บทที่ 2 ไล่ล่า
รัชศกตงอู่ปีที่สิบหก ลมเหมันต์หอบความเหน็บหนาวกัดกินขั้วหัวใจ ทิวทัศน์โดยรอบเป็หุบเขาลานกว้างสูงล้อมด้วยหินผา แสงตะวันเพิ่งจะส่องได้เพียงสองชั่วยาม หญิงงามในอาภรณ์สีแดงปักเลี่ยมทองก็ยอมกลิ้งตัวลงจากที่สูงอย่างเด็ดเดี่ยว ส่วนบุรุษที่ควบอาชาแกร่งตามมาติด ๆ หาใช่ผู้ใดแต่เป็เ้าบ่าวของนางเอง แต่ ๆ ทว่าสาวงามค่อนเมืองต่าง้าแต่งกับเขาผู้นี้มิใช่หรือ เหตุใดสตรีสมองกลวงอย่างนางถึงได้คิดสั้นฆ่าตัวตาย
ครั้นได้เห็นเ้าสาวยอมปลิดชีพเพื่อหนีงานแต่งด้วยตาตัวเอง 'โหรวป๋อเซียน' หวนนึกถึงคำสาปแช่งที่สตรีอ่อนแอผู้นั้นว่าไว้ก่อนสิ้นใจตายเมื่อสิบวันก่อน หรือว่าวาจาและความปรารถนาของนางจะเป็จริง แต่แล้วข้าผิดอันใดเล่า นางทั้งน่าสงสารและโง่เขลาที่สุดเท่าที่ข้าป๋อเซียนเคยประสบพบเจอ
"ข้ามาช่วยมิได้มาร่วมฆ่า! เหตุใดต้องเหมารวมข้าเป็พวกเดียวกับคนชั้นต่ำ"
เปลือกตาบอบบางราวปีกหิ่งห้อยขยับไหวหลุกหลิกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะคลี่เปลือกตาขึ้นมองไปโดยรอบ ม่านจักษุที่พร่าเลือนถูกขยี้ซ้ำเพื่อขับไล่ความพร่าเลือน ยามนี้ทั้งหนาวและเจ็บหน่วงั้แ่หัวจรดเท้า ม่านลี่ไม่แปลกใจกับอาการเหล่านี้มากนักเพราะมีสุขภาพไม่ดีเป็ทุนเดิม เพียงแต่ไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุใดตนสวมอาภรณ์สีแดงสดงดงามปักเลื่อมประหนึ่งกำลังจะแต่งกับผู้ใด
ม่านลี่พยายามใช้ฝ่ามือยั้งตัวลุกขึ้นยืนให้มั่นพร้อมปรายตามองดูโดยรอบ พบว่าอยู่ในลานกว้างปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน ป่าไม้ที่เคยรกทึบถูกธารน้ำแข็งเทถมจนแทบไม่เห็นเลือนก้าน จู่ๆ เสียงอีการ้องทักชวนให้นางสังเกตเห็นพุ่มไม้ที่อยู่ห่างไปราวสองฉื่อ มันขยุกขยิกคล้ายมีบางอย่างซุ่มอยู่ด้านหลัง จะคิดไปเป็อื่นไม่ได้นอกจากเสือป่ารอตะครุบเหงื่อ
"คุณหนูเ้าคะ"
แต่แล้วก็ต้องโล่งใจเมื่อน้ำเสียงแ่เบาดังเล็ดลอดออกมาแทนที่จะเป็เสียงขู่คำรามของเ้าเสือป่า
หญิงสาวอายุราวสิบห้าปีโพล่งตัวออกจากพุ่มไม้ แต่งตัวรัดกุมรวบผมตึงคล้ายสาวใช้ในจวนผู้รากมากดี แต่จะเป็ไปได้อย่างไรในเมื่อหรงม่านลี่คนนี้ไม่เคยมีสาวใช้คอยติดตามมานานแรมปีแล้ว ครั้นสาวน้อยตั้งท่าพุ่งตัวมาทางทิศประจิมที่ม่านลี่ยืนอยู่หัวใจดวงเล็กกระตุกไปหนึ่งจังหวะด้วยความใ คุณหนูหรงม่านลี่หลับตาปี๋พยายามทุบศีรษะปลุกตนเองให้ตื่นจากห้วงนิมิต แต่แล้วฝ่ามืออุ่นคู่นั้นก็ทาบหนึบที่ข้อมือนางอย่างไม่ทันได้ระวังตัว
"คุณหนูวรยุทธเก่งกาจยิ่งนัก ไม่คิดเลยว่าจะเหาะเหินเดินอากาศได้ด้วย เช่นนั้นเรารีบไปกันเถอะเ้าค่ะ"
"เดี๋ยวก่อนนะ! เหตุใดข้าต้องหนี" ม่านลี่สับสนมึนงงราวสมองทุกส่วนถูกสับละเอียด
"ก็หนีไปพังงานแต่งงานของคุณชายเมิ่งอย่างไรเล่าเ้าคะ" สาวใช้คนสนิทมีท่าทีรีบร้อน
"ไม่!!! ข้าไม่ไปเด็ดขาด" คนงามปฏิเสธเสียงแข็ง
ม่านลี่หลาบจำไม่กล้าเชื่อคำคนได้อีก ครั้งก่อนนางก็ตายเพราะหูเบามิใช่หรือ ดูพลุอะไรกัน บิดากลับจวนอะไรกัน ล้วนโกหกทั้งยวง! ข้าหรงม่านลี่ไม่รู้จักมักคุ้นกับคนแซ่เมิ่งเป็การส่วนตัว มีเหตุอันใดให้ข้าต้องไปพังงานแต่งเขาเล่า!!
ทุ่มเถียงกับตนเองมาถึงส่วนนี้ จู่ ๆ ม่านลี่รู้สึกปวดชาไปทั้งตัวโดยเฉพาะจุดกึ่งขมับ ความทรงจำเ้าของร่างเดิมแล่นเข้ามาตอบทุกข้อสงสัยที่ม่านลี่กำลังฉงนฉงายในตอนนี้ ภาพแต่ละฉากชัดเจนเสียยิ่งกว่าภาพวาดของยอดจิตรกรแห่งปิ่งโจว
ย้อนไปในอดีตเมื่อหลายปีก่อน เด็กทั้งสองไปมาหาสู่กันประหนึ่งคู่หมั้นคู่หมาย 'ซู่เฟยหราน' ลงรักปักใจอยู่กับ 'เมิ่งจี้หยาง' ยาวนานมาถึงตอนนี้ นางวาดฝันว่างานวิวาห์ของตนเองและเขาจะถูกจัดขึ้นในเร็ววัน ปีแล้วปีเล่าไม่มีลาดเลาว่าจะเกิดขึ้นจริง สำหรับเมิ่งจี้หยางสตรีน่าโง่คนนี้เป็ได้แค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้น คนที่เขาปรารถนาอย่างแท้จริงคือบุตรสาวเพียงคนเดียวของเสนาบดีถูต่างหาก
หัวใจของคุณหนูซู่เฟยหรานแตกสลายราวสายอสุนีบาตฟาดตี ก็ยามได้ยินพระราชบัญชาจากองค์ฮ่องเต้ที่ทรงเขียนราชโองการด้วยลายพระหัตถ์สีชาด ประทานสมรสให้สองสกุลใหญ่ ตัวนางเองต้องแต่งกับต้าซือหยวนเหรินหรือโหรวป๋อเซียน (แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งแว่นแคว้น) ผู้ที่นางไม่เคยคิดแยแสมาก่อน
เื่นี้ต้องมีการเข้าใจอะไรผิดเป็แน่ ซู่เฟยหรานบุกจวนสกุลเมิ่งกลางดึกเพื่อทวงถามสัญญาเก่า ทว่าคำตอบที่นางได้รับเป็เพียงคำหลอกลวง
"ท่านพี่จี้หยางสมรสในราชโองการควรจะเป็ของข้ากับท่านมิใช่หรือ" น้ำตาหยาดกลมไหลพรากบ่งบอกว่าปวดใจเพียงใด
"ข้าก็ทูลขอต่อฝ่าาเช่นนั้น ฉไหนออกมาเป็แบบนี้เสียได้ แต่อาเฟย... เ้าก็รู้ใช่หรือไม่ว่าบัญชา์มิอาจขัดขืน" เ้าสารเลวเมิ่งจี้หยางกล่าวปัดป่ายโยนความผิดให้เบื้องสูงหน้าด้านๆ
"ท่านพี่... แต่ว่าข้ารักท่าน แต่งกับคนแปลกหน้าอย่างโหรวป๋อเซียนให้ข้าตายซะยังจะดีกว่า" เฟยหรานที่ว่าร้ายกาจนัก แต่กับจี้หยางนางกลับอ่อนโยนและพ่ายแพ้ให้เขาทุกทาง
"อาเฟยฟังข้า... หากเ้ารักข้าจริง ครั้งนี้เ้าต้องแต่งกับโหรวป๋อเซียนเพื่อข้า แสร้งเป็ฮูหยินที่รักใคร่เขา เอาใจเขา ล้วงความลับทางราชการมาให้ข้า ถึงวันที่ข้าเมิ่งจี้หยางกวาดล้างสกุลโหรวได้สำเร็จ วันนั้นเ้าจะเป็อิสระและข้าจะแต่งเ้าเข้าจวนเพียงคนเดียว ดีหรือไม่" คำพูดต่ำช้าเกลี้ยกล่อมอีกฝ่ายเป็ตัวเป็ตั้งน่าเชื่อถือ กระทั่งลมพายุแห่งอารมณ์เริ่มสงบลง
น้ำคำของบุรุษชั่วร้ายก็เหมือนผีสาง แต่นางกลับยอมเชื่อฟังอย่างง่ายดาย ช่างเป็สตรีโง่เง่าที่เชื่อมั่นในรักอะไรถึงเพียงนั้น
"เ้าค่ะท่านพี่ อาเฟยเชื่อฟังท่าน"
ในขณะที่ซู่เฟยหรานต้องแต่งกับชายอื่นอย่างมีเป้าหมาย ส่วนเมิ่งจี้หยางคนรักของนางดันต้องแต่งกับถูชิงหลิวบุตรสาวเพียงคนเดียวของเสนาบดีเ้ากรมการคลัง อันที่จริงงานแต่งของเมิ่งจี้หยางกับคุณหนูสกุลถูล้วนถูกกำหนดขึ้นพร้อมกันนี้ เื่อะไรจะปล่อยให้เื่อันน่ายินดีนี้เล็ดลอดไปถึงหูเฟยหรานด้วยล่ะ เช่นนั้นก็จำเป็ต้องปิดบังไว้ก่อน จนกว่าทุกอย่างจะราบรื่นเป็ไปตามแผน ส่วนงานแต่งของเฟยหรานและป๋อเซียนถือเป็ผลพลอยได้
เมิ่งจี้หยางอายุยังน้อยนักเมื่อเทียบกับเหล่าขุนนางในราชสำนัก แต่แล้วอย่างไร! วันนี้เขาเป็ถึงกุนซือที่ฝ่าาทรงวางพระทัยและทรงเชื่อมั่นมากที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่วายมีขุนนางจำพวกแบ่งฝักฝ่ายยกโหรวป๋อเซียนขึ้นมากระทบกระเทียบให้จัญไรหู บ้างก็ว่าต้าซือหยวนเหรินคนนี้เป็ดั่งลูกรักขององค์จักรพรรดิจะเอามาเทียบเคียงกันได้อย่างไร ที่มากไปกว่านั้นมีขุนนางาุโจำนวนไม่น้อยที่เชื่ออย่างนั้นเช่นกัน
ชั่วลัดฝ่ามือที่จมอยู่ในห้วงความทรงจำของเ้าของร่างเก่า จิติญญาของหรงม่านลี่ต้องร่ำส่ายตัวโยนอีกครั้งเมื่อกลีบเท้าอาชาแกร่งบุกห้อมาล้อมกายนางเป็โขยง มันผู้ใดกันช่างทำเื่เอิกเกริกใหญ่โต มหาบุรุษผู้คุมบังเหียนอาชาไนยสีขาวมุกมาพร้อมง้าวกระหายโลหิตคู่กาย ใบหน้าเคร่งขรึมดวงเนตรแดงก่ำประหนึ่งจะมาตามฆ่าผู้ใด แต่ ๆ สถานที่เงียบสงัดโล่งโจ้งแห่งนี้มีแต่นางมิใช่หรือ! คงไม่ใช่ว่าเขามาเพื่อฆ่าหรงม่านลี่รอบสองหรอกนะ
หญิงสาวก้มหน้างุดต่ำไม่กล้าสบตา แต่เห็นโฉมหน้าหน่วยนั้นก็จำได้แม่นยำว่าชายที่กำลังโกรธกริ้วอยู่นี้คือคนที่นางเคยสาปแช่งไว้ก่อนตาย แต่เหตุใดหนนี้ต้องสวมอาภรณ์สีแดงแบบเดียวกันกับนางด้วยเล่า ม่านลี่เลิกชายเสื้อขึ้นสูงเพื่อหยิกเนื้อแขนเรียกสติ แต่แล้วนางต้องนิ่งงันไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นว่าเนื้อหนังมังสาเหล่านี้ขาวละเอียดผุดผาดประดุจดั่งแพรไหม ต่างจากเดิมที่มีสีผิวซีดเหลืองไม่สม่ำเสมอขะมุกขะมอมด่างพร้อยเป็ดวงเพราะเืลมไม่ดีั้แ่เด็ก
"จงหักขานาง!"