บทที่ 7
ความเ็ปที่เคยัั
ในป่าท้ายหมู่บ้านยามนี้มีเงาดำสี่สายกำลังพุ่งตัวตามเงาดำสายหนึ่งอยู่...
ไห่เฟิงหลังจากพาจินเฟยเทียนกับหยางิเซียนหลบหนีออกมาจากเรือนของหยงหม่าได้เขาก็รีบพาคนทั้งคู่เข้าไปในป่าท้ายหมู่บ้าน โดยใช้วิชาตัวเบาสลับกับการเดินลัดเลาะไปตามต้นไม้เพื่ออาศัยความมืดในการพรางตัว เนื่องจากไห่เฟิงได้สูญเสียลมปราณไปกับการต่อสู้ที่เพิ่งผ่านมาไม่น้อยจึงทำให้เขาในยามนี้ต้องใช้พลังกายและพยายามดึงเอาลมปราณส่วนที่ยังเหลือออกมาใช้ เพื่อพาผู้เป็นายหลบหนีจากกลุ่มนักฆ่าให้เร็วที่สุด
ไห่เฟิงที่รับรู้ว่ายามนี้มีกลุ่มคนกำลังไล่ตามพวกเขาอยู่เขาจึงกระซิบบอกผู้เป็นายในอ้อมแขนของตัวเองเบาๆ
“คุณชายใหญ่ขอรับ ตอนนี้พวกเรากำลังถูกติดตามจากพวกนักฆ่าคุณชายใหญ่สงบลงก่อนนะขอรับ”
จินเฟยเทียนเมื่อได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้ารับแล้วพยายามสงบใจของตัวเองลง จากนั้นเขาก็พยายามกลั้นสะอื้นเพื่อไม่ให้มีเสียงหลุดลอดออกมาได้
ไห่เฟิงเห็นผู้เป็นายพยายามกลั้นสะอื้นจนร่างเล็กในอ้อมแขนเริ่มสั่นเทาก็ทำให้เขารู้สึกสงสารผู้เป็นายจนจับใจ
‘คุณชายใหญ่อายุก็เพียงเท่านี้ เหตุใดถึงต้องมาเจอเหตุการณ์ที่หนักหนาขนาดนี้ด้วย’
ไห่เฟิงเพิ่มความเร็วในการหลบหนีเพื่อจะได้ทิ้งห่างจากพวกนักฆ่า ยามนี้เขาพยายามสอดส่ายสายตาเพื่อมองหาที่ปลอดภัย...พอจะให้ผู้เป็นายและเด็กอีกคนสามารถเข้าไปหลบซ่อนตัวได้
ไห่เฟิงมองเห็นพุ่มไม้ที่มีขนาดใหญ่ข้างต้นไม้ต้นหนึ่งขนาดของพุ่มไม้น่าจะพอให้เด็กสองคนเข้าไปหลบซ่อนตัวได้ เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงรีบพุ่งเข้าไปในพุ่มไม้พุ่มนั้นทันทีจากนั้นเขาก็ค่อยๆ วางผู้เป็นายกับเด็กอีกคนลงอย่างเบามือ
“คุณชายใหญ่ขอรับ หากเดินจากจุดนี้ไปทางทิศตะวันออกคุณชายใหญ่จะเจอกับแม่น้ำสายหนึ่ง ถ้าเจอแม่น้ำสายนั้นแล้วให้คุณชายใหญ่เดินตามกระแสน้ำไปเรื่อยๆ แล้วคุณชายใหญ่ก็จะเจอกับอารามของเมืองนี้ จากนั้นคุณชายใหญ่สามารถเข้าไปขอความช่วยเหลือจากพระในอารามแห่งนั้นได้ขอรับ” ไห่เฟิงมองผู้เป็นายที่ตั้งใจฟังในสิ่งที่ตนบอกด้วยใบหน้าที่แดงก่ำน้ำตาไหลลงมาคลอหน่วยปากเม้มแน่นด้วยพยายามที่จะกลั้นเสียงสะอื้นของตัวเองเอาไว้...ยิ่งเห็นเขาก็ยิ่งปวดใจยิ่งนัก
หากเลือกได้เขาคงไม่คิดจะทิ้งผู้เป็นายไว้แบบนี้เป็แน่แต่หากพวกเขายังเลือกที่จะเดินทางหลบหนีแบบเดิม ฝั่งตรงข้ามคงตามพวกเขามาทันเป็แน่เพราะตอนนี้ตัวเขาได้ใช้แรงกายและดึงลมปราณของตัวเองออกมาใช้จนถึงขีดสุดแล้ว
“คุณชายใหญ่ขอรับ... ข้าคงมาส่งคุณชายใหญ่ได้เพียงเท่านี้หลังจากนี้หากเกิดอะไรขึ้น คุณชายใหญ่ห้ามออกไปจากตรงนี้โดยเด็ดขาดนะขอรับรอให้ทุกอย่างสงบลงก่อนแล้วค่อยเดินทางต่อนะขอรับ ข้าขอลาคุณชายใหญ่ตรงนี้เลยขอรับ” ไห่เฟิงพูดจบก็ลุกขึ้นยืนก้มหัวคำนับให้กับจินเฟยเทียนหนึ่งครั้ง แล้วสะบัดตัวจากไปทันที
จินเฟยเทียนได้ยินดังนั้นจึงเอื้อมมือออกไปหวังจะคว้ามืออีกฝ่ายเอาไว้ แต่ก็คว้าได้เพียงอากาศเท่านั้น
“อาไห่! อย่าไป! กลับมา...”
ไห่เฟิงรีบใช้วิชาตัวเบาพุ่งกลับไปยังทางเดิมเพื่อดักรอฝ่ายตรงข้ามที่กำลังไล่ตามรอยของพวกเขาอยู่และเมื่อเขาััได้ถึงอีกฝ่าย เขาก็รีบพุ่งตัวออกไปเพื่อล่อให้อีกฝ่ายได้ติดตามตัวเขาออกไปด้วย...ให้พวกมันออกห่างจากบริเวณที่ผู้เป็นายซ่อนตัวอยู่...
ไห่เฟิงเมื่อล่อให้พวกนักฆ่าไล่ตามตัวเองจนห่างออกมาไกลพอสมควรแล้วเขาจึงลดความเร็วของตัวเองลง จากนั้นเขาจึงดึงดาบของตัวเองออกมารอ... ยามนี้เขาพร้อมแล้วที่จะสู้เพื่อปกป้องผู้เป็นายของเขาเป็ครั้งสุดท้าย ตัวเขาแม้ต้องตายก็ไม่คิดเสียดาย...เขาขอเพียงให้ผู้เป็นายปลอดภัยก็เพียงพอแล้ว
หลังจากไห่เฟิงพุ่งตัวออกไปไม่ถึงหนึ่งเค่อจินเฟยเทียนก็ได้ยินเสียงต่อสู้ที่ดังมาจากในป่าฝั่งตรงข้ามจากบริเวณที่พวกเขากำลังซ่อนตัวอยู่น้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ก็ไหลออกมาอีกครั้ง ยามนี้เขาได้แต่ภาวนาให้ไห่เฟิงปลอดภัยเท่านั้น
จากนั้นไม่นานจินเฟยเทียนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าซึ่งดังห่างจากที่พวกเขาหลบซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลนักเขาจึงรีบเอื้อมมือไปดึงหยางิเซียนเข้ามากอดไว้แล้วใช้มือข้างหนึ่งปิดปากของเด็กชายแล้วใช้มืออีกข้างที่เหลือปิดปากของตนเอง
สวบสวบ สวบ!
เสียงฝีเท้าดังเข้ามาใกล้พวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ จินเฟยเทียนพยายามมองผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้เพื่อหาต้นตอของเสียง แล้วเขาก็ได้เห็นชายหนุ่มสองคนที่สวมชุดคล้ายกับพวกนักฆ่าที่เข้ามาทำร้ายพวกเขา
จินเฟยเทียนก้มมองหยางิเซียนแล้วรีบตัดสินใจในสถานการณ์ตรงหน้าทันที
“เด็กน้อย ฟังข้านะ...เ้าจำที่อาไห่บอกก่อนออกไป ได้หรือไม่?” จินเฟยเทียนกระซิบถามเด็กชายในอ้อมแขน แล้วเมื่อเขาเห็นเด็กชายพยักหน้ารับเขาจึงรีบเอ่ยชม...
“เก่งมาก เด็กดี”
“เดี๋ยวข้าจะวิ่งออกไปล่อสองคนนั้นให้ไปอีกทางหนึ่งเมื่อเ้าเห็นสองคนนั้นวิ่งตามข้าจนห่างออกไปแล้ว เ้าค่อยออกจากที่ซ่อนนี้แล้วไปตามทางที่อาไห่บอกไว้นะ” จินเฟยเทียนแม้ปากจะเอ่ยพูดกับหยางิเซียนแต่สายตาของเขาก็ยังคงจับจ้องอยู่กับสองนักฆ่าสองคนนั้น
หยางิเซียนเมื่อได้ฟังที่เด็กชายตรงหน้าพูดเขาก็รีบเอื้อมมือไปกอดอีกฝ่ายเอาไว้ แล้วส่ายหน้าเบาๆ ในอ้อมกอดของอีกฝ่ายทันที
“ไม่ขอรับ! หากจะไปก็ต้องไปด้วยกัน”
จินเฟยเทียนจากที่จะเตรียมตัวทำตามสิ่งที่ตัวเองตั้งใจไว้ก็ต้องหันกลับลงมามองหยางิเซียนที่ยามนี้อีกฝ่ายเอื้อมมือมากอดตัวเขาเอาไว้จนแน่น
“เด็กน้อย เ้า...”
“เ้าไม่กลัวตายหรือ...คนพวกนั้นหวังเอาชีวิตข้าไม่ใช่ชีวิตเ้าข้าไม่้าจะให้ใครต้องมาตายเพื่อข้าอีกแล้ว” จินเฟยเทียนพูดทั้งน้ำตาและพยายามแกะมือของเด็กชายที่กำลังกอดเขาอยู่ออก
หยางิเซียนพยายามกระชับอ้อมกอดของตัวเองให้แน่นขึ้นกว่าเดิมเพราะเขาไม่คิดจะปล่อยมือจากคนผู้นี้ เขารู้ว่าหากทำแบบนี้...เขาอาจจะต้องตายไปพร้อมกับคนตรงหน้าแต่จะให้เขาทิ้งอีกฝ่ายไปเพื่อหนีเอาตัวรอดเขาก็ทำแบบนั้นไม่ได้คนผู้นี้เข้ามาปกป้องเขาจากอันตราย คอยดูแล คอยเอาใจใส่เขาแบบที่ตัวเขาไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน และยามนี้คนตรงหน้าก็ยังพร้อมที่จะสละชีวิตของตนเองเพื่อแลกกับชีวิตของเด็กที่ไม่มีใคร้าแบบเขาอีก
จินเฟยเทียนเมื่อโดนหยางิเซียนกอดแน่นขึ้นทั้ง ๆ ที่เขา้าให้อีกฝ่ายปล่อยมือ ยามนี้เขาก็ไม่รู้แล้วว่าจะทำอย่างไรกับสถานการณ์ตรงหน้านี้ดี...
อีกไม่ถึงเจ็ดก้าวนักฆ่าก็จะมาถึงจุดที่พวกเขาซ่อนตัวอยู่จินเฟยเทียนกับหยางิเซียนจึงกอดกันแน่นขึ้นกว่าเดิม ยามนี้พวกเขาพร้อมแล้วกับสิ่งที่พวกเขาเลือกที่จะเผชิญ
“พี่ใหญ่ ข้าเจอคนที่หลบหนีออกไปทางหน้าต่างแล้วมันกำลังจะหนีเข้าไปในหมู่บ้าน ให้ข้าลองเดาดูนะ มันคงจะไปหาคนมาช่วยนายมันเป็แน่” สองนักฆ่าที่แยกตัวออกไปตามเงาสายหนึ่งที่หลบหนี ยามนี้กลับมาพร้อมกับร่างที่อาบไปด้วยเืของไห่เฟิง
จินเฟยเทียนกับหยางิเซียนรอดจากสถานการณ์ที่เป็อันตรายมาได้อย่างหวุดหวิดเมื่อมีสองนักฆ่าพุ่งตัวเข้ามาเรียกนักฆ่าอีกสองคนที่กำลังจะเดินเข้ามาเจอพวกเขาในพุ่มไม้
แต่เมื่อจินเฟยเทียนเห็นร่างไร้ิญญาของไห่เฟิงถูกโยนลงบนพื้น เขาก็แทบจะพุ่งตัวออกไปจากที่ซ่อนแต่ดีที่หยางิเซียนกำลังกอดอีกฝ่ายเอาไว้อยู่ เขาจึงดึงรั้งจินเฟยเทียนเอาไว้ได้ทัน
“เจอผู้อื่นอีกหรือไม่?”
“ไม่มีแล้ว ข้าเห็นเพียงเงาสายเดียวที่พุ่งตัวออกมาจากหน้าต่างบานนั้นอีกอย่างตอนข้าเข้าไปดูในห้องนั้น ข้าก็เห็นสร้อยคอเส้นนี้ตกอยู่ข้างเด็กหนุ่มที่นอนตายในห้องนั้นด้วย” นักฆ่าคนนั้นพูดจบก็ยื่นสร้อยหยกไปให้นักฆ่าคนที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่ดู
จินเฟยเทียนเมื่อได้ยินสิ่งนักฆ่าพูดกันเขาจึงคลำไปที่คอของตนเอง ก็รู้ทันทีว่าสร้อยที่พวกนั้นกำลังดูอยู่คือสร้อยคอของเขา
“อืม...งั้นแปลว่างานที่เรารับมาก็เสร็จแล้วสินะ”
“พี่ใหญ่ งั้นเราเอาสร้อยนี้ไปรับเงินส่วนที่เหลือกันเลยดีหรือไม่?”
“ได้! แต่เอาศพเ้านี่กลับไปด้วยแล้วนำไปโยนเข้ากองไฟมันจะได้โดนเผาไปพร้อมกับนายของมัน ถือเสียว่าเอาบุญเผื่อมันจะอยากตามไปรับใช้นายของมันต่อในเมืองผี”นักฆ่าคนที่ถูกเรียกว่าพี่ใหญ่กล่าวจบก็แสยะยิ้มออกมาอย่างน่ารังเกียจก่อนจะสะบัดชายเสื้อ แล้วพุ่งตัวนำอีกสามคนออกไปทันที
นักฆ่าทั้งหมดจากไปแล้วพร้อมกับสร้อยหยกและร่างที่ไร้ิญญาของไห่เฟิง
จินเฟยเทียนมองตามกลุ่มนักฆ่าที่พุ่งตัวกลับไปยังเรือนของหยงหม่าแล้วเขาก็เห็นเปลวไฟและกลุ่มควันที่กำลังพวยพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าจากบริเวณนั้น...
จินเฟยเทียนรู้สึกว่าตัวเขายามนี้ช่างไร้ค่าสิ้นดีเขาไม่อาจช่วยเหลือใครได้เลย แถมยังต้องให้คนอื่นมาตายเพื่อช่วยคนไร้ค่าอย่างเขาอีก
จินเฟยเทียนทรุดตัวลง..แล้วปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาอย่างสุดฝืนแล้วปล่อยเสียงสะอื้นออกมาอย่างสุดกลั้น ยามนี้เขารู้สึกเ็ปจนแทบไม่อยากจะหายใจแล้ว
แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกคุ้นเคยกับความเจ็บแบบนี้จัง...ใช่! มันเป็ความเจ็บที่เคยััมาแล้วครั้งหนึ่งจากการที่จินเฟยเทียนต้องสูญเสียคนในครอบครัวไปพร้อมกันถึงสามคนก่อนที่ตัวเขาจะทะลุมิติมาอยู่ที่นี่
‘ทุกอย่าง...ทำไมถึงได้กลายเป็แบบนี้’
‘แล้วทำไม... ถึงไม่เป็ไปตามที่เขาเคยเขียนเอาไว้’
‘หรือเป็เพราะตัวเขา...ที่ทะลุมิติเข้ามาทุกอย่างที่นี่ถึงได้เปลี่ยนไป’
จินเฟยเทียนปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความเศร้าที่ถาโถมเข้ามาใส่เขาแบบไม่รู้จบ
“ทำไม... ทำไมทุกอย่างถึงต้องกลายเป็แบบนี้ด้วย ฮือ ฮือ....”
“ทำไม! ฮือออ”
จินเฟยเทียนร้องไห้สะอื้นจนตัวสั่นเทา...จากนั้นทุกอย่างตรงหน้าก็ดับวูบไปจากสายตา
หยางิเซียนที่กอดเด็กชายตรงหน้าไว้รับรู้ถึงความเสียใจที่อีกฝ่ายกำลังเผชิญ เขาไม่รู้ว่ายามนี้เขาจะต้องช่วยอีกฝ่ายอย่างไรเขาจึงทำแค่เพียงกอดปลอบเด็กชายเอาไว้เท่านั้น จนเขารู้สึกได้ถึงน้ำหนักตัวของอีกฝ่ายที่ทิ้งลงมายังบ่าของเขา...
หยางิเซียนค่อยๆประคองให้เด็กชายลงไปนอนพิงตัวกับต้นไม้หลังพุ่มไม้ที่พวกเขาใช้ซ่อนตัวอยู่ จากนั้นเขาก็ก้มลงไปฟังเสียงหัวใจของเด็กชายแล้วเมื่อเขาได้ยินเสียงหัวใจของอีกฝ่ายยังเต้นอยู่...เขาก็รู้สึกโล่งใจ เด็กชายคนนี้คงจะแค่ร้องไห้จนสลบไปเท่านั้น
หยางิเซียนที่รู้สึกสงสารเด็กชายตรงหน้าเขาค่อยๆ ก้มลงไปซับน้ำตาของอีกฝ่ายที่ยังคงไหลออกมาจากทางหางตาอย่างเบามือ แม้ว่าเขาจะเคยผ่านเื่ราวเลวร้ายต่างๆมา แต่พอมาได้ยิน ได้เห็น เื่ราวที่เกิดขึ้นกับเด็กชายตรงหน้าแล้วถือว่าอีกฝ่ายเจอหนักกว่าเขาเป็หลายเท่าตัว
บรรยากาศภายในป่ายิ่งดึกก็ยิ่งหนาวหยางิเซียนอยากจะลุกขึ้นไปก่อกองไฟเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับตนเองและเด็กชายที่ยังไม่ได้สติแต่เขาก็กลัวหากมีนักฆ่าย้อนกลับเข้ามาในป่า แล้วสังเกตเห็นแสงไฟจากกองไฟที่เขาจุด...เขาจึงได้ล้มเลิกความคิดนั้นไป
หยางิเซียนที่กำลังนั่งเฝ้าดูแลและคอยระวังอันตรายให้เด็กชายที่ยังไม่ได้สติ ยามนี้เขาเห็นอีกฝ่ายพยายามขยับตัวเข้ามาใกล้ตัวเขา...
‘สงสัยเด็กคนนี้คง้าหนีจากความหนาวเย็นที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็แน่’
หยางิเซียนเมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงตัดสินใจลงไปนั่งกึ่งนอนพิงต้นไม้แล้วดึงเอาอีกฝ่ายเข้ามากอดไว้ เพื่อใช้ไออุ่นจากร่างกายของเขาทำให้อีกฝ่ายรู้สึกอบอุ่นขึ้นจากนั้นเด็กชายก็ให้ความร่วมมือด้วยการกอดตอบและพยายามซุกหน้าเข้ากับอกของเขาด้วย หยางิเซียนจึงได้แต่กระชับอ้อมกอดของตัวเองให้แน่นขึ้นกว่าเดิมจากนั้นเขาก็คอยเฝ้าดูแล และคอยระวังอันตรายให้อีกฝ่ายแบบนั้น ตลอดทั้งคืน...