บทที่ 118
ถ้ำลึกลับ
หลังจากที่เดินทางมา 1 วันเต็มๆ ผ่านความยากลำบากมามากมายสุดท้ายก็ถึงเป้าหมายในที่สุด
ด้านหน้าถ้ำใหญ่ก่อนดวงอาทิตย์น่าจะตกดิน แสงสว่างไสวสีส้มอมแดงสาดส่องกระทบไปทั่วทั้งผืนป่าสีเขียวขจี
แสงอาทิตย์ยามอัสดงที่เป็นแสงสุดท้ายของวันกำลังจะค่อยๆหมดไป ป่าใหญ่แห่งนี้เงียบสงัดเสียงสายลมพัดผ่านไร้ซึ่งการเคลื่อนไหว
ด้านหน้าถ้ำขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่าน ซูฉีเดินทางมาถึงพร้อมกับสองขุนพลเสี่ยวเฉินและเสียวหลง
บุรุษทั้งสองร่างกายยังคงแข็งแรง พวกเขาราวกับว่าพละกำลังนั้นยังคงล้นเหลือ พวกเขาเดินทางมาไกลหลายชั่วยามกลับดูไม่เหนื่อยเลยแม้แต่น้อย
ผิดจากซูฉีร่างกายของนางราวกับว่าจะแหลกสลาย เสียงลมหายใจที่ระลัวอย่างไม่เป็นจังหวะ บนใบหน้าของนางก็เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อมากมาย
เมื่อเดินทางมาถึงเป้าหมาย ราวกับว่าตนเองสำเร็จเป้าหมายที่ตนอยากจะทำแล้ว ซูฉีรีบทิ้งกายของตนลงไปนั่งกับพื้นอย่างรวดเร็ว
ตู้บ!!! ก้นกระแทกลงกับพื้นอย่างเหนื่อยล้า นางพึมพำออกมาด้วยความเหนื่อยใน “ ไม่ไหวไม่ไหว ”
“ ถ้าคิดว่าตนเองน่าจะตายแล้วเสียอีกในที่สุดก็เดินทางถึงสักที ”
นางไม่ใช่พวกทหารที่ฝึกฝนร่างกายมาอย่างแข็งแกร่ง ถึงแม้ว่านางจะเป็นผู้ฝึกฝนพลังวิญญาณแต่ก็ไม่สามารถแข็งแกร่งเทียบเท่ากับพวกทหารได้
เพราะแบบนั้นน่าจึงอยู่ในสภาพแบบนี้ การเดินทางไกลหลายชั่วยามติดต่อกันย่อมเหนื่อยล้า
ในตอนแรกคิดว่าการเดินทาง นางจะมาไม่ถึงเป้าหมายก่อนที่ตะวันตกดินแล้ว
“ นั่นคือทำอย่างนั้นหรือเจ้าคะ ” ซูฉีมองไปด้านหน้า
ทำขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้ามีปากถ้ำที่กว้างขวาง มองลึกเข้าไปเห็นแต่เพียงแค่ความมืดมิด ดูเหมือนว่าภายในถ้ำมันจะลึกกว่าที่คิดเอาไว้
“ ใช่ขอรับร่องรอยเท้ามาจบลงที่สถานที่แห่งนี้ แล้วก็ดูจากแผนที่แล้วคงจะเป็นสถานที่แห่งนี้อย่างแน่ ” ผู้นำทางแซ่เฉินกล่าว
“ ว่าแต่มันน่าแปลกหรือไม่พี่รอง ” เสี่ยวหลงชายร่างกายกำยำกล่าว ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย ราวกลับมาพบเจอเรื่องบางอย่างที่แปลกพิกล
เสี่ยวเฉินหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว บุรุษท่าทางสุขุมราวกับว่าเริ่มรู้สึกบางอย่างที่แปลกไปด้วย
ขุนพลทั้งสองแสดงใบหน้าเคร่งขรึมเรียบเฉย แม้แต่เสี่ยวหลงที่ก่อนหน้านี้มักจะแสดงรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลาเองก็เปลี่ยนใบหน้าเช่นเดียวกัน
มันทำให้ซูฉีที่นั่งอยู่พานั่งหลังตรงขึ้น นางแสดงใบหน้าที่สงสัยสงสัยว่ายามนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
“ มีอันใดอย่างนั้นหรือเจ้าคะ? ” ซูฉีถามอย่างสงสัย
“ น่าแปลกขอรับ ภายในสถานที่แห่งนี้เป็นป่ามันควรจะมีสัตว์บ้าง ”
“ ยิ่งตอนนี้ดวงอาทิตย์กำลังจะตกดินพวกสัตว์ร้ายน่าจะเริ่มออกล่าอาหารกันแล้ว มันควรจะมีเสียงบ้างแต่ว่านอกจากเสียงลมแล้วพวกเรากลับไม่ได้ยินอะไรเลย ” เสี่ยวเฉิน พูดถึงข้อพิลึกที่ปรากฏขึ้น
เมื่อลองคิดดูแล้วก็เป็นจริงเช่นนั้น ซูฉีลองลุกขึ้นมาแล้วลองมองรอบๆ มันกลับกลายเป็นว่าบริเวณรอบๆสถานที่แห่งนี้มันไม่มีเสียงอะไรนอกจากเสียงสายลมที่พัดผ่านป่าเลย
ถ้าเป็นป่าแล้วก็มันควรจะมีสัตว์อยู่บ้าง แต่ว่าเหตุใดจึงไม่มีเสียงสัตว์พวกนั้นทั้งที่ท้องนภาด้านบนมันก็เริ่มมืดมิดลงแล้ว
แม้แต่นกสักตัวที่บินผ่านยังไม่เจอเลยแม้แต่นิดเดียว ซูฉีสังเกตเห็นดึงข้อพลิกก่อนที่มันปรากฏขึ้นเช่นเดียวกัน
มันทำให้นางไม่สามารถนั่งได้รีบลุกขึ้นมาอยู่ในท่ายืนอย่างรวดเร็ว
“ แล้วถ้าเช่นนั้นพวกเราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะเพราะเหตุใดภายในป่ามันจึงไม่มีสัตว์เลยสักตัว ”
“ ข้าก็ไม่เคยพบเจอป่าเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ที่อาศัยอยู่ชายแดนเคยเดินทางไปป่าหลายแห่งแต่ไม่เคยเดินทางเข้ามาในละแวกนี้เลยขอรับ ”
“ พวกข้าเองก็รู้สึกสงสัยเช่นเดียวกันไม่ต่างจากท่าน ” เสี่ยวหลงกล่าว
ทั้งสามที่ยืนอยู่หน้าถ้ำรู้สึกสับสนกับสิ่งที่เกิด แม้แต่ทหารคุ้มกันทั้งสองที่เป็นผู้นำทางก็ยังไม่เข้าใจในสถานการณ์เช่นนี้
พวกเขาพากันมองกันไปกันมาพยายามถามหาคำตอบ และก็สิ่งที่ควรจะทำในลำดับถัดไป
“ ข้าคิดว่าพวกเราจะควรจะเดินเข้าไปเลยขอรับ ”
“ ถ้าเกิดว่าอยู่ด้านนอกเช่นนี้ตอนที่ท้องฟ้านั้นมืดมิด มันคงจะเป็นอันตรายกับพวกเรามากกว่า ” เสี่ยวเฉินแนะนำอย่างสุขุม
เพราะว่าตอนนี้บริเวณด้านนอกท้องนภาค่อยๆมืดมิดลงไปเรื่อยๆ ถ้าอยู่ด้านนอกอาจจะเป็นอันตรายกับพวกเขามากกว่า
จริงอยู่ว่าตอนนี้ด้านนอกยังไม่ได้ยินเสียงของสัตว์ร้าย แต่ว่าความแปลกประหลาดนี้มันก็อาจจะเกิดบางสิ่งที่ไม่คาดคิด
เพราะแบบนั้นขุนพลแซ่เฉินจึงแนะนำให้เดินทางเข้าไปบริเวณด้านใน
“ ถ้าแบบนั้นก็ได้เจ้าค่ะ ” ซูฉีตอบรับอย่างไม่มีทางเลือก
นางไม่รู้เลยด้านในนางจะพบเจออะไรบ้าง แต่ในตอนนี้ไม่มีทางเลือกมากนักคงจะต้องเดินทางเข้าไปด้านใน
หลังจากเตรียมตัวอยู่สักพักทั้งสามก็ได้เดินทางเข้าไปบริเวณด้านใน โดยการเดินเข้าไปด้านในเสี่ยวหลงเป็นคนที่เดินนำหน้า และก็มีเสี่ยวเฉินเป็นคนที่เดินตามหลังคนสุดท้าย ซูฉีอยู่บริเวณตรงกลางเพื่อความปลอดภัย
ทั้งสามเดินเข้าไปภายในถ้ำที่มืดมิด แต่ก่อนที่จะก้าวเข้าไปภายในปากถ้ำ ซูฉีเห็นว่าขุนพลทั้งสอง กำลังก้มหน้าก้มตาเพื่อจุดเปลวเพลิงอยู่
“ นั่นพวกท่านกำลังทำอันใดเจ้าคะ ”
“ จุดเปลวเพลิงขอรับ ด้านในดูเหมือนว่าจะมืดมิดเป็นอย่างมาก คงจะมองไม่เห็นอะไรเลย เพราะแบบนั้นการเดินเข้าไปบริเวณด้านในก็คงจำเป็นจะต้องการแสงสว่างเพื่อนำทางแล้วก็เพื่อให้พวกเรามองเห็นทางด้วย ” เสี่ยวเฉินอธิบาย
ซูฉีนางล้วงมือของตนเข้าไปภายในหอผ้าที่อยู่ด้านหลัง ก่อนที่จะนำก้อนหินบางอย่างออกมา
ก้อนหินที่ถูกนำออกมากลายเป็นเป้าสายตาให้ขุนพลทั้งสองหันมองเป็นตาเดียว
ทั้งสองพากันสงสัยก้อนหินปริศนาที่อยู่ภายในมือของคุณหนูซูคืออะไร คำถามนั้นปรากฏขึ้นมาภายในใจของพวกเขา
จนกระทั่งเสียวเฉินเป็นฝ่ายเอ่ยถาม “ นั่นคืออันใดอย่างนั้นหรือขอรับ? ”
“ นี่อย่างนั้นหรือเจ้าคะ มันคือสิ่งที่จะสามารถให้แสงสว่างของพวกเราได้ ”
“ พวกเราไม่จำเป็นจะต้องใช้คบเพลิงพวกนั้นให้สิ้นเปลืองหรอกเจ้าค่ะ ” ซูฉีกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างมั่นใจ
แม้ว่าจะไม่เสร็จสมบูรณ์แต่สิ่งประดิษฐ์สิ่งที่มันเองก็สามารถใช้งานได้ในสถานการณ์ใดเช่นนี้
อย่างไรเสียแสงสว่างไสวจากหินที่ถูกจำลองขึ้นจากหลอดไฟ มันก็น่าจะสว่างกว่าคบเพลิงอย่างแน่นอน
เสี่ยวเฉินและเสี่ยวหลงพากันหันมองกันด้วยความงุนงง ขุนพลทั้งสองแสดงแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
เห็นชิ้นนั้นจะสามารถใช้แทนคบเพลิงได้อย่างไรกัน แว๊บนึงในจิตใจของขุนพลทั้งสองพากันคิดว่าคุณหนูผู้นี้น่าจะสติเลอะเลือนไปแล้ว
ในขณะที่คิดแบบนั้นซูฉีที่อยู่บริเวณด้านหน้าก็แสดงความสามารถของเจ้าของชิ้นนี้ให้ขุนพลทั้งสองได้ดู
ซูฉีเปิดใช้งานเจ้าศิลาหินก้อนเล็กๆภายในมือ ดวงตาทั้งสองข้างของขุนพลทั้ง 2 ที่อยู่ด้านหน้าเบิกกว้าง
ทั้งสองนั้นเห็นเช่นเดียวกันแสงสว่างไสวที่ส่องแสงออกมาทั้งสองนั้นเห็นเช่นเดียวกันแสงสว่างไสวที่ส่องแสงออกมาจากเจ้าหินศิลาปริศนานั่น
แสงสีขาวที่สว่างไสว มันสะสมไปบริเวณรอบๆทำให้พื้นที่บริเวณรอบๆในรัศมีกว่าสิบเมตรสว่างไสว ราวกับว่าเป็นช่วงเวลายามกลางวัน
“ นี่มันอะไรกัน ” เสี่ยวเฉินที่เป็นคนที่สงบ ยามนี้ตื่นตระหนกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ทั้งสองไม่เคยพบเห็นของวิเศษเช่นนี้มาก่อน เพราะแบบนั้นเมื่อความสามารถของมันปรากฏขึ้นมาจึงกลายเป็นที่ตื่นตระหนก
“ ของสิ่งนี้มันอะไรกันขอรับ ”
“ ของที่ข้าคิดคนขึ้นมาเองเจ้าค่ะ เป็นศิลาหินเรืองแสงที่สามารถเปล่งแสงในตัวของมันได้ ”
“ ไปกันเถอะเจ้าค่ะ ” ซูฉีกล่าว
จบบท