วันต่อมา
หนานเฟยหยุนได้พาหนานิและซวีลั่วไปยังเมืองฮุ่ยและไปรับหนานอวี้ที่สถาบันฮวงเทียนเพื่อไปเลี้ยงส่งหนานิที่หอการค้าหมื่นสมุทร
เนื่องจากหอการค้าหมื่นสมุทรได้สร้างหออาหารขึ้นมาเอง และยังเป็อาหารที่มีความแปลกใหม่และรสชาติที่ยอดเยี่ยม ทำให้มีชื่อเสียงอย่างมากสำหรับอาหารเหล่านี้
และด้วยการที่หนานอวี้มีตราสัญลักษณ์ของหอการค้าหมื่นสมุทรทำให้สินค้าทุกอย่างรวมไปถึงอาหารก็มีส่วนลดถึงเจ็ดส่วน
“ ลูกพ่อ หลังจากไปถึงเมืองต้าฉินแล้วเ้าก็ส่งข่าวมาด้วยล่ะ ส่วนเื่ของตระกูลหนานเ้าไม่ต้องเป็ห่วง ที่นี้มีพี่ใหญ่อยู่ แล้วก็ถ้าหากเจอพี่สาวของเ้าก็ดูแลนางดีๆด้วย ” หนานเฟยหยุนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ ใช่แล้วน้องเล็ก ด้วยพร์ของเ้า เชื่อว่าเ้าจะต้องผ่านเข้าร่วมกับสถาบันฉินเยี่ยอย่างแน่นอน ” หนานอวี้กล่าวด้วยความมั่นใจเพราะถ้าหากหนานิไม่ผ่านการทดสอบเช่นนั้นทุกๆคนในอาณาจักรต้าเหยียนก็ไม่ผ่านการทดสอบเหมือนกัน
เมื่ออาหารค่ำแสนอร่อยจบลง ทุกๆคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนที่ห้องพักของหอการค้าหมื่นสมุทร
เช้าวันต่อมา รถม้าของหนานิก็ออกเดินทางไปยังเมืองต้าฉิน
ส่วนทางด้านของเหรินจ้าวและไห่เฉียน หนานิให้ทั้งสองเฝ้าอยู่ที่ตระกูลหนานเพื่อปกป้องตระกูลหนาน
เวลานี้เหรินจ้าวและไห่เฉียนต่างก็มีความแข็งแกร่งในระดับจักรพรรดิยุทธ์แล้ว ด้วยความแข็งแกร่งของทั้งสอง เกรงว่าคงไม่มีใครกล้าสร้างปัญหาให้กับตระกูลหนาน
นอกจากนี้ยังมีคนของศาลาชุนิที่แอบซ่อนตัวอยู่ที่หมู่บ้านหยุนฉางด้วยเช่นกัน ทำให้หนานิกล้าที่จะเดินทางไปยังเมืองต้าฉิน
ระหว่างการเดินทาง คนของศาลาชุนิจำนวนห้าคนก็ได้ลอบติดตามมาอย่างลับๆ โดยความแข็งแกร่งของพวกเขาอยู่ในระดับจักรพรรดิยุทธ์ทั้งหมด
การเดินทางเต็มไปด้วยความน่าเบื่อ แต่ถึงอย่างนั้นหนานิก็รู้สึกผ่อนคลายอย่างมาก เพราะเขาได้ชมวิวธรรมชาติระหว่างทาง
ถ้าหากเบื่อหนานิก็จะพูดคุยกับหนานหย่าจี เพื่อให้หนานหย่าจีเล่าเื่ราวในอดีตให้เขาฟัง โดยเฉพาะเื่น่าอายของบิดาของเขาที่ทำให้หนานิถึงกับหัวเราะไม่หยุด
สิบกว่าวันต่อมา
เวลานี้หนานิได้เดินทางเกินกว่าครึ่งทางแล้ว และอีกแค่ไม่กี่ชั่วยามพวกเขาก็มาถึงเมืองจ้าวจิง ซึ่งเป็เมืองสุดท้ายที่จะไปยังเมืองต้าฉิน
ในขณะที่หนานิกำลังนั่งฝึกยุทธ์อยู่ในรถม้า จู่ๆก็เสียงหนึ่งดังขึ้นที่หูของเขาอย่างแ่เบา ซึ่งผู้ที่ส่งเสียงมาก็คือหนึ่งในผู้คุ้มกันของศาลาชุนิที่ติดตามหนานิมานั่นเอง
“ นายท่านห่างออกไปประมาณยี่สิบลี้มีการต่อสู้เกิดขึ้น พวกเราตรวจสอบแล้วพบว่าเป็คนของตระกูลเจี๋ยและอสูรหมีสีชาดซึ่งเป็สัตว์อสูรระดับสี่ ที่สำคัญคืออสูรหมีสีชาดตัวนี้เกือบจะเข้าสู่อสูรระดับห้าแล้ว สถานการณ์ตอนนี้ตระกูลเจี๋ยได้สูญเสียอย่างหนักขอรับ ”
สัตว์อสูรระดับสี่ ถ้าหากให้เท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ก็คือระดับปรมาจารย์ยุทธ์
สัตว์อสูรระดับห้า เทียบเท่ากับผู้ฝึกยุทธ์ระดับบรรพจารย์ยุทธ์
ส่วนทางด้านของตระกูลเจี๋ย พวกเขาเป็ตระกูลใหญ่ของเมืองจ้าวจิง ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลเจี๋ยเป็ถึงบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์และมีมากถึงสามคน ทำให้พวกเขาคือตระกูลที่ทรงพลังตระกูลหนึ่ง
หนานิพยักหน้ารับก่อนที่จะบอกให้รถม้าเร่งเดินทางทันที
ไม่ถึงครึ่งเค่อ รถม้าของหนานิก็ค่อยๆหยุดลงก่อนที่จู้ป๋ายจะรีบเข้ามาบอกว่า “ นายน้อยด้านหน้ามีการต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกยุทธ์และสัตว์อสูรระดับสี่เกิดขึ้น นายน้อยจะช่วยพวกเขาหรือไม่? ”
อสูรหมีสีชาดเป็สัตว์อสูรระดับสี่ ความแข็งแกร่งของอสูรนั้นเหนือกว่ามนุษย์มาก ถ้าหากอยู่ในระดับเดียวกันมนุษย์จะต้องใช้คนอย่างน้อยสามถึงห้าคนในการจัดการกับสัตว์อสูรในระดับเดียวกัน
หนานิเปิดผ้าม่านออกมาและเห็นว่าห่างออกไปประมาณห้าสิบจั้งมีรถม้าถูกทำลายและผู้ฝึกยุทธ์กลุ่มหนึ่งกำลังต่อสู้กับสัตว์อสูรหมีสีชาดที่ตัวใหญ่กว่าสองจั้งเศษ
“ ิเอ๋อร์เ้าจะให้ข้าไปจัดการหรือว่าเ้าจะจัดการด้วยตัวเอง? ” หนานหย่าจีกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ เพราะสำหรับนางแล้วสัตว์อสูรระดับนี้เพียงแค่การโจมตีเดียวก็สามารถสังหารมันได้ง่ายๆแล้ว
“ ข้าเป็คนจัดการเองดีกว่าเพราะข้าก็อยากจะยืดเส้นสักหน่อยหลังจากที่นั่งรถม้ามาเป็เวลานาน ” หนานิกล่าวพร้อมกับเดินลงมาจากรถม้า
“ เช่นนั้นก็แล้วแต่เ้าเลยแล้วกัน ” หนานหย่าจีกล่าวด้วยรอยยิ้ม เพราะสำหรับนางแล้วหนานิแข็งแกร่งยิ่งกว่านางเสียอีก เพราะฉะนั้นนางจึงไม่ได้เป็ห่วงความปลอดภัยของหนานิมากนัก
“ นายน้อยสามท่านให้ข้าเป็คนไปจัดการเองไหมขอรับ ” จู้ป๋ายถามขึ้น เพราะสำหรับเขาสัตว์อสูรระดับสี่ที่เกือบจะทะลวงเข้าสู่ระดับห้านั้นอาจจะตรึงมือไปบ้างแต่ก็ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน
นายน้อยสามถือว่าเป็บุคคลสำคัญของตระกูลหนาน เขาที่เป็บ่าวรับใช้ย่อมต้องทำทุกอย่างให้นายน้อยปลอดภัยที่สุด อย่างการจัดการกับสัตว์อสูรด้านหน้านี้ก็คือหนึ่งในสิ่งที่เขาต้องกำจัดให้นายน้อย
อีกอย่างนายน้อยสามถือว่าเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูล พวกเขาคิดว่าการได้ติดตามนายน้อยสามถือว่าเป็เกาะต้นไม้ใหญ่ที่แท้จริง ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นกับนายน้อยสามพวกเขาทั้งสองคนคงไม่มีหน้ากลับไปที่ตระกูลหนานอย่างแน่นอน
แม้ว่านายน้อยจะแข็งแกร่งกว่าจู้ป๋ายหรือต้านชิงที่เป็บ่าวรับใช้ แต่ทั้งสองก็ต้องคอยดูแลนายน้อยสามอย่างใกล้ชิด
หนานิยิ้มและกล่าวอย่างมั่นใจว่า “ พวกเ้าไม่ต้องเป็ห่วงหรอก เ้าคิดว่าเ้าหมีนั้นจะทำอะไรข้าได้งั้นหรือ? ”
ผู้ฝึกยุทธ์ที่กำลังต่อสู้กับอสูรหมีสีชาดมีอยู่ทั้งหมดห้าคนเป็ปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์หนึ่งคน ปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นสูงอีกหนึ่งคน ส่วนที่เหลือเป็ระดับอาจารย์ยุทธ์ นอกจากพวกเขาแล้วยังมีศพของผู้คุ้มกันอีกหลายคน
เมื่อผู้ฝึกยุทธ์เ่าั้เห็นรถม้าของหนานิ หัวหน้ากลุ่มก็รีบส่งคนไปขอความช่วยเหลือทันที
“ สหายท่านช่วยพวกเรากำจัดสัตว์อสูรระดับสี่ด้วย ” ผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งะโด้วยความเร่งรีบ
แต่เมื่อพวกเขาเห็นว่าคนที่เดินมาเป็เพียงแค่ชายหนุ่มคนหนึ่ง ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดก็ขมวดคิ้วทันที
“ น้องชายเ้ารีบหนีไปซะ ที่นี้อันตรายเป็อย่างมาก! ” เจี๋ยฮุ้ยที่เป็ยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ของตระกูลเจี๋ยะโด้วยความจริงจัง
หนานิยิ้มและไม่ได้สนใจเสียงะโของเจี๋ยฮุ้ยก่อนที่จะพุ่งใส่อสูรหมีสีชาดอย่างรวดเร็ว
หนานิหยิบเอายันต์สีเหลืองที่มีตัวอักษรเขียนเอาไว้ว่าบรรพจารย์ยุทธ์ออกมาและกล่าวขึ้นว่า “ จงสำแดงฤทธิ์ ”
จากนั้นยันต์สีเหลืองก็เปลื่ยนเป็ดาบขนาดใหญ่และพุ่งใส่หมีสีชาดอย่างรวดเร็ว
ดาบขนาดใหญ่พุ่งใส่ร่างของหมีสีชาดจนแทงทะลุลำตัวของมันก่อนที่จะะเิจนทำให้พื้นดินสั่นะเื
หนานิพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เพราะยันต์เมื่อครู่เป็ยันต์โจมตีที่เขาให้ฟางเจวี๋ยสร้างขึ้น โดยยันต์โจมตีเหล่านี้มีพลังยุทธ์ของระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์อยู่ ต่อให้เป็สัตว์อสูรระดับห้าก็ตายคาที่
สาเหตุที่หนานิ้าจัดการกับสัตว์อสูรหมีสีชาดก็เพราะเขา้าที่จะทดสอบยันต์โจมตีที่ฟางเจวี๋ยสร้างขึ้นมา
แน่นอนว่าหนานิยังมียันต์โจมตีระดับสูงอยู่อีกเป็จำนวนมาก ซึ่งยันต์นั้นมีทั้งระดับราชันยุทธ์ จักรพรรดิยุทธ์หรือแม้กระทั้งเหนือยุทธ์ก็ยังมี
ฉากที่ดาบแทงทะลุร่างของหมีสีชาดก่อนที่จะะเิจนร่างของมันกลายเป็เศษเนื้อทำให้เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ของตระกูลเจี๋ยถึงกับขนลุกซู่
สำหรับจู้ป๋าย ต้านชิงและหนานหย่าจี ทั้งสามไม่ได้แปลกใจมากนักเพราะพวกเขารู้ดีว่าหนานิมีสมบัติระดับสูงมากมายและยันต์โจมตีก็คือหนึ่งในนั้น
หนานิปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าเล็กน้อยก่อนที่จะถามขึ้นว่า “ พวกท่านเป็อะไรหรือไม่? ”
ผู้ฝึกยุทธ์ตระกูลเจี๋ยมองหน้ากันก่อนที่จะส่ายหน้าและกล่าวว่า “ ต้องขอบคุณสหายน้อยมากที่ช่วยเหลือ ถ้าหากไม่ได้สหายน้อยช่วยข้าเกรงว่าพวกเราคงได้รับาเ็มากกว่านี้เป็แน่ ข้ามีนามว่าเจี๋ยฮุ้ย เป็ผู้าุโของตระกูลเจี๋ย ”
หนานิพยักหน้าก่อนที่กวาดสายตามองดูที่ต่อสู้และพบกรงเหล็กถูกทำลายจึงถามขึ้นว่า “ พวกท่านนำหมีสีชาดไปไหนงั้นหรือ? ”
“ พวกเรากำลังนำหมีสีชาดไปยังลานประลองร้อยอสูร ซึ่งเป็ลานประลองที่มีผู้ฝึกยุทธ์และสัตว์อสูรต่อสู้กัน เพียงแต่ระหว่างขนส่งเกิดเหตุไม่คาดคิด หมีสีชาดหลุดออกมาจากกรงก่อนที่จะทำร้ายพวกเรา ” เจี๋ยฮุ้ยกล่าวพร้อมกับถอนหายใจและส่ายหน้าเล็กน้อย
เนื่องจากพวกเขาใช้ยาสลบในการทำให้หมีสีชาดตัวนั้นนอนหลับ แต่ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆอสูรหมีสีชาดตัวนี้จึงตื่นขึ้นมากระทันหัน และมันได้ทำลายกรงเหล็กก่อนที่จะเกิดการปะทะกันอย่างที่เห็น
หนานิจำได้ว่าที่เมืองจ้าวเจียงมีลานประลองร้อยอสูร เป็การประลองที่สร้างความบันเทิงอันดับหนึ่งของเมือง เพราะสถานที่แห่งนั้นให้ผู้ฝึกยุทธ์ได้ต่อสู้กันเองหรือแม้แต่สู้กับสัตว์อสูร
“ จริงสิสหายน้อย นี้คือป้ายของตระกูลเจี๋ยถ้าหากสหายน้อยเกิดปัญหาขึ้นในเมืองจ้าวเจียง พวกเราตระกูลเจี๋ยจะช่วยเหลือเ้าอย่างเต็มที่ ถ้าหากสหายน้อย้าพักอยู่ที่เมืองจ้าวจิง สหายน้อยก็สามารถพักที่โรงเตี๊ยมหลุนเจี๋ยพร้อมกับส่วนลดถึงห้าส่วนเลย ” เจี๋ยฮุ้ยกล่าวขึ้นพร้อมกับหยิบตราสัญลักษณ์ของตัวเองให้กับหนานิ
“ ขอบคุณมาก ข้ามีนามว่าหนานิและกำลังจะไปยังเมืองต้าฉินเพื่อทดสอบเข้าร่วมสถาบันฉินเยี่ย ถ้าหากไม่มีอะไรแล้วข้าต้องขอตัวก่อน ” หนานิกล่าวพร้อมกับเก็บตราสัญลักษณ์ของตระกูลเจี๋ยไว้
“ โอ้ ขอให้สหายน้อยผ่านการทดสอบเข้าร่วมสถาบันฉินเยี่ย ” เจี๋ยฮุ้ยกล่าวพร้อมกับอวยพรให้กับหนานิ
จากนั้นรถม้าของหนานิก็เดินทางไปยังเมืองจ้าวเจียง
หลังจากที่มาถึงเมืองจ้าวเจียงแล้วรถม้าของหนานิก็ตรงไปยังหอการค้าหมื่นสมุทรทันที
เนื่องจากตอนนี้ทุกๆเมืองในแคว้นฉินโจวจะมีสาขาของหอการค้าหมื่นสมุทรตั้งอยู่ โดยผู้ดูแลหอการค้าหมื่นสมุทรทั้งหมดคือคนที่หนานิอัญเชิญมาหรือไม่ก็เป็คนกลุ่มแรกทั้งแปดสิบกว่าคนที่ไป๋จวินและซูเล่ยเป็คนฝึกฝนมาด้วยตัวเอง
ซึ่งผู้ฝึกยุทธ์กลุ่มแรกนั้นนับถือและเคารพหนานิราวกับบรรพบุรุษของตัวเอง เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงได้รับหน้าที่ในการดูแลกิจการของหอการค้าหมื่นสมุทรและบางครั้งก็รับหน้าที่สืบข่าวให้กับศาลาชุนิด้วยเช่นกัน
เมื่อมาถึง หนานิก็เดินตรงไปหาพนักงานของหอการค้าหมื่นสมุทรก่อนที่เขาจะหยิบเอาเหรียญตราของหอการค้าหมื่นสมุทรออกมา
พนักงานมองหนาหนมิงครู่หนึ่งก่อนที่จะใช้หยิบเอาเหรียญตราของตัวเองออกมาและนำไปวางไว้บนตราสัญลักษณ์ของหนานิ
ทันใดนั้นตราสัญลักษณ์หอการค้าในมือของหนานิก็เปร่งแสงสีทองม่วงออกมา
เมื่อเห็นว่าตราสัญลักษณ์ของหอการค้าหมื่นสมุทรเป็สีทองม่วง ดวงตาของพนักงานก็เบิกกว้างด้วยความใและรีบโค้งคำนับให้กับหนานิด้วยความสุภาพทันที
เนื่องจากสีของตราสัญลักษณ์มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสีทองม่วงซึ่งเป็ระดับสูงที่สุดในบรรดาตราสัญลักษณ์ทั้งหมด
“ เชิญคุณชายขึ้นชั้นบนก่อน ข้าน้อยจะนำทางให้ ” พนักงานกล่าวด้วยความเคารพ
“ รบกวนแล้ว ” หนานิกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เมื่อครู่คือการทดสอบตราสัญลักษณ์ของหอการค้าหมื่นสมุทรว่าใช้ของจริงหรือไม่ เพราะตราสัญลักษณ์ของหอการค้าหมื่นสมุทรมีการยืนยันตัวตน ถ้าหากเป็คนที่ไม่ใช่เ้าของตราสัญลักษณ์หอการค้าหมื่นสมุทรจะไม่เกิดแสงใดๆ
หลังจากที่หนานิเข้าไปยังห้องรับแขกได้ไม่นานก็มีชายวัยกลางคนเดินเข้ามาก่อนที่จะโค้งคำนับให้กับหนานิ
ผู้ที่เข้ามาก็คือผู้ดูแลหอการค้าหมื่นสมุทรมีนามว่าเว่ยหลุน เขาเป็หนึ่งในผู้ติดตามที่หนานิอัญเชิญออกมา และยังมีความแข็งแกร่งระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์
“ นายท่าน ” เว่ยหลุนกล่าวทักทายด้วยความเคารพ
“ ข้า้าที่พักสักสองสามวัน ” หนานิกล่าวพร้อมกับเปิดถ้วยชาเพื่อดื่มชา
“ ไม่มีปัญหาขอรับ นายท่านสามารถพักที่ชั้นที่ห้าของหอการค้าหมื่นสมุทรได้เลย นอกจากนี้ถ้าหากนายท่าน้าสิ่งใดก็สามารถแจ้งข้าน้อยได้ตลอดเวลา ” เว่ยหลุนกล่าวขึ้น
หลังจากนั้นหนานิก็ถามเกี่ยวกับลานประลองร้อยอสูร
“ ลานประลองร้อยอสูรเป็ลานประลองที่ถูกสร้างขึ้นโดยสามตระกูลใหญ่ของเมืองจ้าวจิง โดยสามตระกูลใหญ่ที่ว่าตระกูลเจี๋ย ตระกูลกง ตระกูลลั่ว ซึ่งที่ลานประลองจะมีทั้งการประลองระหว่างผู้ฝึกยุทธ์ด้วยกันหรือผู้ฝึกยุทธ์กับสัตว์อสูร ” เว่ยหลุนอธิบาย
หนานิกุมคางพร้อมกับกล่าวขึ้นว่า “ น่าสนใจ ไว้ข้าจะลองไปดู ”
เนื่องจากหนานิพักที่เมืองจ้าวจิงสามวัน เขาจึงยังพอมีเวลาไปเยี่ยมชมลานประลองร้อยอสูร