ตอนที่17 น้องสาวเป็ผู้ประเมินหรอกหรือ
ครั้นถึงเวลาแปดนาฬิกาสี่สิบนาทีมีรถตู้มาจอดรับณิชาหน้าร้านจินหลง โดยภายในรถตู้มีคนนั่งอยู่ก่อนแล้วสองคนหนึ่งในนั้นคือจางซิยี่ เพื่อนสาวข้างห้องของณิชานั่นเอง
เมื่อณิชาก้าวขึ้นรถตู้ จางซิยี่พลันส่งเสียงถามด้วยความแปลกใจว่า“อ๊ะ! เหยาเหยาน้องสาวเป็ผู้ประเมินหรอกหรือ?”
ณิชายิ้มน้อยๆทักทายจางซิยี่และทักทายชายวัยกลางคนอีกคนที่เงยหน้าสบตาเธอแล้วมีท่าทางขมวดคิ้วด้วยความสงสัยว่า
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเทียนอู๋เหยานักประเมินใหม่จากร้านจินหลงค่ะ”
“สวัสดีครับ” ชออี้ นักประเมินชายหนึ่งเดียวในรถตู้พยักหน้ารับการทักทายจากณิชาพลางทักทายกลับอย่างเป็มิตร
จากนั้นณิชาตอบกลับคำถามของจางซิยี่ว่า
“ใช่ค่ะ พอดีเมื่อวานไม่ได้บอกเพราะฉันเพิ่งทำงานครั้งแรก อาจจะต้องขอคำปรึกษาจากรุ่นพี่ด้วยนะคะ”
ณิชาเลือกที่จะแสดงความนอบน้อมถ่อมตัวดีกว่าเธอไม่้าสร้างศัตรูเพิ่มในเวลานี้ จึงเลือกที่จะไม่คุยโวนอกจากทุกคนจะได้ประจักษ์ในทักษะของเธอเอง
“ได้เลยครับ มีอะไรถามผมก็ได้ ผมชื่อชออี้ขอโทษนะคุณเทียน คุณอายุเท่าไหร่ครับ?”
ชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ในรถกับจางซิยี่แนะนำตัวให้ณิชารู้จักพร้อมกับสงสัยในอายุของณิชาเนื่องจากการเป็นักประเมินจะต้องมีประสบการณ์และทักษะมากพอส่วนใหญ่จะอายุมากกว่าสามสิบปี ทว่าณิชาหน้าเด็กเกินไปจึงสอบถามด้วยความแปลกใจ
“ขอบคุณมากค่ะ ฉันอายุยี่สิบสองปีเรียกฉันว่าเหยาเหยาก็ได้”
ณิชาบอกอายุตนเองกับชออี้อย่างเป็มิตรเธอพบว่าชายวัยกลางคนมีความเป็มิตรและจริงใจมากกว่าจางซิยี่จึงเลือกที่จะมอบมิตรภาพให้
“ครับเหยาเหยางั้นเรียกผมว่าพี่ชายอี้ก็ได้ครับ” ชออี้พยักหน้าเข้าใจเขาบอกนามเรียกขานระหว่างกันให้ณิชารับรู้
“ค่ะพี่ชายอี้” ณิชารับคำอย่างสบายใจ
จากนั้นบรรยากาศในรถเริ่มเคร่งเครียดขึ้นมาอีกครั้งเนื่องด้วยจางซิยี่พูดถึงภารกิจที่ตึงเครียดกับทุกคนว่า
“ในเมื่อพวกเราสามคน จะต้องไปประเมินโบราณวัตถุตามคำสั่งเ้านายใหญ่ เห็นผู้จัดการร้านบอกว่าห้ามผิดพลาดเสียด้วยแถมจะต้องทำงานให้เสร็จภายในวันนี้ มีสินค้าเข้ามาเกือบสามสิบชิ้นแน่ะคงต้องหารจำนวนเท่าๆ กันนะคะ ไม่สามารถแบ่งแยกคนเก่าคนใหม่ได้”
ชออี้เหลือบมองณิชาด้วยความห่วงใยเพราะเขารับรู้ก่อนแล้วว่าร้านจินหลงรับนักประเมินโบราณวัตถุมาใหม่ซึ่งเขาเพิ่งมีโอกาสทำความรู้จักวันนี้ ยิ่งพบว่าณิชามีอายุน้อยย่อมหมายถึงว่าอาจมีประสบการณ์น้อยไปด้วยทำให้เขาเป็ห่วงณิชาอย่างจริงใจ
“ตกลงค่ะ ก็รับผิดชอบคนละเท่าๆ กันไปเลย”
ณิชาพยักหน้าตกลงอย่างผ่อนคลายเธอเชื่อมั่นทักษะตนเองว่าจะสามารถตรวจสอบโบราณวัตถุทั้งหลายได้แม่นยำอย่างแน่นอน
ชออี้ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่มองเห็นท่าทางผ่อนคลายของณิชายกเว้นจางซิยี่ที่ลอบเบ้ปากเพราะคิดว่าณิชาคุยโวโอ้อวดทำให้เธอตั้งใจกลั่นแกล้งณิชาโดยการคัดเลือกชิ้นที่ประเมินยากให้กับณิชาโดยตรง
..........
เวลานี้รถตู้พานักประเมินมาส่งที่โรงประมูลเมืองซีอานเป็อาคารทันสมัยสูงสามชั้น โดยมีลานกว้างด้านหน้าสำหรับจอดรถมากมายมีพนักงานชายคนหนึ่งยืนรอรับทุกคนอยู่ เมื่อทุกคนลงจากรถตู้เรียบร้อยเขาเดินนำทุกคนอ้อมไปอาคารด้านหลังซึ่งเป็โกดังทันสมัยพร้อมกับมีเครื่องมือตรวจจับความผิดปกติและการบุกรุกที่ทันสมัย
“ว้าว! มาคราวนี้โรงประมูลเปลี่ยนใหม่อีกแล้ว”จางซิยี่อุทานด้วยความชื่นชมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปมากกว่าเดิม
“มีเครื่องมือตรวจจับความผิดปกติเพียบเลย”ชออี้พยักหน้าพลางตอบกลับอย่างเห็นด้วย
“........”ณิชารับฟังการเสนอความคิดเห็นของทั้งสองคนด้วยความสนใจ
เธอกวาดสายตามองรอบตัวด้วยความสนใจ พบว่ามีกล้องวงจรปิดจำนวนมากที่สามารถเก็บภาพได้จากทุกมุมมองยังไม่นับรวมกลไกตรวจจับความผิดปกติอื่น ซึ่งเธอสามารถรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณตนเอง
เมื่อทุกคนมาถึงห้องโถงขนาดใหญ่ที่ปิดทึบพร้อมกับมีกล้องวงจรปิดตรวจสอบทั้งสี่มุมห้องรอบทิศโดยมีโต๊ะขนาดใหญ่สองตัวที่มีโบราณวัตถุหลายชิ้นทั้งเล็กใหญ่ส่วนโบราณวัตถุขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมากถูกวางอยู่บนพื้นโดยมีคอกไม้วางรอบแต่ละชิ้นเพื่อป้องกันการล้มแตกหักโดยไม่ได้ตั้งใจ
การจัดวางโบราณวัตถุอย่างเป็ระเบียบพร้อมอุปกรณ์ป้องกันความเสียหายทั้งหลายทำให้ณิชาเหลือบมองด้วยความสนใจ
พลันมีเสียงของชายวัยกลางคนเดินเข้ามาพร้อมกับมอบหมายงานให้นักประเมินทั้งสามคนว่า
“สวัสดีพวกคุณจะต้องทำหน้าที่ประเมินโบราณวัตถุเหล่านี้ ให้แล้วเสร็จภายในเวลาสิบเจ็ดนาฬิกานี่คือรายการบัญชีสินค้า พูดคุยและตกลงกันเองว่าจะแบ่งแยกยังไงหวังว่าเมื่อหมดเวลา ผมจะได้รับผลประเมินจากพวกคุณ”
ชายวัยกลางคนพูดจบก็เดินออกไปจากห้องโถงโดยไม่สนใจกับท่าทางของนักประเมินทั้งสามคนโดยมีชายฉกรรจ์แต่งกายเครื่องแบบเหมือนผู้คุ้มกันพร้อมอาวุธ ต่างพากันยืนเรียงรายรอบห้องโถงเป็การจับตาสังเกตการทำงานของนักประเมินอย่างใกล้ชิดนอกเหนือจากการมีเครื่องมือเฝ้าระวังอย่างกล้องวงจรปิด
ชออี้และจางซิยี่ต่างพากันอาปากค้างอย่างตกตะลึงกับคำสั่งที่เข้มงวดจริงจัง ยกเว้นณิชาที่แค่ขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจในความเร่งด่วนของงานแรกอย่างเป็ทางการของเธอเธอไม่ได้แสดงท่าทางอะไรอีก ทว่าบอกกับชออี้และจางซิยี่ว่า
“พี่ชายอี้พี่สาวซิยี่คะ พวกเราแบ่งงานกันทำเถอะค่ะ”
“ได้สิทำงานกันเถอะ เดี๋ยวจะเสร็จไม่ทัน” ชออี้สะดุ้งเล็กน้อยจากเสียงเรียกของณิชาเขาพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของเธอ
“เฮ้อ!นี่พวกเราจะต้องใช้พลังงานมากแค่ไหนกัน?”จางซิยี่ถอนหายใจพลางบ่นอย่างกังวล
อย่างไรก็ตามทุกคนจำเป็ต้องรีบแบ่งงานกันทำโดยชออี้รับหน้าที่ประเมินโบราณวัตถุชิ้นใหญ่ซึ่งวางเรียงรายบนพื้นส่วนจางซิยี่รีบเลือกประเมินโบราณวัตถุบนโต๊ะที่มีน้อยชิ้นที่สุดแล้วปล่อยให้ณิชารับหน้าที่ประเมินโบราณวัตถุบนโต๊ะที่มีจำนวนสินค้ามากที่สุดไปอย่างรวดเร็ว
“ผมจะเลือกประเมินโบราณวัตถุบนพื้นก็แล้วกันนะครับ”
“อ๊ะ!งั้นน้องสาวเหยาก็ประเมินสินค้าบนโต๊ะนั้นแล้วกันนะ พอดีพี่ยืนอยู่โต๊ะตัวนี้แล้วคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม?”
“ได้ค่ะ”
ณิชายักไหล่เล็กน้อยอย่างเข้าใจเธอไม่เป็กังวลว่าจะถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนอื่นแต่อย่างใดเพราะเธอเหลือบมองเห็นโบราณวัตถุบางชิ้นวางอยู่บนโต๊ะอีกตัวซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับหยกห้อยคอตนเองจึง้าพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่าเป็อย่างไร
จากนั้นแต่ละคนต่างแยกย้ายกันไปทำงานตามคำสั่งอย่างเคร่งเครียดยกเว้นณิชาที่เธอแค่ััโบราณวัตถุแต่ละชิ้นอย่างรวดเร็ว เป็การประเมินคร่าวๆก่อนลงรายละเอียด เพราะวัตถุประสงค์ของเธออยู่ที่หยกวงกลมแบนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสามเิเซึ่งเธอมั่นใจว่ามีขนาดเท่ากับหยกห้อยคอของตนเองเธอหยิบขึ้นมาดูอย่างใกล้ชิดด้วยความสนใจ
“อืม!มีกลิ่นอายและพลังลึกลับบางเบากว่าของฉัน แต่ขนาดเท่ากันเป๊ะสีอ่อนกว่าของฉันอีกด้วย”
ณิชาพึมพำกับตัวเองอย่างสนใจเธอพลิกดูไปมาพร้อมกับหยิบแว่นขยายส่องดูรายละเอียดของเนื้อหยกอย่างสนใจ โดยไม่รู้เลยว่าภาพจากกล้องวงจรปิดถูกส่งเข้าไปแสดงบนหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ในห้องทำงานหนึ่งของคฤหาสน์หรูเมืองซีอาน
……….
จ้าวหลงหรี่ตามองท่าทางของณิชาอย่างพิจารณาเขาพบว่าณิชาตั้งใจเดินไปตรวจสอบหยกชิ้นนั้นอย่างมุ่งมั่น เรียกความสนใจจากท่าทางของณิชาโดยตรง
“หึๆผู้หญิงคนนี้เป็นักประเมินคนใหม่ ที่เสี่ยวจวินพามาร้านจินหลงงั้นหรือ?น่าสนใจ!”
จ้าวหลงหัวเราะเบาๆในลำคอด้วยความสนใจ พลางจิบไวน์แดงอย่างสบายใจเขาเอนกายนั่งไขว่ห้างเฝ้ามองท่าทางของณิชาอย่างเพลิดเพลิน
เขารู้สึกคุ้นตารูปร่างหน้าตาของณิชาอยู่บ้างทว่าเขานึกไม่ออกว่าเคยเห็นณิชาจากที่ไหน เนื่องด้วยวันเกิดอุบัติเหตุของณิชานั้นเขานั่งอยู่เบาะหลังรถและไม่ได้สนใจกับเหตุการณ์นั้นเท่าใดนักนอกจากสั่งการให้หยางจวินตรวจสอบที่มาของณิชาว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มจีนเทาหรือไม่เพราะพื้นฐานของเขาไม่ได้สนใจหญิงสาวสวยแต่อย่างใด
พลันมีเสียงโทรศัพท์ของจ้าวหลงดังขึ้นเขาหยิบมาดูก่อนถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่ายและรับสายอย่างจำใจว่า
“สวัสดีครับพ่อ”
“เสี่ยวหลงพรุ่งนี้หนูเจนนี่จะมากินข้าวเย็นที่บ้าน ลูกควรมาพบคู่หมั้นบ้างนะ”
ปลายสายเป็เสียงของชายวัยกลางคนซึ่งเป็พ่อของจ้าวหลงที่มีชื่อว่า จ้าวเฟยเจิน เขาเป็เพื่อนเรียนั้แ่เด็กกับ
หยางหนิงหลินผู้เป็บุตรชายคนที่สองของชายชราหยางหนิงอัน ซึ่งทั้งสองคนเป็เพื่อนสนิทกันโดยเพื่อนของจ้าวเฟยเจินมีบุตรสาวหนึ่งคนคือ หยางเจียอีหรือเจนนี่ผู้ที่เป็ลูกพี่ลูกน้องกับหยางจวินนั่นเอง
จ้าวเฟยเจินและหยางหนิงหลินเคยมีสัญญาระหว่างกันเมื่อครั้งที่แต่ละฝ่ายแต่งงานใหม่ๆ ว่า หากมีลูกต่างเพศจะให้แต่งงานกันหากมีลูกเพศเดียวกันจะให้นับถือเป็พี่น้อง สุดท้ายทั้งสองฝ่ายมีลูกต่างเพศกันจึงเป็ที่มาของการหมั้นหมายซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับจ้าวหลงทว่าหยางเจียอีกลับตกหลุมรักจ้าวหลงั้แ่เด็กจึงทำให้เธอยินยอมและเต็มใจในการหมั้นอย่างยินดี
“ถ้าผมว่างนะครับ”จ้าวหลงตอบกลับอย่างรำคาญใจ
“ไม่มีคำว่า.....ถ้าว่างปู่สั่งให้แกมาร่วมงานนี้ เห็นปู่บอกว่ามีเื่จะพูดกับแกด้วย”
จ้าวเฟยเจินปฏิเสธเสียงแข็งพร้อมกับสั่งลูกชายคนเดียวอย่างจริงจังเขาไม่้าเสียหน้ากับเพื่อนสนิทอีกเพราะพฤติกรรมเอาแต่ใจของลูกชายอนึ่งพ่อตนก็มีคำสั่งที่้าพบหลานชายเช่นกัน ทำให้เขาใช้เหตุผลนี้บังคับให้ลูกชายกลับบ้าน
จ้าวหลงขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจกับเหตุผลที่พ่อเอ่ยถึงปู่ทำให้เขาตอบรับอย่างไม่เต็มใจว่า
“ก็ได้ครับผมจะไปหาปู่ก่อน”
จ้าวหลงกดวางสายทันทีพร้อมกับกระดกแก้วไวน์ขึ้นดื่มจนหมดด้วยความหงุดหงิดใจ เขาเบื่อหน่ายที่จะต้องทำตามคำสั่งของครอบครัวโดยที่ทุกคนล้วนแต่คิดถึงผลประโยชน์ของธุรกิจในครอบครัวมากกว่าความรู้สึกของลูกหลาน
เขาลุกเดินออกไปจากห้องสังเกตการณ์โดยไม่ได้สนใจการประเมินโบราณวัตถุอีกทำให้เขาไม่ได้เห็นณิชาหยิบหยกห้อย
คอของตนเองออกมาเปรียบเทียบกับหยกที่ต้องประเมินในจังหวะหนึ่ง
..........
ด้านณิชาที่หยิบหยกตัวเองออกมาเปรียบเทียบกับหยกอีกชิ้นด้วยความสนใจเธอลอบสังเกตรอบห้องและพบจังหวะที่ไม่มีใครสนใจตัวเองจึงทำการเช่นนี้โดยเธอเลือกหันหลังให้กล้องวงจรปิดอย่างตั้งใจซึ่งณิชาใช้เวลาตรวจสอบเปรียบเทียบกันแค่สองสามวินาที จากนั้นวางหยกกลมแบนที่ต้องประเมินลงบนโต๊ะพลางพึมพำกับตัวเองด้วยความแปลกใจว่า
“เหมือนกันมากแต่ขนาดต่างกันแค่หนึ่งหนึ่งมิลลิเมตรกว่าๆ สีก็ต่างกันเล็กน้อยเท่านั้นหยกของฉันเข้มกว่านิดนึงแต่ชิ้นนี้ก็ถือว่าเป็โทนสีเขียวเหมือนหยกจักรพรรดิเช่นกัน ถ้าเป็กุญแจใช้เปิดกลไกอะไรสักอย่างความต่างแค่นี้จะเปิดไม่ได้แน่นอน มันเป็หยกที่มีไว้ใช้ทำอะไรนะ?อยากรู้จริงๆ”
ณิชาสงสัยถึงประโยชน์ของหยกกลมแบนบนโต๊ะและหยกห้อยคอตนเองมากขึ้นทว่าเธอไม่สามารถเสียเวลากับหยกชิ้นนี้ได้อีกจึงเลือกที่จะประเมินโบราณวัตถุอื่นที่มีอยู่อีกเกือบสิบกว่าชิ้นบนโต๊ะมีทั้งจอกสำริด เจดีย์โบราณ เศษแจกันโบราณ จาน-แจกัน-ขวดกระเบื้อง ปลา-เสือเซรามิกเครื่องปั้นดินเผา อักขระบนแผ่นหนังสัตว์โบราณ และอีกหลายชิ้น
“มีแต่ของโบราณประเทศจีนทั้งนั้นเลยเห็นทีฉันคงต้องหาเวลาศึกษาประวัติศาสตร์ และเรียนรู้ภาษาโบราณเสียแล้ว”