“ดูสิ นั่นมันอะไร?”
“ดูนั่นดาววาสนากำลังรวมตัว!”
“สิบดวง!”
ท่ามกลางความตื่นตะลึงของเหล่าคนรอบข้าง เหมาเว่ยก้าวถอยถอนตัวออกมาจากตำแหน่งเดิมเล็กๆ พร้อมกันนั้น ก็เพ่งจ้องภายในลูกแก้วใสๆอย่างไม่วางตา โดยที่ดวงดาวทั้งสิบกำลังเข้าเกาะกลุ่มผสานจนกลายเป็นหนึ่งเดียวอย่างน่าอัศจรรย์ แต่ที่ยิ่งน่าตกใจไปกว่านั้น ยังแปรเปลี่ยนเป็นสีดำทมิฬสร้างความตระหนกตกใจมากยิ่งกว่าเดิม
“สีดำ?”
“จะมีตัวอะไรเผยออกมา”
‘ก็ดีใจอยู่หรอกที่ผลออกมาเป็นเช่นนี้ เพียงแต่นี่มันไม่มากเกินไปหน่อยหรือ? ปกติจากนิยายที่ข้าเคยอ่าน พระเอกจะต้องเป็นพวกขยะและหากเป็นโลกนี้ก็คงจะมีดาววาสนาไม่น่าจะเกินหนึ่งดวงเสียด้วยซ้ำ แต่นี่มันอะไร ข้าเป็นสุดยอดของยอดอัฉริยะอีกทีหรือนี่’เหมาเว่ยยังคงเพ่งมองไปในจุดเดียวกับสายตาทุกคู่รอบข้างกำลังต้องการทราบผลถึงการเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่อยู่ภายใน
“มันกำลังจะเปลี่ยนรูปแล้ว”
“สวรรค์ นี่มันเรื่องอันใดกันแน่!”
วูว วูว วูววววว!!
พริบตานั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่าดวงดาวทั้งสิบที่เข้าหลอมรวมพลันเกิดการระเบิดอย่างแรง จนลูกแก้ววาสนาต้องแตกเป็นเสี่ยงๆโดยมิทันที่ผู้ใดจะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้
ตูมมมมมมมมมมมมมม!!
“ลูกแก้ววาสนาแหลกเป็นจุณ”
“เห็นทีต้องเกิดจากความพลาดเป็นแน่แท้ ดาวทั้งสิบที่ปรากฎคงมิใช่ความจริง”ผู้อาวุโสของสำนักที่นั่งชมการทดสอบเอ่ยขึ้นจนเหตุการณ์เริ่มมีทางคลี่คลาย”ลูกแก้ววาสนาคงจะเก่าจนใช้งานมิได้อีกต่อไปแล้ว ไม่เช่นนั้นจะเกิดการระเบิดได้เยี่ยงไรล่ะ พวกเจ้าทุกคนอย่าตื่นตกใจไป!”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! เป็นเช่นนี้นี่เอง”
“ข้าก็คิดไว้อยู่แล้ว จะเป็นไปได้อย่างไร ดาววาสนาสูงสุดอยู่ที่แปดดวงเท่านั้น”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”
“แค่เรื่องที่เกิดจากความผิดพลาดของลูกแก้ว แต่เล่นเอาข้าตกใจมากเหมือนกันนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”
เสียงหัวเราะดังระงมส่งผลให้สถานการณ์เริ่มกลับมาเป็นปกติ อีกทั้งบริเวณรอบข้างยังมีคนจากสำนักอื่นส่งเสียงเย้ยหยันกับเกิดเหตุการณ์ พวกมันหัวเราะให้กับความผิดพลาดของสำนักอื่น ขนาดลูกแก้ววาสนายังหาดีไม่ได้แล้วจะถือเป็นสำนักที่ดีได้เยี่ยงไร
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! น่าขันเสียจริง สำนักพยัคฆ์อัสนีเกิดมีการระเบิดของลูกแก้ววาสนา คงจะไม่มีเงินเปลี่ยนของใหม่ซะล่ะมั้ง”
“น่าขายหน้ายิ่งนัก เป็นถึงสำนักเก่าแก่แต่กลับหาลูกแก้วดีๆไม่ได้”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! สำนักพยัคฆ์อัสนีงั้นเรอะ? ข้าว่าควรเปลี่ยนเป็นแมวพิการน่าจะเหมาะกว่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!”
แต่ทว่า ท่ามกลางเสียงหัวเราะที่ผุดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในลานกว้าง ก็มีชายหนุ่มอีกผู้หนึ่งที่กำลังเป็นกังวล การที่เขาทำให้ลูกแก้ววาสนาเกิดระเบิดและถูกมองว่าเป็นข้อผิดพลาด เช่นนี้แล้วการทดสอบจะเป็นอย่างไรกันล่ะ?
“ท่านผู้อาวุโสทั้งหลาย แล้วการทดสอบของข้าล่ะ ผ่านรึไม่?”เหมาเว่ยเปล่งเสียงถามชายที่นั่งอยู่ตรงหน้า พลางกวาดตาไปมองผู้ที่ยืนหัวเราะมันอยู่ข้างๆ’ไม่มีทาง ต้องไม่ใช่ข้อผิดพลาดเป็นแน่ ข้าต้องเข้าสู่สำนักให้จงได้’
“ข้าคิดว่าเราควรจะทดสอบกันใหม่”
”แต่ข้าคิดว่าควรให้เขาผ่านไปก็ได้นะท่านนะ”ชายชราที่เป็นผู้ให้เหมาเว่ยลงชื่อเริ่มมีความคิดที่แตกต่างจากผู้อาวุโสท่านอื่นเป็นอย่างมาก
“เพราะเหตุใดถึงต้องให้ผ่าน สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากความผิดพลาด ต่อให้สำนักของเราเสื่อมถอยเพียงใด ก็ไม่ควรจะรับศิษย์ง่ายๆเช่นนี้นะ ผู้อาวุโสว่าน”ผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่นั่งอยู่เอ่ยถามกลับมา
“แล้วเราจะไปหาลูกแก้ววาสนาใหม่มาจากที่ใด หรือจะให้ไปออกหน้าหยิบยืมจากสำนักเหล่านั้นกันล่ะ นี่ไม่นับว่าเป็นการขายขี้หน้าหรอกหรือ? ไว้ค่อยให้เขาทดสอบใหม่ก็ยังไม่สาย รับๆไปก่อนเถอะ”
หลังจากนั้น ผู้อาวุโสที่มาคุมการทดสอบก็เริ่มเห็นควรว่าให้เหมาเว่ยผ่านการทดสอบได้ ซึ่งต่อจากนั้นการทดสอบของสำนักพยัคฆ์อัสนีพลันได้สิ้นสุดลง โดยที่ทางสำนักให้เวลาผู้ที่ผ่านการทดสอบสามวัน เพื่อกลับไปเตรียมร่ำลาผู้ที่อยู่ทางบ้านให้เรียบร้อยก่อนจะออกเดินทางไปยังที่ตั้งสำนักเพื่อเตรียมฝึกตน
“เจ้ามานี่สิ”ผู้อาวุโสว่านเรียกเหมาเว่ยไปคุยอีกทางด้านหนึ่งเป็นการส่วนตัว
ต่อมาหลังจากที่ทั้งคู่ได้สนทนากันเป็นเวลานาน เหมาเว่ยก็ขอเป็นศิษย์ภายนอกได้สำเร็จ ซึ่งเขาก็ไม่จำเป็นต้องไปพักอาศัยอยู่ในสำนักเหมือนคนอื่นๆ เพียงแค่บางครั้งให้เข้าไปฝึกฝนวิชาบ่มเพาะพลังยุทธบ้างก็เพียงพอ ทั้งเมื่อสำนักมีภัยหรือต้องการจะใช้งาน ก็ต้องตอบรับเดินทางกลับไปช่วยโดยไม่อาจบ่ายเบี่ยง
นอกจากนั้นเหมาเว่ยยังบอกอีกว่าจะเดินทางไปที่สำนักด้วยตนเอง โดยไม่ได้ต้องการเดินทางไปพร้อมกับศิษย์ใหม่ทุกคนในอีกสามวันข้างหน้า เพราะเรื่องหลักๆเขาก็ยังจำเป็นจะต้องดูแลโรงเตี๊ยมให้เข้าที่เสียก่อน ไม่เช่นนั้นความลับที่ต้องการปิดเอาไว้อาจจะเผยออกมาขณะที่เขาไม่อยู่ก็เป็นได้
“ย่อมได้ แต่เจ้าต้องรีบไปที่สำนักให้ถึงก่อนกำหนดหนึ่งเดือนหน้าข้างนับตั้งแต่วันนี้ ไม่เช่นนั้นจะถูกตัดสิทธิ์ทิ้งทันที แล้วก็นี่ จงเก็บเอาไว้ มันเป็นเคล็ดบ่มเพาะ เจ้าควรเตรียมตัวตั้งแต่เนินๆ แล้วอีกอย่างต่อไปจงเรียกข้าว่าผู้อาวุโสว่าน เข้าใจไหม?”ผู้อาวุโสว่านส่งคัมภีร์เล่มหนึ่งให้แก่เหมาเว่ย ด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความเอ็นดูราวกับเป็นลูกหลานแท้ๆ’เจ้าหนุ่มนี่อนาคตต้องยิ่งใหญ่เป็นแน่ ข้าไม่เชื่อว่านี่จะเป็นความผิดพลาดของลูกแก้ววาสนา’
“ขอบคุณครับ ผู้อาวุโสว่าน ศิษย์เหมาเว่ยจะรีบเดินทางไปให้ทันกำหนดหนึ่งเดือน ท่านไม่ต้องเป็นห่วง”เหมาเว่ยรับคัมภีร์อย่างรวดเร็วก่อนที่จะเก็บเข้าไปในเสื้อ’ได้มาแล้ว วันนี้เป็นวันดีจริงๆ ต้องรีบกลับไปให้ลุงท่านนั้นช่วยชี้แนะต่อซะแล้วเรา’
“ดีมาก!”
หลังจากที่ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี เหมาเว่ยก็รีบขอลากลับไปยังโรงเตี๊ยมหมี่เหลืองเพื่อเตรียมเริ่มต้นการบ่มเพาะพลังยุทธ แต่จากเรื่องราวที่ผ่านมาก็กินเวลาไปมากพอสมควร จึงส่งผลให้เวลานี้กลายเป็นช่วงเย็นไปเสียแล้ว
‘ต่อไปข้าจะกลายเป็นผู้ฝึกตน เป็นจอมยุทธที่มีชื่อเสียงห้อมล้อมด้วยหญิงงามนับสิบนาง! ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!’
“เละเลย”
“เมื่อครู่มีคนตีกัน!”
แต่แล้วขณะที่เหมาเว่ยก้าวเดินมาถึงตำแหน่งใกล้กับโรงเตี๊ยมของตน ก็พบว่าหน้าทางเข้านั้นเต็มไปด้วยผู้คนยืนมุงดูอะไรบางอย่าง จนยากที่จะสามารถผ่านเข้าไปได้โดยง่าย เพียงแต่ตำแหน่งที่ทุกคนมองเข้าไปนั้น เป็นภายในโรงเตี๊ยมหมี่เหลืองไม่ผิดแน่
“เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดคนถึงที่ยืนออกันที่ทางเข้ามากมายเพียงนี้?”เหมาเว่ยพึมพำพลางเร่งฝีเท้าและตะโกนขอทางผ่าเข้าไป”ขอทางให้ข้าเข้าไปหน่อย ด้านในเกิดอะไรขึ้น?”
สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาเหมาเว่ยขณะที่สามารถผ่านเข้าไปได้นั้น เป็นสภาพภายในโรงเตี๊ยมไปเปลี่ยนไปจากเดิมเป็นอย่างมาก ข้าวของภายในเกือบทั้งหมดถูกทำลายตกลงบนพื้นอย่างเกลื่อนกลาด ทั้งเก้าอี้นั่งโต๊ะไม้ก็ล้วนแล้วแต่ถูกทำลายเกือบทั้งหมดจนบางส่วนไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้
“อาเปียว อาปิง พวกเจ้าอยู่ที่ไหน? ที่นี่เกิดอะไรขึ้น?”เหมาเว่ยตะโกนพลางเร่งเดินเข้าไปสำรวจด้านใน
“เถ้าแก่ ท่านกลับมาแล้ว เถ้าแก่!”
“เถ้าแก่”
สุดท้ายเหมาเว่ยก็ได้พบเสี่ยวเอ้อทั้งสองนั่งพิงผนังอยู่ทางด้านหนึ่ง สภาพของพวกมันทั้งคู่ปรากฎบาดแผลภายนอกเป็นรอยฟกช้ำตามร่างกาย ต่อมาทั้งคู่ก็รีบเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนเหมาเว่ยได้รับความกระจ่างแจ้งทั้งแทบจะสิ้นข้อสงสัย
“พวกมันแต่งกายอย่างไร? เล่ามาให้ละเอียด”
“พวกที่บุกเข้ามาทำลายที่นี่ และจับตัวชายที่เถ้าแก่ให้พักฟรีน่ะ สวมผ้าคลุมสีดำมีลายคาดแดงตรงกลาง ทั้งยังสวมหมวกผ้าคล้ายๆกับชุดคลุม ข้าจำได้อย่างแม่นยำไม่มีวันลืม พวกมันมากันทั้งหมดห้าคน ทุบตีข้ากับน้อง ทุบเอา ทุบเอา โอ๊ย เจ็บบ ระบมไปหมด!!”
‘ผ้าคลุมดำคาดแดงมากันห้าคน’เหมาเว่ยหรี่ตาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามกับเสี่ยวเอ้อผู้พี่ต่อ”พวกมันไปทางไหน แล้วไปกันนานหรือยัง?”
“ไปก่อนที่ท่านจะกลับไม่ถึงครึ่งชั่วยามขอรับ พวกมันพาตัวชายคนนั้นไปทางด้านโน้นขอรับ เถ้าแก่”อาปิงชี้ไปทางด้านตะวันออกพลางเร่งนำมือมาสัมผัสเบาๆบนปากของตน พร้อมทั้งค่อยๆเอ่ยออกมาด้วยอาการปวดแสบ”อูย!! เจ็บ แล้วพวกมันยังนำเงินทั้งหมดไปด้วยขอรับ จู่ๆก็กล่าวหาว่าที่นี่ให้ที่พักกับชายคนนั้น”
“เงิน? พวกมันเอาเงินข้าไปทั้งหมด?”เหมาเว่ยกำหมัดแน่นขบริมฝีปากเป็นพักๆ’บังอาจปล้นกันกลางวันแสกๆเชียวหรือ ยอมไม่ได้แล้ว’
เหมาเว่ยเร่งติดตามวิ่งออกไปทางทิศตะวันออกโดยที่ตะโกนกลับไปทางเสี่ยวเอ้อ“พวกเจ้าสองคนรักษาตัวไปก่อน เดี๋ยวข้ากลับมา”
กว่าหนึ่งชั่วยามที่เหมาเว่ยพยายามตามหากลุ่มคนเหล่านั้น ทั้งจากการไถ่ถามชาวบ้านตลอดทางจนในที่สุดก็พบที่อยู่ของกลุ่มคนดังกล่าวเข้าจนได้ แต่นี่นับเป็นโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ที่ทำให้เหมาเว่ยได้พบที่ซ่อนของพวกมัน และด้วยเหตุที่ว่านี่ก็ใกล้เวลาพลบค่ำ จึงทำให้คนเหล่านั้นตัดสินใจพักอยู่ภายในเมืองแห่งนี้โดยอาศัยบ้านหลังเล็กหลังหนึ่งใช้พักแรม
‘เจอเข้าจนได้ มาหลบอยู่ที่นี่เองสินะ เดี๋ยวจะได้เห็นดีกัน บังอาจนำเงินข้าไป!’เหมาเว่ยลอบแอบมองบ้านหลังหนึ่งที่มีคนสวมชุดคลุมสีดำคาดแดงเฝ้าอยู่ทางเข้า
แต่แท้ที่จริงสิ่งที่ทำให้มันมั่นใจว่าเป็นกลุ่มคนเดียวกันนั่นก็คือหมวกที่สวม พร้อมกันนั้นก็เร่งจากไปโดยกลับไปเตรียมการก่อนที่จะลงมือกระทำบางอย่าง’ต้องรีบกลับไปเตรียมตัวก่อนจะบุกเข้าไป แล้วยังต้องถามอาปิงอาเปียวให้แน่ชัดอีก ว่าจะใช้คนกลุ่มเดียวกันรึไม่’
.
.
.
ณ โกดังร้าง
เหมาเว่ยได้เดินทางกลับมาที่โลกเดิมของตน ซึ่งก่อนหน้านั้นหลังจากที่กลับมาถึงโรงเตี๊ยม ก็ได้ถามถึงหน้าตาสองในห้าคนที่บุกเข้ามาว่าจะตรงกับที่เขาไปพบหรือไม่ สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกัน เขาจึงตัดสินใจกลับมายังโกดังร้างเพื่อเตรียมการ
“ฮัลโหล!”เยลหรือเหมาเว่ยต่อสายไปถึงเพื่อนสนิทที่ได้นัดกันเอาไว้
“กว่าจะติดต่อมาได้นะมึง กูโทรไปตั้งหลายสายไม่ยอมรับสักที”นัทพูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงอารมณ์ในเวลานี้
“เออ โทษที พอดีติดธุระ ว่าไง ถึงหรือยัง?”
“ใกล้แล้ว มึงออกมายืนตรงถนนให้กูเห็นที มืดชิบหาย”
“เค”
ผ่านไปไม่ถึงสามนาที เยลก็นำรถตู้ติดฟีล์ดดำคันหนึ่งเข้ามายังหน้าโกดัง พร้อมกันนั้นก็เปิดประตูทางเข้าโดยสั่งให้นัทจอดรถหันหน้าส่องไฟเข้าไปด้านใน เนื่องจากโกดังแห่งยังไม่มีการติดตั้งน้ำหรือไฟฟ้า จึงจำเป็นต้องใช้แสดงสว่างจากไฟหน้ารถเป็นหลัก
ปึงงง!
นัทลงจากรถพร้อมกับเสียงประตูที่ปิดลง”ว่าไงเพื่อน นี่อย่าบอกนะมึงย้ายมาอยู่ที่นี่คนเดียว”
“เออดิ แล้วมึงมาคนเดียวรึเปล่า?”
“เออ กูมาคนเดียว”
“งั้นก็เอาของออกมาเลย”
เยลเดินเข้าไปจัดแจงพื้นที่ด้านในโดยนำโต๊ะเก่าๆมาตั้งตรงไฟหน้ารถ พร้อมกันนั้น นัทก็เดินไปเปิดประตูข้างรถตู้นำเอากระเป๋าขนาดใหญ่ที่ถูกล็อคไว้อย่างดี ออกมาตั้งในจุดที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้จนครบทั้งหมดสี่ใบ
คลืนนน ปึงงง!!
“เฮ้ย สี่ใบเลยหรอ ทำไมเยอะงี้ว้ะ”เยลถามด้วยความสงสัย
“ก็บอกแล้วไง ว่ามีของจะให้”
“สักทีเหอะ”
แก๊ก แก๊ก!!!
นัทเปิดฝาข้างกระเป๋าใบแรกและใบที่สองก่อนจะอธิบายว่า”นี่ไงสวยไหม? มาพร้อมกับท่อเก็บเสียงด้วยนะ ส่วนนี่คือที่มึงสั่ง”
“ยอดเลย กำลังต้องการอยู่พอดี”เยลเบิกตากว้างเมื่อเห็นปืนพกสีดำเมี่ยมนอนอยู่ในฝากระเป๋าบนตัวล็อคพลาสติกกันกระแทกขึ้นรูปอย่างดี ส่วนข้างๆกันเป็นแม็กกาซีน และด้านล่างคือท่อเก็บเสียงสีเดียวกับตัวกระบอกปืน
“มาดูนี่ดีกว่า”นัทปลดล็อคกระเป๋าใบต่อไปและเปิดฝาข้าง จากนั้นก็หันไปยังมุมที่แสงไฟหน้ารถตู้ส่องเข้ามา
“โอววว!! หามาได้ไงว้ะ”
“จะไปยากอะไรก็แค่ ระเบิดพลาสติก”
“C-4!! ของดี!!”