“ลื้อต้องมีลูกเป็นผู้ชายเท่านั้น”
ประโยคประกาศิตของผู้เป็นอาม่าของบ้านเอ่ยกับลูกสะใภ้ในวันแต่งงานโดยตั้งเงื่อนไขของการเป็นสะใภ้แห่งตระกูลวรลักษณ์ว่าจะต้องสร้างทายาทเป็นผู้ชายเท่านั้น
ในความเป็นจริงการจะมีทายาทมันไม่สามารถที่จะกำหนดเพศสภาพของลูกในท้องได้หรอกถ้าเด็กมันจะเกิดมันก็ต้องเกิดไม่ว่าจะเพศไหนเธอก็ต้องดูแลลูกให้ดีที่สุดเท่าที่แม่คนนึงจะทำได้
หลังจากแต่งงานได้3 เดือนสะใภ้แห่งตระกูลวรลักษณ์ก็ได้ตั้งท้องลูกคนแรกของเธอเป็นลูกผู้ชายตามที่อาม่าได้ตั้งเงื่อนไงเอาไว้ทำให้อาม่าไม่ได้มีทีท่าจะว่าร้ายอะไร
ลูกคนแรกเธอตั้งชื่อว่าลุค ในภาษาอังกฤษมันไม่ได้มีความหมายอะไร ก็แค่สามีชอบชื่อนี้ก็แค่นั้น
ถัดมาอีก1 ปีเธอก็ได้มีลุกอีกคนหนึ่ง แต่เด็กคนนี้ดันเป็นลูกสาวสำหรับเธอและคนในครอบครัวคนอื่นๆ ก็ยินดีปรีดากับเธอยกเว้นแต่กับอาม่า
“ไปเอาออกซะ”
“แต่นี่ลูกหนูนะคะคุณแม่”
“อั๊วบอกว่าไงบ้านนี้ตระกูลนี้ต้องการแค่ลูกผู้ชายเท่านั้น”
“คงไม่ได้หรอกค่ะเพราะเขาคือลูกของหนูในเมื่อเขาเกิดมาแล้วหนูก็ต้องลูแดเขาจะมาให้หนูมาเอาเขาออกคงไม่ได้หรอกค่ะ”
“นี่ลื้อคิดจะขัดคำสั่งของอั๊วอย่างงั้นรึอั๊วจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย เอาเด็กในท้องออกซะ”
หลังจากเหตุการณ์นั้นเธอยอมรับว่าเครียดเอามากๆและด้วยความเครียดมันกลับทำให้เธอยิ่งมีอาการแย่ลงมีอาการดิ่งจนสามีของเธอเห็นได้ชัดศินที่รู้เรื่องจึงเข้าไปคุยกับผู้เป็นแม่
“ม๊าไม่มีสิทธิมายุ่งเรื่องครอบครัวของผม”
“ทำไมอั๊วจะยุ่งไม่ได้เมียลื้อมันไม่ได้เรื่อง ฉันต้องการลูกชายมันก็ยังทำไม่ได้เลย”
“ทำอย่างกับม๊าทำได้งั้นแหละ”
“นี่ลื๊อเถียงอั๊วอย่างงั้นรึ!!”
“แล้วมันจริงมั้ยละตอนม๊าคลอดพวกผมม๊ากำหนดได้มั้ยว่าต้องได้ลูกผู้ชายทุกคนน่ะ ก็ไม่ได้ทีม๊ายังคลอดลูกชายหนึ่งลูกสาวสามเลยแล้วม๊าจะบังคับให้เมียผมคลอดลูกผู้ชายอย่างเดียวเนี่ยนะ บ้าป่ะ”
“นี่-”
“ผมยังไม่พูดไม่จบครอบครัวผมผมเป็นคนดูแล ครอบครัวผมผมเป็นคนออกค่าใช้จ่าย ม๊ายุ่งได้แต่อย่าเยอะถ้าข้ามเส้นเมื่อไหร่ต่อให้ม๊าผมก็ไม่ไว้หน้านะ”
คำประกาศิตของศินทำให้ผู้เป็นแม่ต้องยอมลดถอยทำให้ครอบครัวของเขากลับมามีความสุขดังเดิมแต่มันก็แช่ช่วงขณะเมื่อวันนึงเขาและภรรยาจำเป็นต้องไปดูงานที่ต่างประเทศ
“เดี๋ยวแม่กับพ่อต้องไปดูงานที่ต่างประเทศลุคกับลูอยู่กับป้าอรได้มั้ย”
“ได้ครับเดี๋ยวผมช่วยป้าอรดูลูด้วย” คนเป็นแม่เอื้อมมือลูบผมเจ้าลูกชายวัย 7ขวบด้วยความเอ็นดู “งั้นแม่ฝากน้องด้วยนะ”
“ครับ”
“สู้ๆนะคะ” ลูกสาวตัวน้อยเข้ากอดผู้เป็นแม่ก่อนเธอจะยกมือกอดตอบ
“จ๊ะแม่ไปก่อนนะ”
พอพ่อกับแม่จากบ้านไปลุคกับลูซี่ก็ต้องอยู่กับป้าๆพี่ๆ แม่บ้านถึงแม้จะเหงาไปบ้างแต่มันก็ไม่เหงาถึงขั้นทำให้ต้องเศร้าใจกันขนาดนั้นในขณะที่กำลังอยู่ในช่วงความสุขจู่ๆ วันนึงอาม่าก็มาที่บ้านวันแรกที่ลูซี่เจอกับอาม่าเธอก็เข้าไปทักทายเธออย่างเป็นมิตรเพื่อหวังให้อาม่าเอ็นดู
“อั๊วไม่อยากสนทนากับลื้อ”
ประโยคทำหัวใจเจ็บทำเอาลูซี่ในวัย6 ขวบถึงกับน้ำตาเอ่อ เธอทำผิดอะไรทำไมอาม่าถึงพูดแบบนั้นกับเธอแต่ลูซี่ก็ไม่ยอมแพ้เธอพยายามเข้าหาอาม่าทุกครั้งที่มีโอกาสเธอพยายามเข้าไปคุยไม่ก็ทำนู่นทำนี่เอาไปให้แต่ก็ถูกอาม่าผลักไสและโยนของใส่กลับมาทุกครั้ง
หนักสุดก็คงเป็นการ์ดวันเกิดลูซี่นั่งเขียนตั้งแต่ 2 ทุ่มจนถึงเที่ยงคืนเธอตั้งใจเขียนตั้งใจวาดและพับกระดาษหัวใจเอามากๆ ถึงขั้นโดนกระดาษบาดตั้งหลายแผลเมื่อเขียนเสร็จเธอก็เอาไปให้อาม่าแต่ยังไม่ทันที่อาม่าจะเปิดอ่านเธอก้ฉีกจดหมายนั่นก่อนจะปาใส่เธอทิ้งราวกับเป็นเศษขยะ
“ไร้สาระเอาไปทิ้งซะ”
ลูซี่เม้มปากแน่นก้มเก็บเศษจดหมายที่กระจายอยู่บนพื้นทั้งน้ำตาทำไมกันนะทำไมอาม่าถึงต้องรังเกียจเธอขนาดนี้ เธอทำอะไรผิดหรอเธอน่าตาเกลียดหรอถึงได้ไม่อยากคุยกับเธอ
ผ่านมาวันแล้ววันเล่าอาม่าก็ยังทำกับเธอไม่ดีทุกครั้งไม่ด่าก็ไล่เธอให้ไปตายบ้าง หนักสุดก็โดนไล่ให้ไปนอนข้างนอกบ้าน
“มานั่งทำอะไรตรงนี้อ่ะ”ลุคยืนมองน้องสาวที่ทำท่าจัดเตรียมที่นอนอยู่หน้าบ้านหมาอย่างสงสัย
“อาม่าบอกให้มานอนตรงนี้น่ะ”ลูซี่ตอบกลับอย่างหน้าตาใสซื่อถึงแม้จะภายในใจเธอจะรู้อยู่แล้วก็ตาม
ลุคดึงตัวลูซี่ให้ยืนขึ้นก่อนจะดันตัวน้องสาวเข้าบ้านเข้าไปนอนบนที่นอนของเขา“วันนี้นอนตรงนี้นะ”
“แล้วลุคล่ะ”ลุคไม่ตอบเพียงยกยิ้มและดันตัวน้องสาวให้นอนลง “เอาเป็นว่าลูนอนตรงนี้นะ”
เธอก็ยอมเชื่อคำของพี่ชายแต่พอมารู้ตอนหลังว่าลุคไปนอนหน้าบ้านหมาแทนเธอตอนที่เธอรู้เรื่องเธอร้องไห้โวยวายมาก แต่ลุคก็มักจะพูดกับเธอเสมอว่าไม่เป็นไรมันเป็นหน้าที่ของพี่ชายที่ปกป้องน้อง
ลูซี่กับลุคสนิทกันมากมีอะไรก็มักจะบอกและช่วยกันเสมอแต่จู่ๆวันหนึ่งทุกอย่างมันก็เปลี่ยนไปอาม่ากลับรักและเอ็นดูลุคมากขึ้นกลับกันลูซี่ยังคงโดนเกลียดอยู่เหมือนเดิมลุคกับลูซี่เริ่มค่อยๆ ห่างกันเรื่อยๆ ความสนิทเริ่มค่อยๆ น้อยลง
ลูซี่เริ่มมีความอิจฉาเริ่มมีความโกรธพี่ชายจนในที่สุดมันก็กลายเป็นความเกลียดเธอเกลียดลุคมากเกลียดจนไม่อยากเรียกพี่แต่ถึงแบบนั้นลุคก็ยังคงคอยปกป้องเธออยู่ตลอดเหมือนเดิมไม่เคยละเลย
“ทำแบบนี้ทำไม”
“เพราะพี่คือพี่ชายไงหน้าที่ปกป้องน้องมันคือหน้าที่ของพี่ ถ้าพี่ไม่ปกป้องน้องแล้วใครจะปกป้องล่ะ”
“เกลียด”
“อยากเกลียดก็เกลียดไปเถอะแต่พี่ก็ยังจะทำแบบเดิม”
เกลียดเขาเกลียดทุกสิ่งทุกอย่าง ทำท่าเป็นพี่ทั้งที่เธอไม่ได้ต้องการด้วยซ้ำ
จนกระทั่งวันหนึ่งมันดันเกิดเหตุบางอย่างขึ้นมาเหตุการณ์ที่จะทำให้เธอเปลี่ยนความคิดไปตลอดกาล
ในช่วงมัธยมปลายขณะที่กำลังเดินเท้าไปตามฟุตบาทจู่ๆเธอก็โดนคนในชุดสูทจับเธอขึ้นรถตู้พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองอยู่ในโกดังแห่งหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าที่ไหนแต่เธอก็ไม่กระโตกกระตากตั้งสติและคอยดูสถานการณ์อย่างเงียบๆ
กลุ่มคนที่จับเธอมาคือพวกคู่แข่งทางะุรกิจที่พวกมันต้องการคือเงินและยึดธุรกิจของตระกูลวรลักษณ์แต่เมื่อต่อสู้อย่างสุจริตมันไม่ได้ผลดั่งใจทำให้พวกมันเบี่ยงเบนมาใช้วิธีสกปรกแทน
หลังจากที่คอยดูสถานการณ์พอหาจังหวะที่จะหนีเธอก็เริ่มจัดการคนพวกนี้ทีละคนลูซี่เริ่มฝึกศิลปะการต่อสู้ตั้งแต่มอต้นใช้เวลานับชั่วโมงในการจัดการคนพวกนั้นเหลืออีกเพียงไม่กี่คนแล้วจะกำจัดเสร็จ
จังหวะที่เธอกำลังต่อสู้หัวหน้าของพวกมันยันตัวลุกฉวยโอกาสที่ลูซี่หันหลังลั่นไกใส่กว่า3 นัด แต่ว่าเธอกลับไม่โดนเลยสักนัดเพราะว่าลุคมาทันก่อนจะวิ่งเอาบังจนตัวเองโดนแทน
ร่างของลุคร่วงลงต่อหน้าต่อตาลูซี่ที่เห็้นสภาพของพี่ชายเต็มไปด้วยเลือดถึงกับใจหล่นวูบความโกรธความเกลียดที่เคยมีทุกอย่างมันหายไปหมดมีเพียงความห่วงและได้แต่ภาวนาขอให้เขารอด
หลังจากส่งไม้ต่อให้ตำรวจร่างของลุคถูกส่งเข้าห้องผ่าตัดเขาเสียเลือดมากจนต้องขอรับบริจาคเลือดโชคดีที่ลูซี่กับลุคมีกรุ๊ปเลือดเดียวกันเธอจึงสามารถให้เลือดได้
ภายในห้องผ่าตัดที่เงียบสนิทมีเพียงเสียงของอุปกรณ์ผ่าตัดดังเป็นระยะขณะที่หมอกำลังทำการผ่าตัดชีพจรหัวใจของลุคก็เกิดหยุดเต้นขึ้นมาทำให้ต้องทำการปั๊มหัวใจทันที
ลูซี่เหลือบมองภาพความวุ่นวายภายในห้องผ่าตัดภาพที่หมอทุกคนช่วยกันปั๊มหัวใจของพี่ชายเธออย่างสุดกำลังน้ำตาค่อยๆ เอ่อออกมาเรื่อยๆ ได้แต่พูดขอโทษอย่างไม่หยุด
เป็นเพราะเธอแท้ๆถ้าเธอฟังเขาตั้งแต่แรกลุคคงไม่ต้องมาเจ็บแบบนี้
ขอโทษนะพี่ขอโทษที่หนูทำตัวไม่ดีเอาแต่ดื้อมาตลอด พี่คงจะเหนื่อยมากสินะต่อจากนี้ไปหน้าที่ดูแลครอบครัวให้เป็นหนูเอง