ในระหว่างที่นางวอกแวก จิตใจไม่มั่นคง เป็นจังหวะเดียวกับที่จิตมารได้ใช้พลังบางอย่าง คว้าจับร่างของนางเอาไว้ แล้วกระชากร่างนางให้ร่วงลงมากระแทกกับพื้นอย่างแรง ไม่เพียงเท่านั้น ร่างเงามารของจี๋ฮ่าวก็ลงมือฟาดกระบี่ ประสานรังสีของกระบี่เงาลวงออกมา เข้าปะทะกับนางเข้าอย่างจัง
“อัก!!” จี๋ฮ่าวพยายามยกแขนทั้งสองขึ้นป้องกัน ก่อนจะถูกพลังอัดกระแทกร่าง จนกลิ้งไถลไปกับพื้นเป็นทางยาว
นางพยุงร่างรีบลุกขึ้นในทันที ใบหน้าซีดเซียวลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะยกมือขึ้นกุมหน้าอกอย่างเจ็บปวดและกระอักเลือดออกมาคราหนึ่ง
“พรวดดด” จี๋ฮ่าวเบิกตากว้าง ไม่อาจสะกดข่มอาการบาดเจ็บเอาไว้ได้ อีกทั้งยังรู้สึกหายใจติดขัด ซึ่งเกิดมาจากอาการบาดเจ็บภายในปอดซ้าย
นางลอบตื่นตกใจอยู่ชั่วขณะ ไม่คิดเลยว่าจิตมารและร่างเงานั้นจะมีพลังเทียบเท่ากับตนเอง เสมือนนางถูกผู้ที่มีฝีมือทัดเทียมถึงสองคนกลุ้มรุมโจมตี ในขณะที่นางกำลังประมาท
จี๋ฮ่าวมีสีหน้าเคร่งเครียดไม่สู้ดี แม้ตนเองจะพอทราบมาก่อนว่าการทดสอบจิตมารจะยากเย็น แต่ก็ไม่ควรจะสาหัสถึงเพียงนี้
เหตุผลเดียวที่นางพอจะคิดออก นี่อาจจะเป็นพิธีสืบทอดพลังมารที่จักรพรรดิมารบังคับให้เกิดขึ้นมา ซึ่งนางมั่นใจว่าจิตมารตามธรรมชาติไม่มีทางทำอะไรนางได้อย่างแน่นอน แต่ทว่าจิตมารที่จี๋ฮ่าวกำลังประสบอยู่ มิใช่จิตมารปกติทั่วไปอย่างแน่นอน
เพราะมันถูกบังคับให้เกิดขึ้นโดยจักรพรรดิมาร ซึ่งโดยทั่วไปในโลกฝึกตนนี้ จะเรียกวิธีการบังคับให้กำเนิดจิตมารชนิดนี้ว่า 'พิธีสืบทอดพลัง' เป็นการถ่ายทอดแก่นพลังบางส่วนให้กับผู้สืบทอด โดยจะแฝงเจตนารมและสำนึกรู้ของคนผู้นั้นเอาไว้ ทำให้ความสาหัสในบททดสอบของพิธีสืบทอดพลังจะหนักหนากว่าจิตมารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติหลายเท่านัก ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ครอบครองแก่นพลังที่จะถ่ายทอดให้ผู้สืบทอดนั่นเอง
อันที่จริงแล้ว ก่อนหน้านี้จี๋ฮ่าวก็ผ่านบททดสอบจิตมารของตนเองมาแล้วนับไม่ถ้วน ซึ่งนางก็ผ่านพ้นมาได้อย่างทุลักทุเลเช่นกัน จนกระทั้งหลัง ๆ มานี้ ระดับฌาณของนางทั้งแข็งแกร่งและมั่นคง จนจิตมารในระดับปกติไม่อาจทำอะไรนางได้อีกแล้ว นี้เองคือสาเหตุที่ทำให้นางหลงประมาทและพลาดท่าจนได้
“ฮ่าฮ่าฮ๋า” จิตมารหัวเราะร่าและหยุดมือลง ไม่ได้เข้ามาโจมตีต่อ พลางกล่าวถามขึ้นมาว่า
“เป็นอย่างไร? ถอดใจแล้วรึ?” จิตมารเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยต่อไปว่า “ลึก ๆ แล้วใจเจ้าเองก็ปรารถนาในพลังไม่ใช่รึ? เหตุใดเจ้าต้องปฏิเสธพลังจากคัมภีร์นิรวาณด้วยเล่า?”
“ตัวเจ้าเองก็รู้ดีกว่าใครไม่ใช่หรือ ว่าถ้าหากคนเราไร้ซึ่งพลัง แม้แต่จะอ้าปากแสดงความคิดเห็น ก็ยังทำไม่ได้เลย...”
จี๋ฮ่าวนิ่งเงียบไม่ตอบคำใด ภายในใจอดสงสัยไม่ได้ว่าจิตมารตนนี้ดูจะทรงสติปัญญากว่าที่ผ่านมามากนัก
“หรือเพียงเพราะเจ้าเห็นว่าพลังมารเหล่านี้น่ารังเกียจ?” จิตมารยังคงกล่าวถามนางต่อ ไม่ได้แสดงท่าทีจะจู่โจมต่อแต่อย่างใด
จิตมารเห็นว่านางยังคงนิ่งเงียบไม่ตอบคำ จึงยกยิ้มขึ้นอีกครั้ง“แค่ได้ถือกำเนิดใหม่ ก็ลืมกำพืดตนเองเสียสิ้นแล้วหรือ? เช่นนั้นก็ลิ้มลองพลังที่เจ้ารังเกียจเสียนักหนาเถอะ...”
ว่าแล้ว จิตมารก็ชูมือขึ้น ก่อนจะปรากฏเป็นลูกแก้วแสงสีเงินขึ้นบนฝ่ามือ ลูกแก้วนี้เปล่งรัศมีพลังออกมาอย่างรุนแรง คล้ายกับคลื่นทะเลที่ซัดเข้ากับฝั่งเป็นระยะ ๆ
พลังเหล่านี้เมื่อถูกกระทบเข้ากับจี๋ฮ่าว พลันทำให้นางปวดร้าวไปทั่วตัว อีกทั้งหูของนางก็เริ่มไม่ได้ยินเสียงอื่นใด นอกจากเสี่ยงหวีดหวิว อื้ออึงอยู่ภายในหู
จี๋ฮ่าวจึงทำได้เพียงยกมือขึ้นปิดหูก่อนจะเร่งพลังคุ้มกายขึ้น ป้องกันการโจมตีจากทั้งคลื่นแสงสีเงินจากจิตมารและพลังจิตจากเงามาร ที่กำลังจู่โจมเข้ามาพร้อมกัน
ในช่วงที่จี๋ฮ่าวกำลังทรมานอยู่นั้น นางพยายามค้นหาวิธีการเอาชนะจิตมารจากคัมภีร์จิตวิญญาณอมตะอยู่ แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้บอกเลย มีเพียงแค่ให้ยอมรับและปล่อยวาง
นางที่ไม่เห็นว่าจะมีทางใดเอาชนะจิตมารเหล่านี้ได้เลย จึงได้ยอมเปิดคัมภีร์นิรวาณที่จักรพรรดิมารมอบเอาไว้ให้ และพบว่ามันเขียนวิธีบางอย่างที่น่าสนใจเอาไว้และคล้ายคลึงกับในบทหนึ่งของคัมภีร์จิตวิญญาณอมตะว่า
“จิตมาร คือรากเหง้าของความชั่วทั้งสาม อันได้แก่ โมหะ โลภะ และโทสะ การเอาชนะพวกมัน มีเพียงการใช้สติปัญญาและรู้เท่าทันจิตของตนเอง แยกแยะพวกมันให้ออกก่อนว่ามันคือจิตมารประเภทใด ต่อจากนั้นก็ให้กำหนดอารมย์รับรู้ และควบคุมมันเสีย...”
หากเป็นส่วนที่อยู่ในคัมภีร์จิตวิญญาณอมตะจะเขียนเอาไว้ว่า
“จิตมาร คือรากเหง้าของความชั่วทั้งสาม อันได้แก่ โมหะ โลภะ และโทสะ การเอาชนะพวกมัน มีเพียงการใช้สติปัญญาและรู้เท่าทันจิตของตนเอง แยกแยะพวกมันให้ออกก่อนว่ามันคือจิตมารประเภทใด ต่อจากนั้นก็ให้กำหนดอารมย์รับรู้ จากนั้นก็เพิกเฉยมันเสีย...”
ทันทีที่จี๋ฮ่าวอ่านบทนี้จบ จู่ ๆ นางก็ปวดศีรษะขึ้นมาอย่างกระทันหัน ฉับพลันก็รู้สึกได้ถึงองค์ความรู้มากมาย ที่กำลังหลั่งใหลเข้าสู่สมอง อัดแน่นจนแทบจะระเบิดออกมา ที่นางแปลกใจก็คือ ทั้งสองคัมภีร์ต่างก็เขียนวิธีรับมือกับจิตมารทั้งสองเอาไว้คล้ายกัน แต่ก็ไม่มีวิธีกำจัดจิตมารให้สิ้นไปเลย
แม้ใจหนึ่งจะยังกังวลว่านี่อาจจะเป็นกลอุบายของจักรพรรดิมารหรือไม่ แต่ตัวนางในขณะนี้ไม่ได้มีตัวเลือกให้ใช้มากนัก ได้แต่ลองทำตามไปก่อน
จี๋ฮ่าวยืนตัวตรง หลับตาสงบนิ่ง เสี่ยงตนเอง ตั้งจิตเข้าสู่ฌาณเพื่ออย่างไม่ลังเล
ทันทีที่นางกำหนดจิตเข้าสู่ฌาณได้แล้ว พลันพบเห็นร่างของตนเองยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอย่างสงบและไม่ได้รับรู้ความเจ็บปวดอีกต่อไป ก่อนจะเริ่มพิจารณาจิตมารตนนั้นอย่างละเอียดอีกครั้ง
“เป็นไปไม่ได้!!!” จิตมารที่กำลังปล่อยคลื่นแสงสีเงิน ก็สังเกตุเห็นได้ว่าจี๋ฮ่าวนั้นเปลี่ยนไป ราวกับว่านางได้รู้วิธีรับมือกับมันเข้าแล้ว
“อย่าหวังเสียให้ยาก” จิตมารคำรามก้องด้วยความโกรธ ก่อนที่มันจะร่ายมนต์คาถาบทหนึ่งและเรียกจิตมารขึ้นมาอีก 2 ร่างทันทีที่พวกมันปรากฏกายขึ้นมา จี๋ฮ่าวก็สังเกตุเห็นสิ่งผิดปกติได้ในทันที และเชื่อมโยงไปกับเคล็ดวิชาที่กล่าวถึงในคัมภีร์นิรวาณ ในประโยคที่ว่า
“ให้ควบคุมมันเสีย”
ทันใดนั้นจี๋ฮ่าวก็เริ่มมั่นใจเพิ่มขึ้นมาอีกห้าส่วน ว่าการที่จิตมารตนนี้ปรากฏกายออกมาอย่างผิดปกติถึง 3 ร่างในเวลาเดียวกัน อาจจะเป็นฝีมือของจักรพรรดิมารอย่างแน่นอน
'ควบคุมจิตมารในใจผู้อื่นได้งั้นรึ?' แม้จะมั่นใจ แต่จี๋ฮ่าวรู้สึกไม่อยากจะเชื่อเท่าใดนัก
เมื่อเป็นเช่นนี้ จี๋ฮ่าวก็เริ่มที่จะเข้าใจความหมายของเคล็ดวิชาทั้งสองได้ง่ายขึ้น ว่าด้วยคัมภีร์นิรวาณ เป็นการบรรลุในแง่กฏเกณฑ์แห่งฟ้าดินและควบคุมใช้งานจิตมารได้อย่างอิสระ สามารถควบคุมบงการได้ทุกผู้คนที่ติดอยู่ในวัฏสงสาร
ส่วนเคล็ดวิชาของคัมภีร์จิตวิญญาณอมตะ เป็นการปล่อยว่างและเพิกเฉย ไม่มีสิ่งใดทำอันตรายต่อตนเองได้อีก บ่งบอกว่าการไม่ข้องแวะกับจิตมารทั้ง 3 จะเป็นการดีที่สุด
เมื่อพิจารณาลึกลงไป การที่สามารถควบคุมบงการผู้คนได้อย่างใจนึก นับว่าเป็นมหาอำนาจที่เย้ายวนใจไม่ใช่น้อย จนแม้แต่จี๋ฮ่าวเองก็เกิดลังเลในใจขึ้นมาชั่วขณะ และทำให้จิตของนางกลับคืนสู่ร่างทันที
“วูบบบ!!”
“แย่แล้ว!!”
ทันทีที่จิตของนางหวั่นไหวกับอำนาจที่สามารถควบคุมบงการผู้คนได้ ความเจ็บปวดที่นางได้รับก็กลายเป็นทบทวีขึ้นหลายเท่าตัว จนนางถึงกับกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ อีกทั้งมีเลือดใหลออกจากทวารทั้งเก้า
“อ๊ากก” จี๋อ่าวร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวด
“ไม่ได้ ข้าบำเพ็ญตนมาขนาดนี้ก็เพราะท่านผู้นั้น ทำไมข้าถึงยังลังเลที่จะเป็นแบบเขาอีกเล่า?” จี๋ฮ่าวพลันนึกไปถึงมหาบุรุษผู้หนึ่งที่นางเคยพบเจอในอดีต อีกทั้งยังเป็นคนที่มอบเคล็ดวิชาจิตวิญญาณอมตะให้แก่นาง
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลมหายใจเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่ นางจึงไร้ความลังเลอีกต่อไป เลือกที่จะทำตามเคล็ดวิชาจิตวิญญาณอมตะแทน และปล่อยว่างเพิกเฉยทุกสิ่งออกไปอีกครั้ง แต่ทว่าพลังของนางก็ตีกลับอีกครั้ง
“พรวดดด”
ในตอนนี้จี๋ฮ่าวรับรู้ได้ในทันที ว่าตนเองเริ่มมีจิตใจที่หวั่นไหวและลังเลในพลังอำนาจเสียแล้ว กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ร้าย ที่ฝังอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ หากนางยังต้องการรักษาชีวิตนี้เอาไว้ นางจำต้องยอมเดินตามเคล็ดวิชาในคัมภีร์นิรวาณเท่านั้น เนื่องจากนางไม่อาจเสี่ยงทำให้พลังตีกลับได้อีกแล้ว
นางสูดหายใจและผ่อนออกมาคราหนึ่ง น้ำตาใหลรินออกมาจากความรู้สึกผิดบาป
'ช่างเถอะ ขอเพียงแค่ยังมีชีวิตรอด ข้าจะต้องหาทางกลับสู่แนวทางเดิมได้อย่างแน่นอน...'
เมื่อคิดและตัดสินใจได้อย่างเด็ดเดี่ยวแล้ว สีหน้าของจี๋ฮ่าวกลายเป็นจริงจังมากขึ้น นางคิดว่านานมากแล้วที่ไม่มีใครสามารถทำให้นางอับจนได้ถึงขนาดนี้ ดูเหมือนว่าจักรพรรดิมารจะเจนจัดทางโลกมากกว่าตนเอง สามารถวางแผนตลบหลังและอ่านใจนางได้อย่างทะลุปรุโปร่งจนน่ากลัว
ในตอนนี้จี๋ฮ่าวจะต้องรับมือกับจิตมารทั้งสามตนและร่างเงาอีกหนึ่งตน ที่กำลังลงมือจู่โจมนางไม่หยุด ระหว่างที่นางลองหลบหนีออกห่างจิตมารทั้งสาม ก็ยิ่งถูกคลื่นพลังที่จิตแห่งโลภะปล่อยออกมาจู่โจมรุนแรงมากขึ้นกว่าเก่า
แต่เมื่อนางลองเปลี่ยนวิธีเข้าสู้พัวพัน จิตมารแห่งโมหะก็มีเคล็ดวิชาประหลาด สร้างค่ายกล 8 ทิศวางไว้ล้อมรอบ ทำให้ยิ่งนางสัมผัสกับค่ายกลนานเท่าไหร่ นางก็จะยิ่งบาดเจ็บภายในรุนแรงขึ้นเท่านั้น จนนางต้องร้องออกมาเจ็บเจียนตาย
“อ๊ากกก ไอ้จิตมารน่าตาย!!!” จี๋ฮ่าวสบถออกมาอย่างหัวเสีย ไม่คิดเลยว่าโลกนี้จะมีใครทำให้นางมีโทสะได้มากมายเช่นนี้อีก
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ท่านี้มีชื่อเรียกว่า เคล็ดวิชาโอบล้อมใจมาร ตายไปก็อย่าลืมเสียล่ะ” จิตมารแห่งโทสะเยาะเย้ยขึ้นมา
จี๋ฮ่าวได้ยินก็หรี่ตาลงฉุดคิดขึ้นว่า “หืม? เคล็ดวิชา...หรือว่านี่ก็คือเคล็ดวิชาอย่างหนึ่งใช่หรือไม่?”
หลังจากที่นางครุ่นคิดได้ไม่กี่อึดใจ นางก็เริ่มเผยรอยยิ้มที่ชวนให้ผู้คนขนหัวลุกยิ่งนัก พลางเอ่ยอย่างใจเย็นว่า
“มาดูกันว่าข้าจะเรียนรู้เคล็ดวิชาเจ้าได้เท่าใด!!”