“เธอ! เธอกำลังพูดอะไรอยู่ ฉันไม่รู้เื่ ฉันไม่เคยเอาธัญพืชพวกนั้นไปขาย เธอจะมาใส่ร้ายฉันอย่างนี้ไม่ได้นะ” ฟางซินเยว่ะโขึ้นอย่างใ ให้ตายยังไงเธอก็ยอมรับเื่นี้ไม่ได้ หากมีคนรู้ว่าเธอแอบแบ่งเอาธัญพืชไปขาย เธอต้องถูกส่งตัวไปรับโทษแน่ๆ
หลินซูลี่ยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ถึงแม้เธอพอจะเดาได้แล้วว่าสิ่งที่เธอเพิ่งพูดไปนั้นเป็ความจริง แต่ตอนนี้เธอี้เีเกินกว่าจะไปไล่เรียงความผิดของฟางซินเยว่ เพราะเธอยังมีอย่างอื่นที่ต้องทำ นั่นก็คือเธอต้องเริ่มหาช่องทางทำเงินของเธอให้ได้เสียก่อน
หากปีนี้เป็ปี 1975 ปีหน้าก็จะมีการเปลี่ยนผู้นำครั้งใหญ่ และถัดจากนั้นอีกหนึ่งปีก็จะมีการฟื้นฟูระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยขึ้นเป็ปีแรก เื่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเป็สิ่งที่หลินซูลี่ไม่คิดที่จะไปต่อสู้ตรงนั้น นั่นก็เพราะหลินซูลี่ไม่ใช่คนเรียนเก่ง และในชีวิตที่แล้วถึงเธอจะเรียนจบชั้นมัธยมปลาย แต่ผลการเรียนนั้นก็เรียกได้ว่าอยู่ในลำดับล่างสุดของชั้นเรียนเลยทีเดียว
อีกทั้งหลังจากที่เธอย้ายกลับไปอยู่กับแม่เลี้ยง เธอก็ไม่ได้ศึกษาหาความรู้ในเื่ใดเพิ่มเติมอีกเลย วันทั้งวันเธอได้แต่ทำงานบ้านและคอยรับใช้แม่เลี้ยงกับน้องสาว จนกระทั่งเธอจำเป็ต้องแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่ง จากนั้นชีวิตของเธอก็ล้มเหลวสุดๆ
หลินซูลี่กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้งก็ตอนที่เธอไปพบกับกล่องสมบัติของพ่อ เธอถึงได้เอาเงินไปปรับปรุงร้านค้าที่พ่อของเธอทิ้งไว้ให้เป็มินิมาร์ทขนาดเล็กไว้สร้างอาชีพและอยู่อาศัย สรุปว่าทั้งชีวิตของหลินซูลี่คือการค้าขายในร้านมินิมาร์ทเล็กๆ ของเธอนั่นเอง
มาในชีวิตนี้เื่การเรียนก็ยังคงเป็ข้อด้อยของเธออยู่ดี จะให้เธอกลับไปอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยอีกครั้งอย่างนั้นหรือ เป็ไปไม่ได้แน่นอน แต่ถ้าเป็เื่การค้าขายแล้วล่ะก็ เธอก็พอจะมีไอเดียที่จะเอามาสร้างฐานะได้อยู่บ้าง
่แรกของการเปิดเสรีทางการค้า ธุรกิจอาหารและเสื้อผ้าจะรุ่งเรืองมาก เธอสามารถทำธุรกิจทั้งสองอย่างนี้ได้ และหลังจากนั้นหากการที่เธอย้อนอดีตกลับมาจะไม่ทำให้มีเหตุการณ์ใดเปลี่ยนแปลงและกล่องสมบัติใบนั้นของพ่อเธอยังอยู่ เธอก็จะไปเอามันมาเพื่อสร้างมินิมาร์ทของเธอขึ้นมาอีกครั้ง เพราะถึงยังไง นั่นก็เป็สมบัติที่พ่อของเธอตั้งใจเก็บไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็ชีวิตนี้หรือชีวิตที่แล้ว เธอก็ยังอยากกลับไปอาศัยอยู่ที่นั่น
ดังนั้นระหว่างที่เธอยังต้องอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ เธอจะต้องหาเงินไว้เป็ทุนสำหรับอนาคตให้มากที่สุด และสุดท้ายเธอก็นึกถึงตลาดมืดขึ้นมา แต่ตลาดมืดที่ว่ามันอยู่ที่ไหนกันล่ะ เพราะชีวิตที่แล้ว หลินซูลี่จะเข้าไปซื้อของใช้ที่จำเป็ในร้านค้าสหกรณ์ของรัฐเท่านั้น สถานที่ผิดกฎหมายอย่างนั้นเธอไม่เคยเข้าไปใช้บริการเลย
หลินซูลี่นอนคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก สุดท้ายเพราะความอ่อนเพลียจากงานในไร่ ทำให้เธอต่อสู้กับความง่วงไม่ไหว หลินซูลี่หลับไปบนที่นอนอันแสนอบอุ่นและนุ่มสบายที่เธอเอาออกมาจากมิติ ซึ่งเธอก็ไม่คิดว่ามันจะเป็เื่ยุ่งยากหากทุกเช้าเธอจะต้องเอาเครื่องนอนเหล่านี้เข้าไปเก็บไว้ในมิติเหมือนเดิม ขอแค่เธอได้นอนหลับอย่างสุขสบายในทุกคืนจะให้เธอยกที่นอนเข้าออกทุกวันก็ไม่มีปัญหา
เช้านี้หลินซูลี่ก็ถูกปลุกด้วยเสียงโครมครามที่ดังมาจากห้องครัว เดาได้ไม่ยากเลยว่าเป็ใครที่อยากจะเรียกร้องความสนใจ หลินซูลี่พยายามนอนต่ออย่างไม่นึกจะไปสนใจกับเสียงที่ดังอยู่ข้างนอก แต่เพราะเสียงนั้นมันดังเกินไป สุดท้ายหลินซูลี่ก็ต้องจำใจลุกจากที่นอนทั้งที่เธอยังง่วงอยู่ เมื่อเก็บที่นอนเสร็จเธอก็เข้าไปในมิติเพื่อเตรียมอาหารเช้าให้ตัวเอง ‘เธออยากจะทำเสียงดังก็ทำไปจ้ะฟางซินเยว่ ฉันเข้าไปกินอาหารเช้าแสนอร่อยและกาแฟหอมๆ เรียกความสดชื่นของฉันก่อนดีกว่า’
ทางด้านฟางซินเยว่เมื่อไม่เห็นหลินซูลี่เดินออกมาจากห้องเหมือนอย่างที่ตัวเองคิด อีกทั้งเพื่อนยุวชนชายและเพื่อนบ้านต่างก็กำลังชะเง้อคอข้ามรั้วมองมาที่เธอ ความอายก็เข้ามาแทนที่ความโกรธ หลังจากทำอาหารเสร็จเธอก็ทิ้งทุกอย่างในครัวไว้โดยไม่ยอมเก็บกวาด ‘ถ้าจะใช้ห้องครัวต่อ เธอก็มาเก็บกวาดเองก็แล้วกันนะหลินซูลี่ ฉันจะคอยดูว่าเธอจะทนไม่พูดกับฉันได้อีกกี่วัน’
และเมื่อหลินซูลี่ทานอาหารเช้าและแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เธอก็เดินมาที่ห้องครัวเพื่อที่จะทำแป้งทอดไส้ผักป่าไปเป็อาหารมื้อกลางวัน แต่พอเห็นสภาพในห้องครัวก็ถึงกับหมดอารมณ์
หลินซูลี่ตั้งใจะโออกมาจากห้องครัว เธอไม่ได้อยากให้ฟางซินเยว่ได้ยินแค่คนเดียวเท่านั้น แต่เธออยากให้เพื่อนบ้านกับเพื่อนยุวชนชายที่อยู่บ้านข้างๆ ได้ยินด้วย
“ซินเยว่...ฟางซินเยว่! เธอใช้ห้องครัวเสร็จแล้วใช่ไหม แต่ทำไมข้าวของในครัวถึงยังวางระเกะระกะอยู่อย่างนี้ล่ะ ตกลงว่าเธอใช้ห้องครัวเสร็จแล้วหรือยัง หรือว่าเธอตั้งใจจะให้ฉันมาเก็บกวาดให้ ฉันเคยขอร้องเธอไปตั้งหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือว่าพวกเราควรจะแบ่งหน้าที่กันทำงานบ้าน ั้แ่ที่พวกเรามาอยู่ที่หมู่บ้านนี้เธอก็ให้ฉันทำงานบ้านคนเดียวตลอดเลย ฉันก็เหนื่อยเป็เหมือนกันนะ” หลินซูลี่เริ่มพูดเสียงสั่นในตอนท้าย เธอแสร้งเดินถือของออกมาจากห้องครัวอย่างน่าสงสาร “งั้นวันนี้ฉันไม่ใช้ครัวก็ได้ ฉันยอมอดข้าวสักมื้อก็แล้วกัน เธอออกมาทำความสะอาดห้องครัวเองเถอะ”
เพื่อนบ้านใกล้เคียงรวมถึงยุวชนชายที่ได้ยินต่างก็หันไปมองหน้ากันอย่างสงสารหลินซูลี่ แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดยังไงดี เพราะตลอดสองปีที่ผ่านมา พวกเขาก็เห็นหลินซูลี่ทำงานบ้านอยู่คนเดียวอย่างที่เธอพูดจริงๆ แถมงานในไร่พวกเขาก็ยังเคยเห็นฟางซินเยว่แอบใช้งานหลินซูลี่อยู่หลายครั้ง
ส่วนฟางซินเยว่เมื่อได้ยินเสียงที่หลินซูลี่ะโออกมาเธอก็ต้องตกตะลึงไปอย่างไม่คาดคิด ที่ผ่านมาเธอก็เอาเปรียบให้หลินซูลี่ทำงานบ้านคนเดียวจริงๆ แต่หลินซูลี่ก็ไม่เคยมีปากมีเสียงหรือคัดค้านมาก่อนไม่ใช่หรือ แล้ววันนี้มันเกิดอะไรขึ้น
ฟางซินเยว่เริ่มคิดทบทวนเื่ราวใน่หลายวันที่ผ่านมา ปกติหลินซูลี่ไม่เคยปฏิเสธเธอมาก่อน ข้าวของเครื่องใช้ก็ไม่เคยหวง หรือแม้แต่งานบ้าน หลินซูลี่ก็ทำอยู่คนเดียวโดยไม่ปริปากบ่น แต่มาคราวนี้ทำไมเธอถึงเกิดอยากจะพยศขึ้นมาเสียล่ะ ‘หรือว่านังโง่นั่นจะรู้ความจริงแล้วว่าฉันเป็คนเขียนจดหมายรายงานความเป็อยู่ของมันให้กับแม่เลี้ยงและน้องสาวของมันรู้ ไม่ได้การล่ะ ฉันต้องรู้ให้ได้ว่ามันรู้ความลับของฉันมากน้อยแค่ไหน เงินค่าจ้างที่แม่เลี้ยงของมันให้มาในแต่ละเดือนมันก็มากพอที่จะทำให้ครอบครัวของฉันใช้ชีวิตได้อย่างสบายเลยนะ หลินซูลี่...เธออย่าหาว่าฉันใจร้ายกับเธอเลยนะ แต่เธอเป็แหล่งรายได้ที่ดีที่สุดสำหรับฉันจริงๆ’
“พี่สะใภ้จูกำลังจะไปทำงานที่ไร่หรือคะ มาค่ะ...เดี๋ยวฉันช่วยพี่ถือตะกร้าใบเล็กนั่นเอง” หลินซูลี่เดินเข้าไปทักจูไฉ่ซีลูกสะใภ้ของคุณหมอจูกับลูกชายของนาง “ิอันก็มากับคุณแม่ด้วยหรือครับ น้าซูลี่มีลูกอมอยู่สามเม็ด น้าแบ่งให้หนูสองเม็ดดีไหม”
จูิอันหันไปมองหน้าแม่ของเขาอย่างน่ารัก แต่จูไฉ่ซีเกรงใจหลินซูลี่ เพราะลูกอมไม่ใช่ของราคาถูกเลย เธอจะกล้าให้ลูกชายรับมันไว้ได้ยังไง “ขอบใจนะจ๊ะ เมื่อวานคุณพ่อบอกว่าเธอไม่ค่อยสบายไม่ใช่หรือ ลูกอมมีส่วนผสมของน้ำตาลอยู่ พี่ว่าเธอเก็บไว้กินเองเวลาที่ทำงานมาเหนื่อยๆ จะดีกว่านะ”
“พี่สะใภ้อย่าเกรงใจฉันเลยค่ะ ฉันยังเก็บลูกอมไว้กินเองอยู่เม็ดหนึ่งนี่ยังไงคะ ส่วนสองเม็ดนี้ก็ให้ิอันเก็บไว้แบ่งกับฉีฉีก็ได้ ฉันคิดว่าวันนี้ฉีฉีคงจะตามพี่ใหญ่จางมาช่วยงานในไร่ด้วยเหมือนกัน”
(* จางฉีฉีคือลูกสาวของผู้ใหญ่บ้านหนุ่มจางชิงค่ะ)
จูไฉ่ซีหันไปพยักหน้าให้บุตรชาย ก่อนที่จูิอันจะรับลูกอมมาถือไว้อย่างดีใจ “ขอบคุณครับคุณน้า”
“เอาไว้ถ้าน้าได้เข้าไปซื้อของที่ร้านสหกรณ์อีก น้าจะซื้อลูกอมมาฝากอีกนะจ๊ะ” หลินซูลี่จึงถามเื่ที่ตัวเองอยากรู้กับพี่สะใภ้จู “พี่สะใภ้คะ พี่พอจะรู้ไหมคะว่าตลาดมืดของตำบลเราอยู่ที่ไหน”
“เธอจะเข้าไปซื้ออะไรหรือ แต่ว่าราคาของในนั้นมันแพงมากเลยนะ พี่เคยเข้าไปซื้อสบู่ซักผ้าแค่ไม่กี่ครั้งเอง” จูไฉ่ซีกระซิบต่อ “พวกเขาเปลี่ยนรหัสเข้าออกกันบ่อยมากด้วย ตอนนี้พี่ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาเปลี่ยนรหัสเป็อะไรกันแล้ว”
“อย่างนั้นหรือคะ” หลินซูลี่ทำท่าทางเสียดาย “ฉันก็อยากได้สบู่ซักผ้าเหมือนกันค่ะ พวกเราทำงานในไร่เจอทั้งฝุ่นทั้งเหงื่อ เสื้อผ้าแต่ละตัวก็ซักยากมาก ถ้าไม่มีสบู่มาช่วยเบาแรงแล้วล่ะก็ ฉันว่าแขนฉันคงจะหลุดกระเด็นไปพร้อมกับไม้ซักผ้านั่นแล้วล่ะค่ะ”
จูไฉ่ซีหัวเราะออกมาเมื่อได้ยิน “เกินไปแล้วจ้ะ อืม...พี่รู้จักอยู่คนหนึ่งนะที่เขาจะชอบไปซื้อของในตลาดมืด แต่เธอไม่รู้จักเขาหรือ เขาก็เป็ยุวชนที่มาอยู่ที่หมู่บ้านของเราพร้อมๆ กับเธอนะ”