บทที่02
พื้นที่อบอุ่น
ขวัญเรือนนั้นได้เข้ามาทำงานอยู่ในเรือนใหญ่ที่อนงค์อยู่ประจำเพราะทำงานได้เข้าตาอนงค์ จึงผ่านการทดลองงานภายในหนึ่งเดือน เธอนั้นเป็คนสุภาพนอบน้อมขยันขันแข็ง ทำให้อนงค์พอใจ โดยเฉพาะมาลาริน แม้จะเป็เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆแต่ก็ขยันขันแข็ง มักจะช่วยแม่ของเธอทำงานในบ้าน ไม่เคยงอแงอีกทั้งยังอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวเหมือนแม่ของเธอ ทำให้อนงค์เอ็นดูสองแม่ลูกไม่น้อย
“คุณท่านเรียกหาดิฉันกับลูกหรือคะ?”ขวัญเรือนจูงมือลูกสาวเข้ามาในห้องนั่งเล่นที่อนงค์กำลังอ่านหนังสืออยู่
อนงค์วางหนังสือบนตักมองสองแม่ลูกที่เข้ามาหาเธออย่างนอบน้อม
“ฉันจะให้ลารินเข้าโรงเรียนเดียวกับหลานฉัน”
“เอ่อคือ” ขวัญเรือนอึกอักเพราะโรงเรียนค่าเทอมแพงแบบนั้น เธอไม่มีปัญญาส่งลูกเรียนแน่นอน
“ไม่ต้องห่วงเื่ค่าใช้จ่ายฉันจะจัดการให้ทั้งหมด ถ้าตั้งใจเรียนก็จะเรียนถึงปริญญาตรีเลย”อนงค์กล่าวเสียงเรียบ
“ดิฉันขอบพระคุณคุณท่านมากนะคะที่เมตตาลารินแต่ดิฉันไม่กล้ารับไว้จริง ๆ ค่ะ ดิฉันตั้งใจไว้แล้วว่าจะให้ลูกเรียนโรงเรียนใกล้ๆ” ขวัญเรือนบอกอย่างเกรงใจ
“ฉันให้เด็กคนนี้ ไม่ได้ให้เธอจะปฏิเสธแทนลูกทำไม” น้ำเสียงอนงค์มีแววตำหนิเล็กน้อย
ขวัญเรือนยิ้มเจื่อนไม่กล้าที่จะปฏิเสธอีก จึงได้แต่ก้มกราบอนงค์พร้อมกับลูกสาวของเธอ
ไม่นาน มาลารินก็ได้สวมชุดนักเรียนและผูกโบว์สีเดียวกับชลธิชาซึ่งเธอนั้นได้เรียนห้องเดียวกับชลธิชา มาลารินคิดว่านี่ไม่ใช่โชคดีเลยเพราะอีกฝ่ายมักจะคอยสุมหัวกับเพื่อน ๆ แกล้งเธอเสมอ
อย่างไรก็ตาม แม้จะถูกแกล้งอย่างไรแต่มาลารินก็ไม่คิดจะตอบโต้ เธอยังจำคำของสมจิตรไว้เสมอว่าทุกคนคือเ้านาย และที่สำคัญที่สุดเธอไม่อยากให้แม่ต้องไม่สบายใจ ดังนั้นเธอจึงได้แต่ยิ้มและพยายามหลบเลี่ยง
ที่สนามหญ้าหลังอาคารเรียน่พักกลางวันมาลารินนั่งพับเพียบอยู่ใต้ต้นปีบ เงามของมันช่วยบังแสงแดดไว้เธอเก็บดอกไม้ใส่กล่องกระดาษเล็ก ๆ เพื่อจะนำไปฝากแม่ในตอนเย็น
“ทำอะไรน่ะ”
เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังก่อนที่กล่องกระดาษจะถูกปัดตกพื้น ดอกไม้ที่เก็บร่วงหล่นกระจายมาลารินเงยหน้าขึ้นอย่างใ เห็นชลธิชากับเพื่อน ๆ สองคนที่เหมือนจะมาหาเื่เธออีกแล้ว
“โทษที มือมันไปโดนเอง”
เพื่อน ๆ ของชลธิชาหัวเราะคิกคักขณะที่มาลารินไม่พูดอะไร เธอเพียงก้มเก็บดอกไม้เงียบ ๆ พยายามอดกลั้นเหมือนที่ผ่านมา
“จะเก็บไปไหนน่ะ?” ชลธิชาถามอย่างอยากรู้
“เก็บไปฝากแม่ค่ะ”มาลารินตอบโดยไม่มองหน้า
“อี๋! อย่าเอาขยะเข้าบ้านฉันนะ”ชลธิชาทำท่ารังเกียจ ใช้เท้าเหยียบดอกไม้และเท้าของเธอก็เหยียบโดนหลังมือของมาลารินโดยไม่ตั้งใจ
“โอ๊ย!”มาลารินชักมือกลับด้วยความเจ็บ
“สมน้ำหน้า” ชลธิชาเบะปากแต่ข้างในกลับรู้สึกใ เธอแค่จะเหยียบดอกไม้เท่านั้น “ไม่เอามือหลบเอง”
“เต้ย!”
แล้วเสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นจากอีกฟากของสนามชวลิตในชุดนักเรียนมัธยมปลายเดินมา
“พี่ต้น” ชลธิชาชะงักไป
ชวลิตมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้า
“อยากได้ดอกไม้ก็เก็บเองสิจะมาแย่งคนอื่นทำไม” ชวลิตเอ่ยกับน้องสาว
ชลธิชาเบะปากใส่พี่ชายเธอรู้เจตนาดีว่าเขาแค่ไม่อยากให้เธอแกล้งมาลารินเพราะเวลาที่เขาเห็นเธอแกล้งมาลารินก็มักจะเข้ามาตำหนิเธอ
“ชิ!” ชลธิชาสะบัดหน้าหนีก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับเพื่อนของเธอ
“ทำอะไรของเธอน่ะ?”
มาลารินชะงักเงยหน้ามองชวลิตอย่างประหลาดใจ เพราะนี่เป็ครั้งแรกที่เขาพูดกับเธอ
แม้ว่าเธอจะอาศัยอยู่ในรั้วบ้านเดียวกับเขาและเจอกันทุกเช้าเพราะต้องนั่งรถไปโรงเรียนด้วยกันแต่เขาก็ไม่เคยพูดกับเธอสักครั้ง แม้จะมาช่วยเธอจากชลธิชาหลายครั้งแต่เขาแค่มาช่วยแล้วก็จากไป แต่ครั้งนี้เขาพูดกับเธอ
“หนูจะเก็บดอกไม้ไปฝากแม่ค่ะ”มาลารินตอบเสียงแ่
ชวลิตย่อตัวนั่งลงตรงหน้าเขาช่วยเธอเก็บดอกไม้ใส่กล่อง เธอมองเขาอย่างประหลาดใจ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร
“ตอนเจอกันครั้งแรกเธอก็ดูกล้าเถียงยัยเต้ยนี่นา ทำไมไม่เถียงกลับหรือสู้กลับบ้างล่ะ” เขาเอ่ยยิ้ม ๆแม้จะไม่เคยคุยกับเธอ แต่เขาก็เห็นเธออยู่ในสายตาตลอดและนึกสงสารในใจที่เธอมักถูกน้องสาวเขาแกล้ง
“แม่กับยายจิตรบอกว่าให้หนูเคารพเ้านายทุกคนค่ะ”มาลารินตอบอย่างซื่อ ๆ
“งั้นเหรอ?” เขาเลิกคิ้วและอมยิ้มน้อย ๆ“เอาอย่างนี้มั้ย ถ้ายัยเต้ยแกล้งอีก เธอก็ฟ้องคุณย่า เดี๋ยวฉันเป็พยานให้ดีหรือไม่ดี?”
“ไม่ดีหรอกค่ะ” มาลารินส่ายหน้าเธอลุกขึ้นปัดกระโปรงที่มีเศษใบไม้ติด “คุณเต้ยจะต้องเกลียดเธอหนูเพิ่มแน่นอน”
ชวลิตเม้มปากกลั้นยิ้มเขาก็แค่แกล้งพูดไปอย่างนั้น ไม่คิดว่าเธอจะจริงจัง
เด็กหญิงตัวเล็กถือกล่องกระดาษเดินกลับไปยังอาคารเรียนโดยมีสายตาของเด็กหนุ่มมองตามอย่างเอ็นดู และั้แ่เหตุการณ์ครั้งนั้น เขาก็พูดกับเธอมากขึ้น
บ่ายวันหนึ่งที่เรือนกระจกในสวน แสงแดดลอดผ่านหลังคาใสกระทบลงบนหน้ากระดาษมาลารินนั่งก้มหน้ากับแบบฝึกหัดคณิตศาสตร์ เธอพยายามคิดหาคำตอบอยู่นานแต่ตัวเลขในกระดาษก็ยังวุ่นวายพันกันไปหมด
“ทำเลขอยู่เหรอ?”
เสียงทุ้มของเด็กหนุ่มที่ดังขึ้นจากด้านหลังเขาผ่านมาแล้วเห็นเธอจึงเดินเข้ามาทักทาย
มาลารินเงยหน้าขึ้นอย่างใ ชวลิตในเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขาสั้นเขาส่งยิ้มให้กับเธอ
“ค่ะ ยากมาเลย”เธอเอ่ยเสียเบาหวิวอย่างคนเริ่มที่จะท้อกับการหาคำตอบแล้ว
ชวลิตนั่งลงข้างเธออย่างไม่ลังเลเขาหยิบเดินขึ้นมาแล้วเริ่มอธิบายทีละขั้นตอน น้ำเสียงของเขานุ่มนวลและอบอุ่นต่างจากชลธิชาที่ชอบแว้ด ๆ ใส่เธอ
“เห็นมั้ย ไม่ยากเลย”
มาลารินพยักหน้าเบา ๆ ดวงตากลมโตนั้นเผลอจ้องมองใบหน้าของเขาเธอรู้สึกดีในความใจดึของชวลิต
“คุณต้นทั้งเก่งแล้วก็ใจดีมากเลยค่ะ”
เขาหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะยื่นขนมปังกรอบที่พกติดตัวมาให้เธอหนึ่งซอง แต่เธอกลับไม่กล้ารับไว้
“เอาไปเถอะน่า ขนมในบ้านฉันเยอะแยะฉันกินไม่หมดหรอก”
เด็กหญิงพยักหน้าเบา ๆ รับขนมจากเขาไปหัวใจดวงน้อยอบอุ่นขึ้นมาดวงตากลมใสนั้นมีประกายบางอย่างขณะสะท้อนภาพของเด็กหนุ่มที่อายุมากกว่าเธอห้าปี
“ไว้จะเอามาให้อีกนะ” เขาบอกอย่างใจดีไม่ได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น แต่หัวใจของเธอรู้สึกอบอุ่น
มาลารินเดินกลับมายังบ้านพักหลังเล็กของเธอขนมในมือนั้นถูกเปิดกินไปเพียงเล็กน้อย แต่ในใจกลับรู้สึกอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูกตอนที่เธอจะเลี้ยวเข้าทางแคบด้านข้างเสียงฝีเท้าแ่เบาก็ใกล้จากอีกฝั่งของทางเดิน
ชายร่างสูงในเสื้อโปโลสีเข้มก้าวมาช้า ๆ ทั้งเธอและเขาชะงักนิดหน่อยก่อนมาลารินจะยกมือไหว้ตามมารยาท
“สวัสดีค่ะคุณอิฐ”
เขาคือลูกชายคนโตของอนงค์อีกทั้งยังเป็พ่อของชวลิตและชลธิชา เด็กหญิงนั้นรู้สึกแปลกใจที่เห็นอีกฝ่ายที่นี่
“สวัสดีลาริน” อิฐยิ้มบาง ๆ
เด็กหญิงก้มหน้าเล็กน้อยแล้วรีบเดินผ่านไปกลิ่นโคโลญจน์หอมจาง ๆ ของอิฐยังลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ
มาลารินเปิดประตูเข้ามาในบ้านพักขณะที่แม่ของเธอกำลังจะออกไปพอดี สีหน้าของขวัญเรือนดูใเล็กน้อย แต่พยายามปรับให้เป็ปกติ
“การบ้านเสร็จแล้วเหรอลูก?”ขวัญเรือนถามขึ้น
“เสร็จแล้วจ้ะแม่ คุณต้นช่วยสอนจ้ะ”น้ำเสียงของเธอฟังดูปลื้มปริ่ม “คุณต้นให้ขนมหนูด้วย”
“ดีแล้วล่ะ งั้นเดี๋ยวแม่ไปทำงานก่อนนะ”
มาลารินนั่งลงบนเตียงกลิ่นอะไรบางอย่างแตะจมูกเธอแ่เบา เธอสูดลมหายใจเงียบ ๆ พลันความรู้สึกหนึ่งก็แล่นวาบขึ้นมากลิ่นหอมจาง ๆ นี้คล้ายกับกลิ่นหอมของอิฐตอนที่เดินผ่าน
เด็กหญิงขมวดคิ้วน้อย ๆหันไปมองรอบห้องที่ทุกอย่างยังอยู่ในสภาพเดิม แต่กลิ่นนั้นเหมือนเพิ่งจะจางไปเธอรู้สึกแปลก ๆ แต่ความคิดเด็กหญิงวัยสิบขวบก็ยังไม่ได้ซับซ้อนนักเธอหันไปสนใจสมุดการบ้านกับถุงขนมที่วางอยู่ รอยยิ้มก็ปรากฏอยู่ในดวงหน้าเล็ก ๆ
ั้แ่วันนั้น เรือนกระจกในสวนก็กลายเป็สถานที่โปรดที่มาลารินมักจะแวะเวียนมายามว่าง นอกจากจะชอบความสงบและกลิ่นหอมละมุนของดอกไม้แล้วยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้หัวใจของเด็กหญิงตัวน้อยสั่นไหวอยู่ลึก ๆนั่นเพราะบ่อยครั้งเธอมักจะได้พบกับชวลิตที่นี่ เวลาที่เขาเห็นเธออยู่ เขาก็แวะเข้ามาทักทายและยื่นขนมให้ทำให้เรือนกระจกแห่งนี้กลายเป็พื้นที่อบอุ่นในความทรงจำของเธอเสมอ