ตอนที่ 5 ปะทะ
ประตูเรือนเก่าใกล้พังโงนเงนแกว่งไหวด้วยแรงเปิดตีเข้ามาอย่างแรง เสียง “ปึง” ดังลั่น ทหารยามจวนแม่ทัพกรูเข้ามาราวฝูงปลา เปลวไฟสะท้อนใบหน้าถมึงทึงดุร้ายให้ยิ่งดูอัปลักษณ์น่ากลัว
ชิวเอ๋อร์สั่นสะท้านเพราะเสียงชนประตูที่ดังสนั่น มือที่อยู่ในแขนเสื้อกำแน่นด้วยความตื่นใ ความเจ็บจากปลายเล็บที่จิกเข้าฝ่ามือช่วยเตือนสติถึงภาระหน้าที่ตนกำลังแบกไว้ ตนไม่กลัว เพราะเื้ัยังมีคุณหนูที่ต้องปกป้องให้ได้
“ค้นตัวคนร้าย สาวน้อยรีบถอยไปเสีย หากปล่อยให้คนร้ายหนีไปได้ ระวังฮูหยินจะคาดโทษเอาชีวิตเ้า” ทหารยามเขม้นชิวเอ๋อร์ที่ยืนขวางประตู ใช้น้ำเสียงข่มขู่ให้ใกลัว
หยาดน้ำใสคลอขอบตาเด็กสาว นางสูดหายใจเข้าลึก กลืนความกลัวที่ตีขึ้นมาลงไป ลั่นเสียงตะคอก “ให้ข้าถอย ช่างน่าขันนัก ที่นี่คือห้องนอนของคุณหนูใหญ่ ใช่ที่ที่พวกเ้าคิดจะเข้าก็เข้าได้อย่างนั้นหรือ หากเื่แพร่ออกไปและรู้ว่าพวกเ้าไม่ปฏิบัติตามกฎ คนที่ไม่รู้เื่ก็อาจคิดได้ว่าจวนแม่ทัพนั้นไร้การฝึกอบรม ปล่อยให้คนรับใช้รังแกเ้านาย”
“พูดได้ดี!” ฮวาอิ่งเม่ยอดไม่ได้ที่จะะโชมชิวเอ๋อร์อยู่ในใจ
ทหารยามไม่คิดเลยว่าชิวเอ๋อร์จะมีไหวพริบพูดจาฉะฉานเช่นนี้ ถูกพูดใส่เสียงจนไม่รู้จะตอบกลับอย่างไร แต่เมื่อนึกถึงคำสั่งของฮูหยินแล้ว ดวงตาพลันแข็งกร้าว ความชิงชังก่อตัว อย่างไรเสียฮวาอิ่งเม่ยก็ไม่ได้เป็ที่สนใจอยู่แล้ว หากเกิดเื่ขึ้นมาจริงๆ เบื้องบนก็ยังมีฮูหยิน อย่างมากตนก็แค่ถูกลดตำแหน่งอย่างเปิดเผยและเลื่อนตำแหน่งลับๆ ดีกว่าทำเื่ไม่สำเร็จแล้วถูกด่าเป็ไหนๆ
คิดได้ดังนั้น ชายหนุ่มพ่นลมส่งเสียงเย้ย แล้วเอ่ยลั่น “เด็กรับใช้เช่นเ้า เหตุใดต้องพยายามสกัดกั้นถึงเพียงนี้ หรือว่าในห้องจะซ่อนผู้ร้ายเอาไว้จริงๆ ต่อให้หลังจากนี้จะต้องถูกฮูหยินลงโทษ คืนนี้ข้าก็จะบุกเข้าไปให้ได้”
พูดจบก็ผลักชิวเอ๋อร์ที่ยืนขวางประตูออก เสียง “ตึง” ดังลั่น ชิวเอ๋อร์เซทะลุเข้ามาในห้อง แผ่นหลังกระแทกขอบโต๊ะอย่างแรง น้ำตาเม็ดใหญ่ไหลอาบแก้มทันที
นางสะกดกลั้นความเจ็บบนร่างกาย ใช้ร่างของตัวเองเป็ประตูขวางทหารยามเอาไว้ ใบหน้าแสดงความไม่ยินยอม “ต่อให้ต้องตาย ข้าก็ไม่มีวันให้พวกเ้าเข้าไป”
มุมปากทหารยามกระตุกยิ้มร้าย “เช่นนั้น เ้าก็ตายไปเสียเถอะ!”
มือหนาหยาบกร้านบีบเข้าที่ลำคอของชิวเอ๋อร์อย่างไม่ลังเล ภายในเรือนกว้างใหญ่เช่นนี้ สาวใช้ตายไปคนหนึ่งก็เหมือนมีมดตายหนึ่งตัว ใครจะมาสนใจกัน
“บังอาจนัก” น้ำเสียงอ่อนแอแฝงซึ่งพลังรุนแรง ทำให้ต้องกลอกตามองไป
ทหารยามเงยหน้าขึ้น ดวงตามองผ่านชิวเอ๋อร์ที่หน้าเริ่มแดงไปยังฮวาอิ่งเม่ยที่ไม่รู้ว่าลุกขึ้นมานั่งตัวตรงอยู่บนเตียงั้แ่เมื่อไร ท่ามกลางความมืด ดวงตาที่เป็เหมือนดาวดวงใหญ่เผยความเยือกเย็นที่คมราวกับมีดออกมา เมื่อถูกสายตานั่นจ้องเขม็ง ทหารยามก็รู้สึกเหมือนมีไอเย็นไล่วนจากเท้าขึ้นมา ราวกับมีแมงป่องตัวหนึ่งไต่ขึ้นมือ แล้วโจมตีเข้ามาอย่างแรง ทำให้เขาต้องรีบสะบัดมือที่บีบคอชิวเอ๋อร์ออก
“ทหารยามเจิน เ้าช่างกล้ายิ่งนัก” ทั้งๆ ที่เสียงไม่ได้กังวานแต่กลับก้องเหมือนระฆัง สนั่นลั่นอยู่ในหูเจินหรูจี๋ ท่าทีที่ดุดัน ทำให้เขาต้องถอยเท้ากลับ ราวกับคนที่กำลังจ้องมองเขานั้นมิใช่ฮวาอิ่งเม่ยที่ยอมถูกรังแกได้ง่ายๆ ผู้นั้นอีกต่อไป แต่เป็สัตว์ร้ายที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา
เมื่อรู้ตัวว่าตนเองเสียอาการ เจินหรูจี๋ก็ขมวดคิ้ว เหตุใดเขาถึงใเสียท่าให้กับคุณหนูใหญ่ไร้ค่านี่กันนะ สัตว์ร้ายงั้นหรือ อย่างนางไม่คู่ควรหรอก
เจินหรูจี๋เอ่ยด้วยสีหน้าเยาะเย้ย “คุณหนูใหญ่ ข้าน้อยคิดว่าหัวขโมยในจวนคงแอบเข้ามาในห้องนอนของท่าน เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง ข้าน้อยขอแนะนำให้คุณหนูนั่งอยู่เฉยๆ แล้วปล่อยให้พวกเราตรวจค้นห้องจะดีกว่า ส่วนสาวใช้ของท่านคนนี้ นางเข้ามาขัดขวางการจับกุมหัวขโมยของพวกเราหลายครั้งหลายครา เกรงว่าคงเป็พวกเดียวกับหัวขโมยนั่นแน่ สาวใช้ที่มีความคิดชั่วร้ายเช่นนี้ ถือเสียว่าข้าน้อยได้ช่วยคุณหนูใหญ่เก็บกวาดเรือนอย่างไรเล่า หากคุณหนูใหญ่ได้รับอันตราย แล้วพวกเราจะไปรายงานต่อฮูหยินอย่างไร!”
“เ้า...” ชิวเอ๋อร์ที่เพิ่งจะโล่งอกก็โกรธจนพูดไม่ออก พวกเขาเป็คนบุกเข้ามาในห้องของคุณหนูแท้ๆ เหตุใดถึงกล้ากลับดำเป็ขาวเช่นนี้!
“หึๆ~” ฮวาอิ่งเม่ยยิ้มเยาะ ค่อยๆ ลุกนั่งตัวตรง ดวงตาจ้องเขม็งไปที่เจินหรูจี๋ เอ่ยเน้นย้ำคำ “บ่าวรับใช้บุกเข้าเรือนโดยพลการ มีโทษโบยห้าสิบไม้ สร้างเื่ปั้นน้ำเป็ตัว ฆ่าคนเป็ผักปลา โทษหนักถึงตาย ตั้งใจเปลี่ยนจุดประสงค์ของบิดาข้าไปในทางไม่ดี ต้องถูกโทษพันมีดหมื่นเฉือน[1]”
สี่คำสุดท้าย ฮวาอิ่งเม่ยลั่นเสียงให้ดังขึ้น น้ำเสียงดุดันราวใบมีด
ฮวาอิ่งเม่ยไม่ปล่อยโอกาสให้เจินหรูจี๋ได้อธิบาย พูดต่อทันที “หลังจากที่มารดาข้าตายไป ท่านพ่อก็มิได้มีการยกอี๋เหนียงคนไหนขึ้นมาเป็ภรรยา ฮูหยินที่เ้าเอ่ยถึงนั้นคือใครกัน เ้าอยากจะให้ทั้งราชสำนักและคนทั่วไปได้รับรู้ ว่าท่านพ่อปล่อยให้อี๋เหนียงเป็ใหญ่ในจวน หลงใหลอนุละทิ้งภรรยาอย่างนั้นหรือ หรืออยากให้ทั้งราชสำนักคนทั่วไปหรือแม้แต่ฝ่าารับรู้ ว่าแค่หัวขโมยเล็กๆ เพียงคนเดียว ทำให้บ่าวรับใช้กำเริบเสิบสานบุกเข้ามาในห้องนอนของบุตรสาวสายตรงเช่นนี้ หรือ้าให้คนที่ไม่รู้เื่ได้เห็นว่า บุตรสาวสายตรงแห่งจวนแม่ทัพอาศัยอยู่ในที่แบบใดอย่างนั้นหรือ ก็ในเรือนที่เก่าที่สุดในจวนแม่ทัพอย่างไรเล่า!”
วาจาสุดท้ายเปรียบเหมือนกับการดึงต้นหญ้าต้นสุดท้ายของอูฐ[2] ทำให้เจินหรูจี๋ต้องล้มเลิกความคิดที่จะบุกเข้าไปในห้องของนางอย่างช่วยไม่ได้ หากผู้อื่นได้รู้ว่าบุตรสาวสายตรงแห่งจวนแม่ทัพอาศัยอยู่ที่นี่ ไม่เพียงแค่ฮูหยินเท่านั้น แม้แต่นายท่านก็จะถูกผู้ตรวจการกล่าวโทษไปด้วย ต้องโทษข้อหาให้ท้ายอนุทารุณบุตรสาวสายตรง
“พวกเรากลับ!” ดวงตาเจินหรูจี๋เผยแววชั่วร้าย น้ำเสียงนั่นราวกับไอเย็นที่รอดผ่านไรฟัน
ทหารยามไหลกรูออกไปราวสายน้ำ ครู่ใหญ่ ฮวาอิ่งเม่ยตวัดผ้าห่มออก เผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มที่ม้วนตัวอยู่ตรงกลาง นางลุกขึ้นลงจากเตียง สายตาเย็นะเืชำเลืองมองชายหนุ่มบนเตียง จากนั้นผายมือเอ่ย “ยา”
นางเชื่อว่า กับบุรุษเช่นเขาจะต้องพกยารักษาแผลภายนอกไว้ด้วยแน่ๆ
ชายหนุ่มะโลงจากเตียง เหลือบมองผ้าห่มที่ยังคงมีไออุ่นของคนสองคนอย่างครุ่นคิด แล้วล้วงเอาขวดกระเบื้องใบเล็กออกมาจากหน้าอก วางลงบนมือฮวาอิ่งเม่ย “หมุนเวียนโลหิตสลายเืคั่ง”
กล่าวจบ ข้างกายฮวาอิ่งเม่ยรู้สึกเพียงเหมือนมีลมเย็นพัดผ่านไป หน้าต่างห้องถูกเปิดกว้างโดยไม่รู้ตัว และบุรุษที่ยืนอยู่ข้างนางก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
“พวกเราต้องได้เจอกันอีก” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยหยอกล้อ ดังก้องอยู่ในหูของฮวาอิ่งเม่ยเนิ่นนาน
เชิงอรรถ
^ พันมีดหมื่นเฉือน คือโทษประหารโดยการแล่เนื้อออกเป็นชิ้นๆ จนกว่าจะตาย^ ดึงต้นหญ้าต้นสุดท้ายของอูฐ เปรียบถึง เมื่อสถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดจุดหนึ่งแล้ว เพียงแค่เพิ่มความกดดันเข้าไปอีกเล็กน้อย ก็ทำให้เกิดหายนะขึ้นมาได้