จากนั้นผมก็ใช้นิ้วโป้งทั้งสองข้าง ปาดน้ำตาให้ฟางอีกครั้ง แล้วข่มใจพูดต่อหน้าเธอว่า
“เราขอโทษนะ เราน่าจะบอกฟางให้เร็วกว่านี้ เราไม่กล้า เป็ความผิดเราเอง ฟางให้อภัยเรานะ จากนี้เรามาพยายามด้วยกันนะ..” ผมออดอ้อนเพื่อหวังให้เธออารมณ์ดีขึ้น
และเหมือนจะได้ผล เธออารมณ์ดีขึ้นมาบ้างแล้ว น้ำตาเธอไม่ไหลแล้ว พร้อมพูดด้วยเสียงสั่นๆ ว่า
“อือ... เค้าจะพยายามนะ..”
เห็นดังนั้น ผมก็พลันโน้มตัวไปกอดและลูบหลังเธอเบาๆ พร้อมพูดให้กำลังใจ
“สู้ๆ นะ ฟางทำได้ เราเชื่อว่าฟางทำได้...”
จากนั้นเธอก็ยอมกินข้าวที่ผมเตรียมไว้ให้แต่โดยดี และน่าจะเย็นจืดชืดไปหมดแล้ว แต่เธอกลับบอกว่าอร่อย บ้าเอ้ย ตอนนั้นผมโคตรอ่อนไหวเลย แค่เห็นกิริยา การกระทำ รวมถึงคำพูดต่างๆ ของเธอพวกนั้น ผมก็แทบนั่งน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวทั้งๆ ที่ใบหน้ายังยิ้มอยู่ จนเธอถามผมว่า
“แทน.. เป็อะไร ทำไมร้องไห้”
ผมก็ได้แต่ปัดๆ ไปว่าไม่มีอะไร หลังจากเธอกินข้าวเสร็จผมก็ไปช่วยเธอเก็บขยะ แล้วถามเธอว่าอ่านถึงไหนแล้ว ยังเหลือเยอะรึเปล่า เธอก็ตอบว่าใกล้จบแล้ว เหลือไม่เยอะแล้ว ผมก็เลยขอนั่งเป็เพื่อนจนกว่าเธอจะอ่านจบ แล้วค่อยกลับห้องตัวเอง เธอก็ตกลงตามนั้น
พอเธออ่านจบแล้ว ก็ได้เวลาไปอาบน้ำนอน ก่อนจะกลับห้องผมเดินเข้าไปใกล้ๆ เธอแล้วก็ลูบหัวเธอเบาๆ พร้อมพูดว่า
“อาบน้ำนอนนะ อย่างคิดมาก พรุ่งนี้ทำได้อยู่แล้ว... เราไปแล้วนะ” แล้วผมก็เดินออกจากห้องของเธอไป
พอผมเดินกลับมาที่ห้องตัวเอง อารมณ์ผมสวิงมาก ปั่นป่วนในใจสุดๆ พยายามรีบอาบน้ำ รีบกลับขึ้นเตียงมาข่มตานอน แต่ก็ยังนอนไม่หลับ เลยหยิบมือถือขึ้นมา กดส่งข้อความไปบอกฝันดีฟางก่อน อารมณ์ว้าวุ้นนั้นถึงนิ่งลง และซักพักก็พลอยหลับไป...
เช้าวันถัดมา ผมรีบตื่นเปลี่ยนชุดนักเรียน แล้วรีบไปเคาะห้องฟาง เพื่อจะได้ลงไปกินข้าวกันก่อน ค่อยแยกย้ายกันไปสอบ พอฟางเปิดประตูออกมา ดูหน้าตาและอารมณ์เธอนิ่งขึ้นกว่าเมื่อคืนมาก (น่าจะไปได้สวยแฮะวันนี้) ระหว่างพวกเรากินข้าวกันอยู่ ผมก็ถามเธอว่า
“ฟาง… พร้อมมั้ย..”
เธอก็ตอบด้วยความมั่นใจว่า “อือ... น่าจะได้แหล่ะ”
ได้ยินแบบนั้นผมก็สบายใจ รีบแยกย้ายไปสถานที่สอบของตัวเอง (ซึ่งอยู่ไกลกันพอสมควร ต้องนั่งรถสองแถวไป)
วันนี้พวกเรามีสอบกันคนละ 3 วิชา เช้า 2 วิชา บ่าย 1 วิชา หลังสอบ่เช้าเสร็จ (วิชาที่ 2 ผมออกก่อนเวลาประมาณ 20 นาที) ผมก็รีบกลับไปหาฟางที่ศูนย์สอบของฟางเลย ไปถึงเธอออกมาด้วยท่าทางมั่นใจ ผมคิดว่าเธอต้องทำได้แน่ๆ ก็ถามเธอไปว่าทำได้ไหม เธอก็บอกว่าพอทำได้บ้าง แล้วก็ยิ้ม ผมชอบใบหน้าที่คลายกังวลของเธอแบบนี้มากๆ เวลาเธอยิ้มแล้วโลกสดใส ผมได้เห็นก็มีความสุขไปด้วย
ตอนนี้ใกล้จะเที่ยงพอดี เราก็เดินไปหาอะไรกินกันละแวกนั้น กินไปคุยกันไปให้เธอได้ผ่อนคลายยิ่งขึ้น แต่ผมก็อยู่ได้ไม่นาน ต้องรีบกินรีบไป เดี๋ยวผมจะกลับไปไม่ทันเข้าห้องสอบ ก่อนไปผมก็ถามเธอว่าวิชาถัดไปมั่นใจไหม เธอก็พยักหน้า ผมจึงไปได้อย่างสบายใจ…
หลังสอบเสร็จวิชาที่ 3 ่บ่าย ผมก็ออกก่อนเวลาเช่นเดิม แล้วรีบขึ้นรถสองแถวไปที่ศูนย์สอบฟางทันที รอบนี้เธอเดินออกมาด้วยท่าทางกังวลพอสมควร (ข้อสอบค่อนข้างยาก ผมยังแทบจะทำไม่ได้เลย) ผมก็เดินเข้าไปหา แล้วจึงพูดปลอบใจเธอไป ซึ่งเธอก็บอกว่ายังพอไหวอยู่ ไม่ได้แย่มาก…
จากนั้นพวกเราก็กลับที่พักไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดไปรเวท แล้วมานั่งอ่านหนังสือวิชาที่จะสอบในวันถัดไป วันนี้เธอใส่เสื้อผ้าสบายๆ เสื้อแขนกุดสีขาวกางเกงขาสั้น ก็ดูน่ารักและเซ็กซี่ดี พวกเรานั่งอ่านจนถึง 1 ทุ่ม ผมเลยถามเธอว่าอยากกินอะไรไหม หิวหรือยัง เดี๋ยวผมจะลงไปซื้อขึ้นมาให้เหมือนเมื่อวาน เธอบอกว่ารออีกซักหน่อยเธอจะอ่านจบแล้ว เดี๋ยวค่อยลงไปหาอะไรกินพร้อมกัน
ผมรอจนเกือบ 2 ทุ่ม เธอก็อ่านจนเสร็จ ก่อนจะลงกันไปผมออกอาการหวงนิดหน่อย เลยบอกให้เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าที่มิดชิดกว่านี้หน่อย เธอก็มองหน้าผมแล้วยิ้มอย่างมีเลศนัย พร้อมหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า
“แทน... เป็อะไร หึงเค้าเหรอ ได้ๆ เดี๋ยวเค้าใส่เสื้อแขนสั้นแทนตัวนี้ก็ได้” เธอพูดเย้าหยอก
“ก็ใช่หน่ะสิ ก็เราหวงของเรา...” ผมก็ตอบแบบอมยิ้มๆ ไป
แล้วเธอก็เลยหยิบเสื้อกีฬาแขนสั้นมาใส่ทับไปเลย แล้วหันกลับมาถามผมว่า
“แบบนี้ได้รึยัง...”
ผมก็ตอบไปว่าโอเคแล้ว จากนั้นเราก็เดินลงไปหาอะไรกินกัน ครั้งนี้พวกเราเดินไปไกลพอสมควร เธอเดินไปพูดคุยไป ด้วยท่าทียิ้มแย้ม แสดงว่าวันนี้เธอไม่เครียดแล้ว ผมเลยกะก็ถือโอกาสพาเธอมาผ่อนคลายด้วยดีกว่า เลยพาเดินไปจนถึงตลาดโต้รุ่งขอนแก่น ซึ่งจะมีของกินขายเยอะมาก มีให้เลือกเยอะจนเธอเลือกไม่ถูก คิดหนักเหมือนเด็กว่าจะกินอะไรดี (ผมก็แอบมองดูท่าทางแบบนั้นของเธอ ในใจคิดว่ามันช่างน่ารักดี) สุดท้ายพวกเราก็เลือกผัดไทยหอยทอดกินกัน…
หลังจากกินข้าวกันเสร็จ พวกเราก็เดินเล่นดูของที่ตลาดกันซักพัก เธอวิ่งดูนั่น เข้าร้านนี้อย่างมีความสุข จนผมคิดจะถามเธอว่า ลืมว่าพรุ่งนี้พวกเรายังมีสอบกันอีกรึเปล่า แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป กลัวเสียบรรยากาศ พอดูเวลาเกือบจะ 3 ทุ่มครึ่งแล้ว เธอเลยชวนผมกลับ ขากลับพวกเราเดินจับมือกัน พิงไหล่กัน มาตลอดทาง…
พวกเราเดินเรื่อยๆ จนกลับมาถึงห้อง กว่าจะถึงเหงื่อก็ท่วม เปียกโชกทั้งคู่ เพราะระยะทางไกลพอสมควร (กิโลกว่าๆ) เลยตกลงกันว่าจะแยกย้ายไปอาบน้ำกันก่อน แล้วค่อยกลับมาเจอกันที่ห้องของฟาง เหลือสรุปประเด็นที่คิดว่าจะออกข้อสอบอีกนิดหน่อย ผมจึงรีบกลับเข้าห้องไปอาบน้ำอย่างรวดเร็ว (ร้อนมาก) แล้วก็แต่งตัวสบายๆ โดยใส่ชุดบาสไปเลย (เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น) เสร็จแล้วเลยนั่งขีดๆ เขียนๆ หนังสือไปซักพัก เลยคิดว่าฟางคงอาบน้ำเสร็จแล้ว จึงออกไปเคาะห้องและเรียกเธอให้มาเปิดประตู
แต่เคาะไปพักนึงเธอก็ยังไม่เปิดประตูให้ กำลังจะเคาะอีกรอบ เธอก็เปิดประตูออกมา เธอมาในชุดกีฬาเหมือนผมเลย แล้วผมของเธอก็ยังเปียกอยู่ เธอกำลังใช้ผ้าเช็ดตัวเช็ดหัวตัวเองอยู่ แล้วเธอก็ขอโทษและบอกว่าตัวเองเพิ่งออกมาจากห้องน้ำ ผมก็ปิดประตูห้องแล้วก็เดินตามเธอเข้าไป
ผมมองเธอตาไม่กระพริบ เธอดูเซ็กซี่กว่าปกติมาก (ทั้งๆ ที่ผมเคยเห็นเธอในชุดกีฬาตอนแข่งกีฬาโซนฯ ก็หลายครั้ง) ผมก็เดินเข้าไปนั่งที่ประจำของผม แต่ตาก็ยังไม่ละไปจากเธอ เธอก็เดินไปนั่งขอบเตียงเพื่อเช็ดผมของเธอต่อ และเธอคงเห็นว่าผมมองเธออยู่ และคงคิดว่าผมจะสังสัยหรือกังวลอะไรกับหัวของเธอ เลยถามผมว่า
“มองหัวเค้าทำไม ผมเค้ามีอะไรเหรอ...”
“เปล่าๆ ไม่มีอะไร เช็ดผมอยู่เหรอ เราช่วยไหม...” ผมรีบตอบแก้เขินไป แล้วดันโพร่งสิ่งที่คิดอยู่ในใจออกไป (ไปขอเช็ดผมเธอได้ไงเนี่ยะ) แต่เธอดันตอบกลับมาว่า
“ได้ๆ งั้นช่วยเค้าหน่อย...”
เอ้าว ได้ด้วยเหรอ...ถึงจะแปลกใจกับคำตอบ แต่ผมก็เดินเข้าไปนั่งข้างหลังเธอ แล้วหยิบผ้าเช็ดตัวจากมือของเธอมาเช็ดผมให้เธออย่างเงอะงะๆ
‘หอมจังเลยแฮะ กลิ่นสบู่และยาสระผมจากตัวของเธอ…’
ระหว่างเช็ดผมเธออยู่นั้น ผมก็เผลอโน้มตัวเอาหน้าไปซุกที่ท้ายทอยของเธอ และลืมตัวดมกลิ่นหอมจากผมของเธอ นึกขึ้นได้เลยผละตัวเองออกแล้วกล่าวขอโทษเธอไป เธอก็ไม่ได้ว่าอะไร ผมก็เลยเช็ดผมของเธอต่อไป (ด้วยใจที่ไม่คงที่เอามากๆ) จนผมเธอเริ่มแห้ง เธอเลยบอกพอแล้ว
แล้วผมและเธอก็เบี่ยงตัวเปลี่ยนมานั่งหย่อนขาข้างๆ กันตรงขอบเตียง (ก่อนหน้าฟางหันหลังให้ผมเพื่อเช็ดผมให้) เมื่อเรานั่งชิดกัน ชุดที่เราใส่กันทั้งคู่ตอนนี้ทำให้ผิวกายเราัักันมากหลายส่วน ััได้ถึงไอร้อนจากกายฝั่งตรงข้าม ผมจับมือเธอขึ้นมากุมและค่อยๆ บีบพร้อมกับถามเธอเบาๆ ด้วยเสียงตะกุกตะกักว่า
“วันนี้… ได้ไหม...”
ผมลุ้นอยู่ซักครู่ แล้วเธอก็ผงกหัว... นั้นเปรียบประดุจดั่งสัญญาณแตรลั่นกลองรบให้ผม ไม่มีรีรอ ผมบรรจงจูบไปที่ริมฝีปากของเธอ ออกแรงผลักเบาๆ เพื่อดันร่างเธอให้ล้มลง ผมปลดเปลืองเสื้อผ้าที่มีไม่กี่ชิ้นของฟางออกอย่างรวดเร็ว แล้วเริ่มปลุกเร้าให้เธอมีอารมณ์ร่วมไปกับผม ก่อนที่ผมจะปลดเปลืองเสื้อผ้าของตัวเองตามไป จากนั้นเธอก็ได้ร่วมร่องเรือนี้ไปพร้อมกับผม สลับช่วยกันพายช่วยกันคุม จนพวกเราไปถึงที่หมายได้พร้อมกัน... พวกเรากุมมือและกอดกันแน่น...
ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกของผมกับฟาง แต่นี่ก็ถือเป็ครั้งที่พวกเรามีสติสัมปชัญญะกันครบถ้วนทั้งคู่ ไม่ได้ถูกฤทธิ์สุราครอบงำเช่นครั้งก่อน ผมจึงถือว่าครั้งนี้คือของจริง... และครั้งนี้พวกเราก็ตั้งใจและเต็มใจกันทั้งคู่... มันรู้สึกมีความสุขและรู้สึกดีกว่าตอนอยู่โคราชมาก อาจเป็เพราะพวกเรามีสติจับความรู้สึกได้ในทุกขณะที่เราได้ทำร่วมกัน...
……….>> ละอายใจ…