้ จึงหลอกตาคนได้ระดับหนึ่งถ้าไม่พิสูจน์ตรงๆ นี่นับเป็ข้อดีรึเปล่านะ
เมื่อจบการต้อนรับแสนอบอุ่นกระตุ้นระบบไหลเวียนเื ครุสก็หอบหายใจยกยาฟื้นฟูพลังกายขึ้นมากิน ตอนนี้เ้าตัวรู้สึกเหมือนไม่มีขาชอบกล บางทีอวัยวะของเขาอาจไปลาพักร้อนถาวร หกสิบโลคือขีดจำกัดของเขา และมันก็ทำเด็กหนุ่มพิการได้ไปชั่วคราว
‘แย่ชะมัด ยาฟื้นฟูแรงจะหมดแล้ว’ครุสขมวดคิ้วคำนวณขวดยาที่มีอยู่ในสต็อก ถ้ามันหมดจริง เขาก็ต้องปรุงเอง แต่มันจะไม่ได้ประสิทธิภาพและใช้วัตถุดิบเกินจำเป็ เพราะเขาไม่มีเพลิงมรกต ที่มีประโยชน์ในการทำยาแบบแม่
‘จ้างคนทำยาในโรงเรียนนี่ทำยังไงนะ’ในขณะที่ครุสกำลังคิดหนัก ลูซก็เข้ามานั่งขัดตะหมาดข้างๆ อย่างเงียบๆ ก่อนจะหลับตางีบหลับ
“นี่เธอ นั่นแฟนเธอเหรอ” นักเรียนรุ่นเดียวกันคนหนึ่ง ตัวใหญ่ๆกล้ามโตๆ ถามเขาอย่างสงสัยเมื่อเห็นกิริยาของลูซ
ครุสหันมองข้างๆ ก่อนจะสะดุ้งแทบะโหนีเหมือนแมวตื่นแตงกวา อาการขาพิการเมื่อครู่คล้ายหายไปทันควัน รีบแหวกลับ
“จะบ้าเรอะ ฉันเป็ผู้ชาย แล้วก็ไม่ได้ชอบผู้ชายด้วย หมอนี่แค่รูมเมท”
“หา!ผู้ชายยยย!” ท่าทีเหมือนเครฟตอนเจอเขาครั้งแรกไม่มีผิด นี่พวกแกมีรูปแบบการสนทนาเมื่อเจอหน้าเขาครั้งแรกแค่รูปแบบเดียวเรอะ!
“เอาจริงดิ ผู้ชายจริงๆเหรอเนี่ย” อีกฝ่ายเปิดนาฬิกามองโปรไฟล์ ก็พบว่าข้อมูลถูกปิด โพล่มาแค่ชื่อกับสายที่อยู่ ดูท่าทีเหมือนจะเสียดายไม่น้อยเลยที่ผู้หญิงคนเดียวในสายดันเป็ผู้ชาย
นักเรียนสามารถปิดโปรไฟล์ที่นาฬิกาได้ แต่จะมีค่าใช้จ่ายคือแต้มที่โดนหักวันละห้าแต้ม โปรดระวังการโดนเด้งออก ไม่ก็ทำงานเติมแต้มซะ นี่คือระบบหนึ่งของนาฬิกา ที่อธิบายได้เหมือนนายจ้างใจทรามกดขี่แรงงาน
“เออ” ครุสทำเสียงตอบรับอย่างรำคาญ แต่ในใจดีใจที่อย่างน้อยจะได้ไม่ต้องโดนเข้าใจผิดเื่เพศอีก รู้สึกว่าสุขภาพจิตดีขึ้นเยอะ
ครืดดดดดดดด……
เสียงเปิดประตูเข้าสนามประลองดังขึ้น ทั้งที่เก็บอุปกรณ์ถ่วงขาไปหมดแล้ว เรียกได้ว่าเป็บุคคลมาสาย ทำให้ทุกคนให้ความสนใจไปในทางเดียวกัน ปรากฏร่างชายคนหนึ่งในชุดนักเรียนสีขาวยับยู่ไม่สวมเสื้อนอกแต่เอาผูกเอวไว้ ผมสีน้ำตาลอ่อนเหมือนมอลต์ระต้นคอยุ่งๆไม่ได้หวี ดวงตาน้ำเงินสมุทรปรือปิดแหล่ไม่ปิดแหล่ ในขอบตาดำคล้ำเหมือนหมีแพนด้านั้นฉายแววเฉยชาไม่สนโลก
“เธอมาช้า ซิเนลิโอ” อาจารย์เลวิสกล่าวพร้อมฉีกยิ้ม ดวงตาหลังแว่นกันแดดฉายแววนึกสนุก ผู้มาใหม่เพียงพยักหน้าด้วยหน้าง่วงๆพร้อมกล่าว
“ให้ผมไปนั่งไหนครับ”
“ยืนรอตรงนั้นแหละ อาจารย์จะประเมินเธอเอง” สิ้นคำ มือของของชายผู้มาใหม่ก็ยกขึ้นคีบ หยุดมีดสั้นที่จะปักหน้าฝากได้ ครุสมองไม่ทันเลยว่าอาจารย์ปามีดใส่หมอนั่นตอนไหน ความเร็วการตอบสนองของคนมาสายผิดกับบุคลิกที่เซื่องซึมนั่น และมันเร็วกว่าคราเมื่อเขาหลบมีด
“เสร็จยังครับ” หมอนั่นพูดอย่างเอื่อยๆ คล้ายว่าเมื่อครู่ไม่ได้ทำให้ตาสว่าง มือยังคงคีบมีดสั้นใบนั้นอยู่
“ไปนั่งไป เสียเวลาคนอื่นเขา” ครูผู้ปามีดใส่ลูกศิษย์โบกมือไล่ ดูเหมือนจะไม่พอใจที่ลงมือแรงไม่ได้เพราะเด็กอยู่เยอะ หมอนั่นได้ยินก็รีบไปหานั่งบริเวณแถวๆที่นักเรียนนั่งกัน สายตาของทุกคนต่างมองมาด้วยความสงสัย ทั้งระแวงและอยากลองประมือ
“อืม อาจารย์จะประเมินขั้นสุดท้าย ถ้าจากนี้มีเพื่อนสลบ ขอให้พวกเธอช่วยปลุกด้วยนะ ช่วยลากกลับหอด้วย เพราะเดี๋ยวก็จบคาบแรกนี้แล้ว” สิ้นคำอาจารย์ จิตสังหารก็แ่าบคล้ายคลื่นอ่อนๆ นักเรียนสิบห้าคนล้มพับไร้สติทันทีเจ็ดคน
ครุสกับลูซยังคงนั่งนิ่งไม่มีปฏิกิริยา ส่วนนักเรียนผู้มาสายสุดแม้ไม่สลบ แต่ก็ยังลูบคอป้อยๆดูว่าขาดยัง นั่นทำให้ครุสสงสัยว่าพวกเขาเป็อะไรกันถึงสลบ บางคนก็หน้าซีด บางคนก็มีกิริยาแปลกๆ
‘ไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ ควรจะเรียกว่าคนพิการหรือตัวประหลาดดี’อาจารย์หนุ่มยิ่งคิดหนักเมื่อเห็นสีหน้าของครุสที่ไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่รู้ว่าอยู่กับจิตสังหารแรงกดดันจนชินแล้วตายด้าน หรือว่าััไม่ได้เพราะประสาทััด้านนี้มีปัญหา เด็กนี่พิลึกจริงๆนะแหละ อลันจะมีแนวทางการสอนยังไงกันนะ
“เอาล่ะ แยกย้ายกับที่พักไป พรุ่งนี้มีเรียนวิชาพื้นฐาน มะรืนเจอกันใหม่” อาจารย์เพียงโบกมือไล่ สะบัดร่างแห้งๆเหมือนกิ่งไม้นั่นกลับ โดยไม่สนร่างไร้สติของนักเรียนด้วยฝีมือตนเองเลย ยังดีที่ทุกคนในสายนี้เป็ผู้ชาย จึงช่วยกันหามแบกร่างคนสลบกลับหอกันได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ
“แล้วนายจะรีบกลับ ไม่ช่วยแบกกันเลยรึไง หอชายก็มีอยู่แค่สองหอใกล้ๆ มาช่วยกันหน่อย” ชายผู้หนึ่งเอ่ยรั้งชายผู้มาสายสุดไว้ และทำท่าจะกลับก่อนเพื่อน หมอนั่นกำลังจะเปิดประตูออกก็ถอนหายใจ พริบตา จากประตูทางออกสู่กลางลานประลอง ชายคนนั้นก็เข้าประชิดตัวผู้พูดทันที
“นี่-” หมอนั่นไม่ทันพูดจบคำ ร่างไร้สติที่หมอนั่นกำลังกำลังแบกอยู่ก็กระตุกแล้วเบิกตาโพล่ง สะดุ้งได้สติทันที ชายผมสีมอลต์ละมือจากร่างคนที่เพิ่งได้สติ จากนั้นพริบตา ก็ทำแบบเดียวกันกับอีกเจ็ดคน ครุสเห็นเพียงภาพติดตาที่หมอนั่นเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูง เพียงเอามือแตะตัวคนสลบ คนที่ไร้สติก็ตัวกระตุกตื่น
“พอใจยัง?” เมื่อคนที่สลบคนสุดท้ายฟื้นด้วยท่าทีแบบเดียวกัน คือตัวกระตุกแล้วฟื้น หมอนั่นก็หันหลังและเดินกลับหอไปโดยไม่คิดสานสัมพันธ์ใดๆ และไม่มีใครกล้าเอ่ยรั้ง ไม่ก็พูดไม่ทันเพราะทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วเกินไป เหตุการณ์ทั้งหมดไม่ถึงสิบวิด้วยซ้ำ
…………………………….
“ในที่สุด” ครุสหลุดเอ่ยระบายออกมา ั้แ่ออกเดินทางมา ตัวเขารู้สึกไม่ต่างจากอยู่กลางดงกับดักะเิ ที่เหยียบผิดสักก้าวบรรลัยแน่นอน กว่าจะถึงหน้าประตูห้องพักก็พลบค่ำ เ้าตัวยกแขนขึ้นสแกนนาฬิกาตรงแป้นด้วยสีหน้าโล่งใจ ประตูจึงเปิดออก เ้าตัวเข้าไปตามด้วยลูซที่เดินไล่หลังมานิ่งๆตลอดทาง ให้ความรู้สึกเหมือนมีเ้ากรรมนายเวรชอบกล
เมื่อเข้าไป บนโซฟารับแขกก็พบกับบุรุษคุ้นหน้าสองคนนั่งอยู่ตรงข้ามกัน โดยมีโต๊ะรับแขกเตี้ยคั่นกลาง กาโออยู่ในเสื้อกล้ามขาวตัดกับผิวมนุษย์สีแทน ตามด้วยกางเกงบ๊อกเซอร์ขาสั้น ส่วนเครฟอยู่ในชุดนอนแขนสั้นลายทางสลับขาวดำ โดยมีกางเกงขายาวแบบเดียวกันดูเหมือนนักโทษ ชวนให้คิดว่ามันเคยโดนจับ จากนั้นแหกคุกแล้วติดชุดพรรค์นี้มารึเปล่า
“มาแล้วเหรอ ไปอาบน้ำก่อนแล้วมาเล่นกัน” กาโอที่เห็นครุสเข้ามาจึงชูไพ่ในมือโบกไปมา ดูไม่ต่างจากเด็กอวดของเล่น
“ตาฉันละน้า” เครฟหยิบไพ่จากสำรับก่อนจะฉีกยิ้ม วางไพ่ลงบนร่องแผ่นบอร์ดใหญ่บนโต๊ะดังป้าปก่อนพูด
“ฉันขอเสียพลังเวทหนึ่งจุดเพื่ออัญเชิญอัศวินเพลิง” ว่าพลางชูมือขึ้นด้วยความอิน ทันใดนั้น การ์ดที่วางก็ปรากฏภาพโฮโลแกรมสามมิติ เป็รูปฉายอัศวินถือดาบเพลิงลุกโชติใกล้เคียงกับภาพในการ์ด ทำเอาลูซยังมองด้วยความสนใจ จากนั้นเครฟก็ยื่นมือยืดแขนไปข้างหน้าราวออกคำสั่งทั้งที่ไม่จำเป็ แต่ทำเพื่ออรรถรส
“พลังโจมตีแกมากกว่า โจมตีเสือเหมันต์เลย” ว่าจบรูปฉายอัศวินนั้นก็เงื้อดาบขึ้นฟาดลงไปยังรูปฉายเสือขาวที่ตรงข้ามทันที โฮโลแกรมนั้นดูสมจริงไม่น้อย ทันใดนั้น กาโอเอ่ยพร้อมพลิกการ์ดที่หมอบไว้ยังร่องด้านหน้า
“เสียพลังเวทสี่จุดเพื่อใช้การ์ดเวทมนตร์ หิมะถล่ม ให้เสือหิมะรอดไปได้หนึ่งตา” กาโอพูดพลางยกยิ้มเยาะเอลฟ์ที่ทำหน้าเอ๋อ ภาพโฮโลแกรมของธารหิมะปรากฏขวางหน้าเพลิงดาบอัศวินไว้ ตัวละครของเครฟจึงหยุดการโจมตี
“อะไรละนั่น” ครุสถามอย่างสนใจ เขาไม่เคยเห็นเกมการ์ดแบบนี้มาก่อน ทั้งชีวิตเคยเห็นแต่ไพ่ป๊อกกับไพ่ดูดวง
“เกมเมจิกฟิลด์น่ะ โรงเรียนนี้ฮิตกันมากเลยนะ ถึงกับมีชมรมและการแข่งขันจริงจังเลย เป็ผลงานของศิษย์เก่าบาเซนไฮด์ด้วย เหมือนคนออกแบบภาพการ์ดจะมีฉายาว่าจานสีมรณะมั้ง”
“โธ่เว้ย ทำไมแกหลบได้ทุกตาเลยวะกาโอ ใช้แต่การ์ดที่ไม่มีพลังโจมตีดักฉัน ตัวๆกันดิว้าา” เครฟโวยอย่างไม่พอใจ กาโอพูดอธิบายอย่างวางท่า
“ก็ทั้งสำรับแกมีแต่การ์ดตัวละคร ไม่มีการ์ดเวทมนตร์หรือการ์ดเสริมพลังเลย จะโดนขัดทุกตาก็ไม่แปลก แกน่าจะมีลูกเล่นมากกว่านี้นะเครฟ” กาโอรู้ได้จากเย็นนี้ที่ไปเดินตลาดนัดโรงเรียนด้วยกัน แล้วหมอนี่เลือกแต่การ์ดภาพตัวละครที่ดูดี และแน่นอน หมอนี่แพ้เขามาหลายรอบแล้ว ไม่แน่ใจว่าไม่เบื่อรึไงกันที่เอาแต่โจมตีตรงๆ แต่เอาเหอะ ทำให้หมอนี่แพ้เรื่อยๆก็สะใจเขาดีเหมือนกัน ไม่ใบ้เทคนิคให้หรอกข้อหาหมั่นไส้
“กาโอนายกินข้าวยัง” ครุสที่เห็นลูซเดินลิ่วๆเข้าห้องน้ำไปก่อนแล้วจึงถาม ระหว่างทางเขาเบิกวัตถุจากสหกรณ์มาพอสมควรเก็บไว้ในกระเป๋ามิติ ว่าจะทำทานเองด้วย และ้าหาพรรคพวกที่พอคุยรู้เื่ด้วยในที่นี่ หากไม่เหลือบ่ากว่าแรง สานสัมพันธ์ไว้ก็เป็ผลดี อีกอย่างจะให้หมอนี่ดูเขากินคนเดียว แล้วกลิ่นอาหารโชยมาให้คนไม่ได้กินดมทรมานกระเพาะก็ยังไงๆอยู่
“ยังนะ นายจะทำให้กินเหรอ” กาโอถาม เครฟรีบขัด
“ง่า ทำไมนายถามแต่กับกาโออ่า ดูเป็ห่วงเป็ใยหมอนี่เกินเหตุแปลกๆนะ” เครฟไม่เคยกลัวตาย ครุสหน้ามืดครึ้มกำหมัดแน่นอย่างอดทน กาโอคนกลางเห็นดังนั้นจึงรีบขัด
“ถ้านายไม่ลำบากนัก แล้วฝีมือกินได้ ฉันจะกินละกัน”
“อยากทานอะไรล่ะ” ครุสถาม แต่เครฟขัดอีกรอบ
“ทำไมนายไม่คิดเงินวะครุส นี่มันยิ่งลำเอียงชัดๆ ความสัมพันธ์ของพวกนายมันแหม่งๆจริงๆด้วย คิดจีบกาโอเหรอ” คนบ้าก็คือคนบ้า เคยเจ็บตัวแล้วยังกล้าแซว แหย่รังต่อไม่หยุดเหมือนไร้ต่อมความกลัวในสมอง กาโอรีบพูดหว่านล้อมให้ครุสรีบๆไปจากตรงนี้ เนื่องจากกระดานเกมอาจล้มเพราะคนขี้หงุดหงิด อีกอย่างมีคนทำอาหารให้กินฟรี เขาไม่ยอมหลุดโอกาสนี้เพราะคนปากเสียแน่
...........................................
กลิ่นไก่ชุบแป้งทอดเหลืองทองดูฉ่ำกรอบพูนหม้อแกงหอมไปทั่วห้อง เพราะเป็อกไก่ขนาดชิ้นพอดีมือ กาโอจึงหยิบกินเอากินเอาเช่นเดียวกับเครฟ ในขณะที่คนทำอย่างครุส เมื่ออาบน้ำเสร็จก็กินเพียงสามชิ้นตามด้วยข้าวที่หุงไว้แล้วราดซอสมะเขือเทศ ส่วนลูซไม่ได้ร่วงวงด้วย เพราะอาบน้ำเสร็จแล้วหมอนั่นก็ขึ้นเตียงชั้นสองไปนอนทันที คล้ายหัวอยากถึงหมอนเต็มทน
ครุสขอดูการ์ดของกาโอแล้วถามถึงรายละเอียดการเล่น ก็พบว่ามันมีวิธีการเล่นที่หลากหลายมาก เพราะการ์ดมีเป็พันแบบไม่ซ้ำกันให้สร้างสำรับที่เน้นไปในแต่ละด้าน โดยเริ่มต้น ผู้เล่นทั้งสองคนจะมีพลังเวทสิบจุดและพลังชีวิตสิบจุด ซึ่งสามารถฟื้นฟูได้ภายหลังตามเงื่อนไขการ์ดที่ลงไป และเริ่มตาใหม่แต่ละคนจะฟื้นฟูพลังเวทได้หนึ่งจุด ผู้เล่นตาแรกจะไม่สามารถโจมตีอีกฝ่ายได้ แต่หมอบการ์ดไว้ให้เรียกตัวละครลงมาได้ ซึ่งตัวละครก็จะมีหลายเผ่าหลายธาตุที่ส่งผลต่อคอมโบอีก เช่นการ์ดเวทมนตร์ของกาโอที่ใช้ได้ผลเพราะเผ่าอสูรของกาโอเป็อสูรธาตุหิมะพอดี
ตัวละครมีทั้งสิบดาว มีธาตุและเผ่ากำกับไว้ โดยตัวละครั้แ่สี่ดาวขึ้นไปหากอัญเชิญลงมาต้องเสียพลังเวทหนึ่งจุด และจะมากขึ้นเรื่อยๆหนึ่งจุดตามลำดับดาว มีแต่ละตัวละครก็มีความสามารถและพลังโจมตีที่หลากหลาย ส่วนการ์ดเวทมนตร์ก็มีเงื่อนไขทั้งสังเวยพลังชีวิต สละมอนเตอร์ หรือสละพลังเวทได้ โดยการจะใช้ได้ต้องหมอบไว้ก่อน เงื่อนไขการใช้ก็ตามที่การ์ดกำหนดไว้ และการ์ดเสริมพลังไว้เสริมความสามารถตัวละครหรือพลังโจมตีเท่านั้น โดยค่าสวมใส่จะเป็พลังเวทพลังชีวิต หรือตัวละครให้สังเวยตามเงื่อนไขการ์ด
“สำรับของเครฟมันเล่นยากจริงๆน่ะแหละ” ครุสหลังจากยืมสำรับเครฟเล่นแข่งกับกาโอ เมื่อแพ้ตาที่สามก็ตัดสินใจล้มเลิกทันที หมอนี่มีแต่มอนเตอร์เน้นพลังโจมตี พอเจอการ์ดเวทมนตร์สักหน่อยเกมก็ตันทันทีพลิกแพลงลำบาก ไม่ดันทุรังเล่นต่อให้การ์ดหมดสำรับ ก็โดนขัดเกมจนแพ้
“ไว้นายไปตลาดนัดโรงเรียนค่อยซื้อจัดสำรับของตัวเองก็ได้” กาโอกล่าวปลอบใจ เขาไม่ล้อหรอกว่าครุสเป็มือใหม่ฝีมือยังน้อย เดี๋ยวไม่ได้กินของฟรีอีก ฝีมือทำอาหารของครุสนับว่าเปิดร้านได้เลย ไก่ทอดหมักดีแป้งบางกรอบนอกนุ่มใน เนื้อฉ่ำรสเค็มอ่อนๆสุกทั่วถึงหอมเครื่องเทศไม่อมน้ำมัน
จะว่าฝีมือครุสแย่ก็ไม่ถูกซะทีเดียวเพราะอีกฝ่ายเจอสำรับไม่ดี ถ้าเทียบกันแล้ว ครุสยื้อเกมไว้ได้นานว่าเครฟ และนี่เป็การเล่นครั้งแรก นับว่าจับทางการเล่นได้เร็วสำหรับมือใหม่
ครุสได้ยินดังนั้นก็คิดถึงตลาดนัดที่ยังไม่เคยไป เนื่องจากบาเซนไฮด์อนุญาตให้บุคลากรในโรงเรียนขายของได้อย่างเสรีเกือบทุกอย่าง พูดได้ว่ามีั้แ่ไม้จิ้มฟันยันอาวุธที่ทำูเาหายทะเลแห้งได้ ทั้งของที่นักเรียนผลิตจำหน่ายเองหรือนำเข้าจากภายนอก พอคิดถึงอุปกรณ์แปลกประหลาดมากมาย นับว่าดูน่าสนใจอยู่ไม่น้อย
“แล้วนายจะกลับห้องตอนไหนล่ะ ดึกแล้วนะ” ครุสเหลือบมองนาฬิกาแสดงเวลาเที่ยงคืน และเอลฟ์ป่วนที่หลับไปแล้ว หมอนั่นคล้ายเป็โรคประหลาดที่เมื่อใช้สมองแล้วจะหลับทันที สงสัยการวิเคราะห์อาจหนักไปสำหรับเครฟ ทว่าตอนต่อสู้บนรถราง หมอนี่ก็ดูฉลาดกว่านี้
“อ่า จะกลับแล้วล่ะ พรุ่งนี้ไปเรียนวิชาพื้นฐานให้ทันล่ะ อ้อ พรุ่งนี้ฉันจะมากินข้าวเย็นอีกนะ จะเก็บเงินไว้ควงสาว”
“นายเป็สิงโตแน่รึเปล่า ขอข้าวกินหยั่งกะแมวจรจัด” ครุสเอ่ยตำหนิ หมอนั่นยักคิ้วกลับอย่างไม่อาย กะล่อนจริงๆ
การเรียน่ต้นแบ่งเรียนสองแบบสลับวันกันเรียน คือความรู้พื้นฐานกับสาย แบบแรกเป็การเรียนเกี่ยวกับความรู้ทั่วไป ไว้ประดับสมองเอาตัวรอดในชีวิต เช่นคณิตศาสตร์ ภาษาหลัก ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งวิธีจบคือเรียนให้ครบคาบวิชาที่กำหนด แล้วสอบให้ผ่านเกณฑ์ ระยะเวลาจบแตกต่างไปตามแต่ละบุคคล เลือกคาบกลางวันกลางคืนได้ เปิดสอบั้แ่สามเดือนแรก ผ่านแล้วก็มีอิสระเวลาว่างเพื่อการค้นหาตัวเอง ทำงานเติมแต้ม หรือทำกิจกรรมในบาเซนไฮด์มากขึ้น
เมื่อเห็นกาโอปิดประตูจากไป ครุสก็มองการ์ดในสำรับของเครฟ บางใบเขากลับรู้สึกหน่วงๆในอก แต่ก็มั่นใจว่าไม่เคยเห็นมาก่อน ดวงตาสีทับทิมเพ่งพินิจอย่างครุ่นคิด สุดท้ายก็เป็คำถามที่ไร้คำตอบ เด็กหนุ่มหน้าหวานจึงตัดสินใจปิดไฟนอน เมื่อสติเลือนหายสมองเข้าสู่การพักผ่อน ความอบอุ่นสายหนึ่งโอบล้อมห้วงฝันไว้ มันช่างคุ้นเคยและล้ำค่ากว่าสมบัติใด
“นี่ๆฉันวาดรูปสวยไหม เดี๋ยวเอาไปให้เธอดูดีกว่า”
“นายน่ะ วาดรูปสวยแต่ลงสีแย่ มาๆเดี๋ยวฉันช่วย”
“ถ้าหากนายกลับมามองเห็น ฉันมีเื่สนุกๆให้นายประหลาดใจเยอะเลย จนกว่าจะถึงตอนนั้น ทั้งสี่คนต้องอยู่ดูผลงานฉันนะ”