เช้าวันรุ่งขึ้น
ขบวนของชินอ๋องจ้าวหยางหลง พร้อมด้วยทหารส่วนหนึ่งที่ถูกเกณฑ์มาจากจิ้นหยางและเมืองใกล้เคียง ทุกคนพร้อมเพรียงกันที่หน้าค่าย ตั้งหน้าตั้งตารอที่จะได้เดินทางกลับบ้าน
หลายคนจากบ้านมาั้แ่เป็หนุ่ม จนตอนนี้กลายเป็ผู้ใหญ่เต็มตัว บ้างก็เริ่มมีผมสีดอกเลาแซมให้เห็นประปราย หรือบางคนตอนจากมา ลูกที่บ้านเพิ่งคลอดไม่ก็ยังเล็ก ป่านนี้กลับบ้านไปเจอหน้ากัน คงจะโตเป็หนุ่มเป็สาวกันหมด แล้วเผลอๆ พวกเขาอาจจะได้เป็ปู่ เป็ตาของเด็กๆ ก็เป็ไปได้
แต่ละคนสีหน้าแช่มชื่น ยินดีปรีดาเป็อย่างยิ่ง กับการเดินทางกลับเมืองหลวงครั้งนี้ จะมีก็แต่ผู้บังคับบัญชาของพวกเขาที่ั้แ่รู้ข่าว ว่าจะต้องกลับเมืองหลวง สีหน้าท่าทางหาได้มีวี่แววแห่งความดีใจแม้แต่น้อย
กลับตรงกันข้าม พวกเขาได้แต่ชำเลืองมองท่านแม่ทัพใหญ่ ของพวกเขาทั้งยังพ่วงตำแหน่งชินอ๋อง ของราชวงศ์นี้ ผู้ซึ่งเป็กำลังหลักของแดนเหนือ บัดนี้กลับต้องเดินทางจากที่ที่เคยอยู่ ที่ที่เคยกินนอน เคยหลั่งเืปกป้อง ย่อมต้องมีความกังวลอยู่ภายในใจเป็ธรรมดา
แต่พวกนายทหารที่มองมาเ่าั้ จะหารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้วท่านอ๋องของพวกเขานั้น กังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ยามเมื่อเขาก้าวเข้าสู่กำแพงเมืองหลวง เดินเข้าไปในท้องพระโรงมากกว่า
ที่เขาเป็กังวล กลับเป็คำพูดยุแยง ของขุนนางทั้งหลายในท้องพระโรง จะมีจักรพรรดิสักกี่พระองค์ที่ จะประทับบนบังลังก์ด้วยความสบายใจ ในขณะที่พี่ชายของตน กลับมีกำลังทหารในมือ พร้อมด้วยตำแหน่งที่อยู่เหนือ คนทั่วหล้าเป็รองแค่ฮ่องเต้เพียงพระองค์เดียว
“ท่านอ๋อง ั้แ่เมื่อคืนท่านยังคิดไม่ตกอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ซีห่าวเดินเข้ามาทักทาย อยู่ต่อหน้าผู้คนมากมาย เขายังเป็คนรักษาขนบธรรมเนียม ระวังคำพูดคำจา ไม่กล้าที่จะทำตัวตีเสมอ ราวเพื่อนพ้องคนสนิท อย่างที่คุยกันเมื่อคืน
“ไม่ต้องเป็ห่วงข้าหรอก เ้าดูแลค่ายพยัคฆ์อุดรให้ดี มีอะไรให้คนรีบส่งสาร ไปแจ้งข้าที่เมืองหลวง”
จ้าวหยางหลงตอบกลับ ไม่ปฏิเสธคำถาม แถมยังแสดงความเป็ห่วง ค่ายทหารแห่งนี้ พร้อมกำชับสั่งเสียแก่ซีห่าว ก่อนที่จะขี่ม้าเตรียมตัวออกเดินทาง
“ท่านไม่ต้องเป็กังวลหรอกพ่ะย่ะค่ะ ยังไงซินโจวก็บ้านเกิดของกระหม่อม รับรองไม่! ให้ใครหน้าไหนมารังแกทั้งนั้น นี่ก็สายแล้ว ท่านอ๋องรีบออกเดินทางเถอะพ่ะย่ะค่ะ”
ซีห่าวรับคำ ก่อนที่จะรีบเตือนให้จ้าวหยางหลง เดินทาง เพราะกว่าจะถึงจิ้นหยางเมืองหลวงแคว้นจ้าว ก็ใช้เวลาร่วมเดือน
ในระหว่างที่กองทัพ นำโดยจ้าวหยางหลง กำลังเคลื่อนพลเดินทางกลับสู่เมืองหลวงนั้น ผู้คนทางนี้ ก็มีทั้งคนที่เฝ้ารอคอยการกลับของชินอ๋องพระองค์นี้ กับบางคน ที่ยังคงคาดเดาถึงการเปลี่ยนแปลงในอนาคตข้างหน้า
เมืองหลวง ตำหนักเฉิงเฉียน
หลังจากจ้าวเทียนหลงฮ่องเต้เสร็จพระราชกิจตอนเช้า ก็มักจะเสด็จมา เข้าเฝ้าหลี่ไทเฮาพระราชมารดา ที่ตำหนักนี้เป็ประจำ เพื่อแสดงความกตัญญูต่อบุพการี เข้ามาพูดคุยสอบถามสารทุกข์สุกดิบ ในวันนี้ก็อีกเช่นเคย เพียงแต่หัวข้อการสนทนาเปลี่ยนไปจากปกติ เนื่องด้วยข่าวการกลับมา ของพระเชษฐาที่พระองค์มิได้พบหน้ากันนานนับสิบปี
ทั้งพระองค์และพระเชษฐาเติบโตมาด้วยกันในตำหนักคุนหนิง ตำหนักเก่าของหลี่ไทเฮาสมัยที่ยังครองตำแหน่งฮองเฮาในฮ่องเต้รัชกาลก่อน เพียงแต่พระเชษฐาจ้าวหยางหลง เติบโตมาในฐานะของราชโอรสองค์โต ที่ถือกำเนิดจากนางสนมยศน้อยในตำหนักคุนหนิง ซึ่งต่อมา ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้พระองค์ก่อน จนตั้งครรภ์และได้ให้กำเนิดองค์ชายน้อย ก่อนที่นางจะสิ้นพระชนม์ภายในเวลาไล่เลี่ยกัน
หลังจากนั้นองค์ชายน้อยพระองค์นั้น ก็ได้รับพระเมตตาจากฮองเฮา หรือหลี่ไทเฮาสมัยนั้น เลี้ยงดูจนกระทั่งเติบใหญ่ในตำหนักคุนหนิง
ส่วนจ้าวเทียนหลงฮ่องเต้นั้น ประสูติแต่ฮ่องเต้รัชกาลก่อนกับหลี่ไทเฮา หลังจากนั้นเพียง5ปี ทำให้องค์องค์น้อยทั้งสองพระองค์ เติบโตภายใต้ความดูแลเอาใจใส่ของหลี่ไทเฮา นับั้แ่นั้นเป็ต้นมา
“ฝ่าา ทรงงานก็เหน็ดเหนื่อยพอแล้ว ยังต้องมาคอยเอาใจใส่ดูแลคนแก่อย่างแม่อีก”
หลี่ไทเฮาตรัสขึ้น ขณะกำลังเสวยมื้อกลางวันร่วมกันกับจ้าวเทียนหลงฮ่องเต้ ซึ่งถือว่าเป็ภาพปกติที่ขันที นางกำนัลตำหนักเฉิงเฉียนได้เห็นกันเป็ประจำ
“เราเป็ลูก ก็ต้องกตัญญูต่อมารดา เสด็จแม่ทรงคิดมากไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ทรงตรัสตอบพระราชมารดา เพื่อให้คลายกังวลหลังจากนั้นทรงตรัสเกี่ยวกับเื่พระเชษฐาของพระองค์ ที่กำลังจะเดินทางกลับมาถึงเมืองหลวงในเร็ววันนี้
“เสด็จแม่ทรงทราบแล้วใช่หรือไม่ เสด็จพี่หยางหลงกำลังเดินทางกลับมาจากแดนเหนือ คาดว่า อีกไม่เกินหนึ่งเดือน ขบวนกองทัพน่าจะถึงประตูเมืองจิ้นหยางของเรา”
“แม่รู้แล้ว ฝ่าามีเื่กังวลพระทัยหรือ”
หลี่ไทเฮาทรงถามกลับไป เมื่อเห็นพระพักตร์ของฮ่องเต้ดูยังมีความกังวลใจ
“พ่ะย่ะค่ะ แต่เื่ที่เรากังวล มิได้หนักหนาเท่าใด แค่เป็ห่วงเื่ปูนบำเหน็จรางวัลแก่เสด็จพี่เท่านั้น”
“เช้านี้ในท้องพระโรง เหล่าขุนนางต่างทัดทาน หากเราจะมอบตำแหน่งหรืออำนาจให้แก่สเด็จพี่อีก เราเลยยังหาทางออกมิเจอ การพระราชทานรางวัล ถ้าน้อยก็จะเป็การทำลายขวัญกำลังใจแก่ทหารกล้าทั้งหลาย ถ้ามากเกินไป ด้วยตำแหน่งเสด็จพี่ตอนนี้แล้ว ขุนนางหลายท่าน ยังเป็ห่วงเื่ในอนาคตอีกพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเทียนหลงฮ่องเต้ ทรงตรัสเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนเช้าหลังจากที่ได้ถกเถียงกับเหล่าขุนนางในท้องพระโรง ใจของพระองค์เอง อยากจะพระราชทานตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหมมอบอำนาจการบริหารจัดการทางการทหาร ให้พระเชษฐาควบคู่กันไปด้วย
แต่ติดที่เสียงขุนนางบางคน ท้วงติงเื่ความเหมาะสม หาใช่ที่ความสามารถของจ้าวหยางหลง แต่กลับเป็ตำแหน่งชินอ๋องของจ้าวหยางหลงต่างหาก ที่ทำให้ขุนนางบางส่วน ยังเคลือบแคลงระแวง ชินอ๋องที่เป็รองเพียงฮ่องเต้ และองค์รัชทายาท หากมีกำลังพลในมือ ใครบ้างจะไม่หวั่นเกรง ตรงกันข้ามยังเร่งรัดให้พระองค์รีบมีทายาทเพื่อสืบราชบัลลังก์ ด้วยเหตุนี้จ้าวเทียนหลงฮ่องเต้ จึงได้แต่นำเื่กลุ้มใจ มาปรึกษาผู้เป็พระราชมารดา
“ปีนี้ หยางหลงก็ครบ25ปีแล้ว แม่ยังมิได้ข่าวจัดงานมงคลที่แดนเหนือใช่หรือไม่ มิเช่นนั้น ฝ่าาทรงพระราชทานสมรส กับบุตรีขุนนางดีๆ สักคน ฝ่าาทรงคิดเห็นเป็เช่นไร”
หลี่ไทเฮาทรงเสนอความคิดเห็นของพระนาง จากที่ทรงฟังความจากจ้าวเทียนหลงฮ่องเต้ พระนางเองก็ทรงเป็กังวลเฉกเช่นเดียวกันกับขุนนางในท้องพระโรง ชินอ๋องที่มีอำนาจทางการทหาร ใช่ว่าจะเป็เื่ดีเสียเมื่อไหร่ พระนางที่เป็มารดา ยังต้องคำนึงถึงความมั่นคง ในราชบัลลังก์ของโอรสตนไว้ก่อน ถึงแม้จ้าวหยางหลงจะนับเป็บุตร ที่พระนางดูแลมาั้แ่ทรงพระเยาว์ แต่ระยะเวลาห่างกันเกือบ10ปี จิตใจคนเราจะเปลี่ยนแปลงไปมากเช่นไรก็สุดแต่หารู้ได้
“เท่าที่เราทราบ เสด็จพี่ยังมิได้จัดงานมงคลใดที่แดนเหนือ งั้นเรา จะพระราชทานสมรสให้ พร้อมพระราชทานจวนชินอ๋องใหม่ คราวนี้ คงไม่โดนพวกขุนนางพูดมากเ่าั้ ถวายฎีกาแล้วพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่จะเป็บุตรีของผู้ใด เื่นี้คงต้องลำบากเสด็จแม่แล้วพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่า จะพระราชทานสมรสให้พระเชษฐา เลยอาศัยจังหวะนี้ ให้หลี่ไทเฮาทรงเลือกสรรบุตรีของขุนนาง อย่างน้อยบุตรีที่จะมากลายเป็พระชายาของชินอ๋อง ก็ถือว่าเป็สะใภ้ของพระนางเองเช่นกัน
“ได้ ไว้แม่จะให้จูมามา* (นางกำนัลอาวุธโสแซ่จู) คัดรายชื่อบุตรีของขุนนางมาให้แม่ดู เลือกเสร็จแล้วแม่จะให้คนไปถวายที่ตำหนักเถียนชิง* (ตำหนักของฮ่องเต้) ”
หลี่ไทเฮาทรงรับปากฮ่องเต้ จัดหารายชื่อบุตรีที่เหมาะสมกับตำแหน่งพระชายาชินอ๋อง ลึกๆ แล้วพระนางมีคนในใจอยู่แล้วเพียงแต่ยังมิได้ตัดสินใจ
“จูมามา ท่านว่าบุตรีของผู้ใดเหมาะสมรึ”
หลี่ไทเฮารับสั่งกับจูมามา นางกำนัลอาวุธโสคนสนิท ที่ตามรับใช้มาั้แ่พระนางเพิ่งเข้ามาในวัง สมัยยังเป็พระสนม
“บ่าวมิบังอาจเพคะ แต่เชื่อว่า ไทเฮาทรงมีคุณหนูสกุลใดสกุลหนึ่ง ในพระทัยเป็แน่แล้ว”
จูมามาทูลตอบ มิมีเหตุใดที่นางจะเดาพระทัยหลี่ไทเฮาผิด พระนางทรงอยากให้ใครมาเป็พระชายาชินอ๋อง มีหรือที่คนอย่างจูมามาจะเดามิได้
“นางเป็บุตรีสกุลหลี่ บิดาเป็เสนาบดีกรมคลัง มารดาเป็ฮูหยินเอก ลูกหลานสกุลจินคหบดีอันดับหนึ่งแห่งเจียงหนิง* (เมืองติดทะเล) ชาติกำเนิดถือว่าไม่น้อยหน้าใคร จะติดก็ตรงที่ นิสัยนางเป็เช่นไร พวกท่านก็รู้”
หลี่ไทเฮานึกถึงบุตรีของเสนาบดีหลี่ หลี่ิ หรืออีกศักดิ์หนึ่งคือลูกพี่ลูกน้องชายของพระนาง อันเกิดจากสกุลหลี่สายรอง ถึงแม้หลี่ิ เพิ่งจะดำรงตำแหน่งเสนาบดีกรมคลังเพียงไม่นานก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็ขุนนางขั้นสองของราชสำนัก
ถึงแม้ตำแหน่งที่ได้มานี้ ส่วนหนึ่งเพราะเป็พระญาติไทเฮา คนหวังประจบประแจงเบื้องสูง หรือไม่ก็มาจากทรัพย์สมบัติที่หามาได้ของจินซื่อ* (หญิงที่ออกเรือน แซ่จิน) ภรรยาเอกของตน ที่สละเพื่อเติมเต็มคลังหลวง กล่าวว่าแทบจะหาผลงานเป็ชิ้นเป็อันมิได้เลย แต่อย่างน้อยคุณสมบัติข้อนี้หลี่ไทเฮาก็ยังเบาใจ
ในวันข้างหน้า โอกาสที่หลี่ิจะสมคบคิด กับจ้าวหยางหลงสั่นคลอนราชบัลลังก์ขององค์ฮ่องเต้ก็เห็นจะเป็ไปได้ยาก อีกทางหนึ่ง บุตรีของหลี่ิขึ้นชื่อว่าเป็คนสกุลหลี่ อย่างน้อยก็ควรกตัญญูต่อพระนาง ซึ่งมีศักดิ์เป็ป้า
หากจ้าวหยางหลง มีเจตนามิชอบมาพากลต่อเบื้องสูง อาจยังช่วยเป็หูเป็ตาให้พระนางได้บ้าง ใจจริงพระนางอยากให้คุณหนูใหญ่สกุลหลี่แต่งเข้าวังหลัง แต่ติดตรงฮ่องเต้ทรงเคยรับปากนางไว้แล้วว่าจะไม่ให้นางเป็สนมเด็ดขาดเนื่องเพราะรู้นิสัยรักอิสระของลูกพี่ลูกน้องผู้นี้เป็อย่างดี
“คุณหนูใหญ่หลี่ ถึงแม้นาง อาจจะดื้อรั้นหัวแข็งไปบ้าง แต่แท้จริง แล้วหม่อมฉันเห็นว่า นางเป็คนรู้ความ สิ่งใดควร สิ่งใดมิควร”
จูมามาแสดงความคิดเห็นส่วนตัวของนาง จากที่เห็นเมื่อตอนเวลาเสนาบดีหลี่ิ พาจินซื่อพร้อมด้วยบุตรีทั้งสอง เข้าเฝ้าบ่อยครั้ง จินซื่อเป็ลูกหลานคหบดีกิริยามารยาทเพียบพร้อม คุณหนูใหญ่หลี่ หรือ หลี่เยว่ซิน บุตรีที่นางคลอดออกมาก็มีลักษณะไม่ต่างจากนางเท่าใดนัก
เพียงแต่เยว่ซินไม่ชอบการพบปะสังสรรค์เข้าสังคม มักจะชอบสนทนาแค่บุคคลที่สนิทเท่านั้นหากเป็คนแปลกหน้า นางจักนั่งนิ่งเงียบเสียส่วนใหญ่ ส่วนบุตรีคนเล็ก หลี่ชิงเหยียน เกิดแต่ฮูหยินรองสกุลหลิว หน้าตางดงาม ผิวพรรณพุดผ่องสมชื่อ ช่างพูดช่างเจราเหมือนผู้เป็มารดา มักจะตามหลี่ิและจินซื่อเข้าวังมาด้วยทุกครั้ง
“จูมามา พรุ่งนี้ท่านให้คนไปเรียกเยว่ซิน มาพบข้าหน่อย ั้แ่ที่จินซื่อลาโลกไป นางก็เก็บตัวมากขึ้น ขนาดข้าที่เป็ป้ายังมิได้เจอหน้านางตั้งหลายปี”
หลี่ไทเฮาตัดสินพระทัย ให้คนไปตามหลี่เยว่ซินมาเข้าเฝ้าในวันรุ่งขึ้น บุตรีสกุลหลี่ผู้นี้ พระนางเห็นมาั้แ่ยังเยาว์จนตอนนี้อายุล่วงเลยวัยปักปิ่น* (วัยปักปิ่นคือวัยที่ครบ15ปีบริบูรณ์) มาพอสมควร ก็มิมีท่าทีว่าจะออกเรือน
หลายครั้งที่แม่สื่อไปเยือนสกุลหลี่ ต่างได้คำตอบเดียวกันคือนางอยู่ใน่ไว้ทุกข์ให้จินซื่อ ที่เสียชีวิตจากไปอย่างกะทันหัน การพูดคุยครั้งนี้
พระนาง้าที่จะสอบถามความเป็อยู่ ของคุณหนูใหญ่สกุลหลี่ อีกทางเพื่อจะยืนยันการตัดสินพระทัยของตนก่อนที่จะมอบรายชื่อแด่จ้าวเทียนหลงฮ่องเต้
หนทางจากซินโจวแดนเหนือที่เหน็บหนาว ทหารกองทัพพยัคฆ์อุดรบางส่วน ที่ติดตามแม่ทัพใหญ่ของพวกเขากลับมาจิ้นหยางบ้านเกิดเมืองนอน ที่ซึ่งมีครอบครัว เพื่อนพ้องเฝ้ารอการกลับมาของพวกเขาอยู่ การเดินทางจากวันเป็เดือน เดินทางฝ่าอากาศจากที่หนาวเหน็บเข้ากระดูก
และแล้ว พอเริ่มใกล้ถึงเมืองหลวงของแคว้นจ้าว ก็เริ่มััได้ถึงความอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิของภาคกลาง ที่พวกเขาเ่าั้มิได้พบเจอมาหลายปี
กองทัพใช้เวลาเดินเท้าอีกเพียง2วัน ประตูเมืองก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าทุกคน ท่านกลางเสียงโห่ร้องยินดี ร่วมถึงน้ำตาแห่งความดีใจ ที่ครั้งนี้พวกเขาจากบ้านไปนานแสนนาน แต่ยังได้โอกาสมีชีวิตรอดกลับมาอีกครั้ง ต่างจากเพื่อนทหารอีกหลายคนที่บัดนี้เหลือเพียงชื่อ ที่จารึกไว้บนรายนามวีรบุรุษแห่งาของกองทัพ
“เฟยหลิง สั่งทหารให้ตั้งค่ายบริเวณนี้ก่อน รอรับคำสั่ง ค่อยให้เข้าเมือง”
เ้าหยางหลงหันไปสั่งการเฟยหลิงหนึ่งในองครักษ์คู่ใจที่เติบโตมาด้วยกันกับเขาั้แ่สมัยยังเป็องค์ชาย
“พ่ะย่ะค่ะ”
เฟยหลิงรับคำสั่งเสร็จ ก็ถอยหลังจากไปทำตามรับสั่งของผู้เป็นาย โดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น
“ท่านอ๋อง จะเสด็จเข้าไปในเมืองเลยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เฟยหงพี่ชายของเฟยหลิง อีกหนึ่งองครักษ์ ที่จ้าวหยางหลงเชื่อใจและไว้ใจมากที่สุด
สองพี่น้องตะกูลเฟย เคยถูกจ้าวหยางหลงช่วยเหลือไว้ที่เมืองหลวง เมื่อครั้งยังเป็องค์ชาย พอรู้ข่าวว่าจ้าวหยางหลง มีราชโองการส่งตัวไปอยู่ค่ายทหารแดนเหนือ ทั้งสองคน มิได้มีความลังเลใจ ที่จะขอเป็ทหารติดตาม ไปยังติดแดนที่ลำบากนั้นด้วยเลย
“ไม่หละ ข้าไม่อยากให้เอิกเกริกเกินไป เข้าไปตอนนี้ผู้คนอาจจะใได้ ไว้พรุ่งนี้เช้า เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เสร็จสับ แล้วค่อยเข้าเฝ้าก็ยังไม่สาย”
จ้าวหยางหลงตอบกลับ เพราะเห็นว่าเวลาที่กองทัพเดินทางมาถึง เป็เวลาล่วงเลยมาถึงยามโหย่ว (17.00 – 18.59 น.) เดินทางเข้าเมืองในเวลานี้ เกรงว่าชาวบ้านที่กำลังเลิกจากการงาน นั่งล้อมวงกินข้าวจะแตกตื่นตกเสียเปล่าๆ ให้ข่าวการมาถึงของกองทัพถึงหูพวกเขา เดินทางเข้าเมืองพรุ่งนี้เช้า ก็ยังไม่สาย
------------------------------------------------------
ถึงรี้ดที่น่ารัก
พระเอกนางเอกยังไม่ได้เจอกันนะคะ เนื้อหาเื่อาจจะยาวไปซักหน่อยเพราะว่า้าให้เข้าใจแต่ละตัวละครมากขึ้นค่ะ
ยังไงฝากเป็กำลังใจให้ด้วยนะคะ^^