วันที่25 เดือน3 ปีศักราชแห่งแสงที่ 473 เวลา 7.23 นาฬิกา
‘แปรงฟันเอามาแล้ว สบู่ก็เอามาแล้ว เสื้อผ้าก็เอามาครบแล้ว ผ้าเช็คตัว..’
ลอร์เรนซ์กำลังนั่งหยองอยู่หน้าชานชลารถไฟโดยที่ไม่ได้พูดคุยกับคนรอบข้าง เด็กสาวก้มลงตรวจตราข้าวของในกระเป้าถือทรงสี่เหลี่ยมของตน
ไม่สุงสิงกับเพื่อนร่วมสถาบันคนอื่นๆ อันที่จริงหลังจากได้ศึกษาข้อมูลสถานที่เบื้องต้นของเมืองฟีเดลล์ ลอร์เรนซ์ก็ตื่นเต้นเช่นกัน เพียงเธอไม่มีเพื่อนให้พูดคุยดั่งเช่นคนปกติเฉยๆ
หลังจากตรวจจราว่าไม่ได้ลืมสิ่งของที่จำเป็เรียบร้อย จึงลุกยืนจัดแจงเสื้อผ้าของเธอด้วยความประหม่า เพราะชุดที่เธอใส่ตอนนี้เป็ชุดที่มีราคามากที่สุดที่เธอเคยสวมใส่ตอนนี้เด็กสาวเป็ชุดเดรสยาวสีเขียวอ่อน มาพร้อมรายลูกไม้ประดับประดาสวยงามพร้อมหมวกปีกกว้างด้านนอกมีเสื้อโค้ทแบบบางสวมเพื่อปกป้องแสงแดดและลมในตอนกลางคืน คู่กับกระเป้าสะพายใบเล็กสีน้ำตาลพาดเฉียงลำตัว ทั้งชุดและกระเป้าสะพายนี้เป็ของขวัญที่เฮอร์แมนซื้อให้ด้วยเหตุผลที่ว่า เด็กผู้หญิงวัยประมาณเธอควรมีชุดตัวเก่งสักชุดไว้ใส่ออกไปเที่ยวเล่นตามงานต่างๆ
และรูปลักษ์ภายนอกที่ดีมักทำให้ผู้คนเคราพและปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งเธอได้แต่พยักหน้าเข้าใจไม่ปริปากบ่นในตอนที่ลองชุด
ทั้งชุดรวมกระเป้ามีราคารวมเท่ากับ 10 ธนบัตรดอลลาห์ หรือเทียบเท่ากับ 10เหรียญทอง นับว่ามีราคาแพงที่ผู้คนถ้าไม่ใช่ชนชั้นกลางขึ้นไปจะไม่มีทางเจียดเงินมาซื้อสิ่งของฟุ่มเฟื่อยแบบนี้แน่
ถึงแม้ว่าเมื่อเทียบกับชุดที่คนอื่นๆสวมใส่ที่เป็ของแบรนด์เนมรุ่นใหม่ และเครื่องประดับเช่นสร้อยคอ แก้วแหวนเงินทอง จะดูด้อยกว่าก็ตาม แต่เมื่อได้มาอยู่บนร่างกายของลอร์เรนซ์กับเรียกสายตาของเด็กชายและคนทั่วไปรอบข้างได้เป็อย่างดี โดยเฉพาะผู้ที่มาใช้บริการรถไฟหลายคนนอกจากนักเรียนจากสถาบันที่ค่อนข้างคุ้นเคยกับรูปร่างหน้าตาของลอร์เรนซ์
เด็กสาวรู้สึกอยากหนีไปที่ๆไม่มีคนจากสายตาที่จับจ้องมาจากรอบทิศทาง แต่ก็ทำไม่ได้เพราะรถไฟจะมาที่ชานชลา เวลา 7.30 นาฬิกา ซึ่งใกล้จะถึงเวลาแล้ว
ในตอนนั้นเองเสียงแหลมสูงของรถไฟไอน้ำก็เคลื่อนเข้ามาหยุดตรงหน้า กลุ่มนักเรียนชั้นปีเดียวกันกับเธอที่กำลังยืนมุงพูดคุยกันด้วยความตื่นเต้นพอดี
ลอร์เรนซ์ค่อยๆเดินตามหลังต่อคิวขึ้นขบวนรถไฟที่สถาบันทำการเหมาขบวนเงียบๆ ก่อนจะเลือกที่นั่งมุมหนึ่งหลังสุดห่างจากคนอื่นๆ
‘อดีตเมืองหลวงของสาธารณะรัฐ สถานที่ว่ากันว่าเป็ต้นกำเนิดของศาสนาลูมินัส จะเป็เมืองแบบไหนกันนะ’ลอร์เรนซ์รำพึงในใจ นี่เป็ครั้งแรกที่เธอเดินทางออกจาก กรุงซาเวียร์ โดยทัศนศึกษาครั้งนี้จะใช้เวลา 2วัน1คืน โดยมีที่พักที่ทางสถาบันจัดเตรียมให้ นับว่าเป็ประสบการณ์ใหม่สำหรับเด็กที่เก็บตัวอย่างเธอ
ลอร์เรนซ์หยิบหนังสือที่มีรูปภาพขาวดำของสถาปัตยกรรมต่างๆในยุคสมัยของจักรวรรคดิ ที่ยืมมาจากห้องสมุดขึ้นดู การเดินทางไปเมืองฟีเดลล์โดยรถไฟไอน้ำจากกรุงซาเวียร์ จะใช้เวลาราวๆสองชั่วโมง ขณะนั้นเธอสามารถอ่านหนังสือฆ่าเวลาได้
ตอนนั้นเองเด็กสาวพลันได้ยินเสียงนักเรียนกลุ่มด้านหน้าของเธอพูดคุยกันเกี่ยวที่ที่จะไป ลอร์เรนซ์จึงแอบมองและเยื้องหูฟังเงียบๆ
“นี่รู้รึเปล่าว่า พวกเราจะได้จับกลุ่มร่วมกับพวกที่มาจากสถาบันแห่งแรกด้วยนะ”
“จริงเหรอ นายไปได้ยินมาจากที่ไหนนะ”
“แอบถามศาสตราจารย์ อาร์ชิโบลล์ มาน่ะสิ เห็นว่าทางนั้นก็มีทัศนศึกษาเหมือนกัน”
“ไม่ใช่ว่าพวกนั้นอยู่ที่ฟีเดลล์อยู่แล้วหรอกเหรอ ทัศนศึกษาเมืองที่ตัวเองอยู่เนี่ยนะ? ไม่แปลกไปเหรอ”
“ถามฉันแล้วฉันจะไปถามใคร....”เด็กหนุ่มคนนั้นยกไหล่
ในตอนนั้นเองพนักงานเก็บตั๋วโดยสารชายวัยประมาณ20ต้นๆหน้าตาดี พลันเดินมาถึงพอดีพวกเขาจึงหยุดพูดคุยและยื่นตั๋วให้ ลอร์เรนซ์ก็เช่นกันหยิบตั๋วรถไฟออกจากกระเป้าสะพายข้างเอวเตรียมตัวยืนให้อีกฝ่าย
“เที่ยวให้สนุกนะครับคุณหนู”พนักงานชายคนนั้นยิ้มและขยิบตาให้ลอร์เรนซ์ พลางคิดว่าช่างเป็เด็กสาวที่งดงามนัก
ลอร์เรนซ์ผงกหัวทีหนึ่งก่อนจะยื่นตั๋วโดยสารในมือออกไปให้แก่อีกฝ่าย โดยไม่สนสายตาเ้าชู้ที่กวาดผ่านเรือนร่างของเธอขึ้นลงของอีกฝ่าย เพียงก้มลงอ่านหนังสือของตัวเองเงียบๆ ส่วนพนักงานคนนั้นก็ไม่ได้แสดงกริยาอะไรอีก เดินผ่านเธอไปทันทีเช่นกัน
เด็กสาวถอนหายใจออกมาครั้งหนึ่งหลังจากเห็นว่าพนักงานคนนั้นเดินจากไปแล้ว
“กี่ครั้งก็ไม่ชินสักที” ลอร์เรนซ์นึกถึงเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้ว เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดข่าวลือต่างๆมากมายเกี่ยวกับตัวเธอ
เด็กชายของเศรษฐีที่มีนิสัยเสเพลคนหนึ่งที่ตามตื้อมาหลายเดือน ซึ่งเธอไม่เคยสนใจและหลบเลี่ยงมาตลอดได้อาศัยจังหวะที่เธอเดินเตร่อยู่ตรอก ใช้กำลังพยายามจะลักพาตัวขึ้นรถเธอโชคดีที่เหตุการณ์เกิดขึ้นในระแวกที่เธออาศัยอยู่มีคนจำใบหน้าของเธอได้และไม่ได้ปล่อยผ่านไล่ตามและช่วยเหลือเธอได้ในที่สุด
แม้จะเป็เมืองหลวงสาธารณะรัฐอูเมอร์ร่าที่มีความก้าวหน้า แต่สภาพสังคมก็ไม่ได้ปลอดภัยนัก
เธอจำชื่อของเด็กหนุ่มที่พยายามข่มขืนเธอไม่ได้แม้แต่หน้าตาก็เลือนลาง กระทั้งเหตุการณ์หลังถูกพาตัวขึ้นรถเธอก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย รู้ตัวอีกทีก็หลังจากได้รับการช่วยเหลือและปู่เฮอร์แมนกอดเธอทั้งน้ำตา
‘โชคดีที่เราได้รับการช่วยเหลือแต่…หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ’ลอร์เรนซ์คิดในใจ เธอทราบว่าเด็กหนุ่มคนนั้นเขาคุกและตายอย่างปริศนา และครอบครัวของเขาตายจากไฟไหม้คฤหาสน์หลังจากนั้นสองสามวัน
แต่แม้ว่าจะด้วยเหตุอะไรก็ไม่ทราบ แต่ั้แ่นั้นมาเธอก็ไม่ชอบที่ถูกมองด้วยสายตาที่แฝงจุดประสงค์บางอย่างอีกเลย
โดยเฉพาะผู้ชาย
ลอร์เรนซ์ไม่คิดว่าตัวเองสวยขนาดนั้น แต่คิดว่าเป็เพราะตัวเองมีผมสีดำสนิทที่หาได้ยากสาธาณรัฐอูเมอร์ร่าเลยทำให้ตกเป็เป้าความสนใจของคนรอบข้างบ่อยๆ การเป็ผู้หญิงในยุคนี้ไม่ใช่เื่สะดวกสบายมากนัก สาธารณะอูเมอร์ร่านั้นเปิดกว้างและมีกฏหมายที่เข้มแข็ง ทว่า ช่องว่างว่างความร่ำรวยในผู้คนนั้นก็มีมาก อีกทั้งจารีตในสังคมที่แบ่งแยกชนชั้นของอดีตจักรวรรคดิยังคงมีอยู่
ปัจจุบันพึ่งมีการเลิกทาสได้แค่100ปีเศษและสามารถให้ผู้หญิงเข้าทำงานในส่วนงานของผู้ชายมาไม่นานนัก เรียกได้ว่าเพียงแค่รุ่นเดียว
ไม่ต้องพูดถึงสิทธิสตรีซึ่งมีแค่ชื่อเรียกเท่านั้น
หากไม่ได้มีสายเืของอดีตจักรวรรคหรือมีฐานะร่ำรวย ผู้หญิงธรรมดาก็แทบจะไม่มีสิทธิมีเสียงในด้านต่างๆ แม้แต่ผู้หญิงที่มีความเฉลียวฉลาดส่วนใหญ่ก็ยังไม่รับการดำรงต่ำแหน่งที่สำคัญ เมื่อเทียบผู้ชายที่มีความสามารถใกล้เคียงกัน
ดังนั้นเฮอร์แมนจึงชอบสั่งสอนให้เธอเป็คนทำงานหนัก เพื่อที่ถีบตัวเองทะยานขึ้นสู่ชีวิตที่ดีกว่า
เวลา 9.40 นาฬิกา
ผ่านไป2ชั่วโมงเศษ รถไฟเคลื่อนขบวนจากกรุงซาเวียร์มาถึงเมืองฟีเดลล์ อดีตเมืองหลวงเก่าของสาธารณรัฐอูเมอร์ร่าในที่สุด ทุกคนก็ทยอยลงมาที่ชานชาลารถไฟรวมถึงลอร์เรนซ์
เหมือนกับคนอื่นๆที่พึ่งเคยมาที่ฟีเดลล์เป็ครั้งแรก เด็กสาวกวาดสายตามองสำรวจรอบด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย ชานชาลารถไฟที่ไม่มีบรรยากาศเร่งรีบและกลิ่นอายหม่นหมองดั่งเมืองหลวง แม้จะมีผู้คนคับคลั่งเดินสวนกันไปมา แต่ก็ไม่ได้ปกปิดกลิ่นอายของศิลปะร่วมสมัยของเมืองแห่งประวัติศาสตร์นี้ได้
สถานีมีการตกแต่งดั่งยุคสมัยของจักรวรรคเมื่อหลายร้อยปีก่อน แสงแดดสาดส่องลงว่ากระทบกับกำแพงและเสาค้ำยันทุกต้นที่มีการแกะสลักลวดลายศิลปะอย่างปราณีตดูเปล่งประกายให้บรรยากาศที่สว่างไสว่ นอกจากนั้นมีการตั้งรูปปั้นเทพยดาหรือนางฟ้ามีปีกสวยงามตามตำนานของศาสนาลูมินัส ตามจุดต่างๆให้ผู้คนได้ชื่นชม
ดวงตาของเด็กสาวเปล่งประกายเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าของจริงนั้นงดงามกว่าในหนังสือภาพขาวดำเ่าั้
“นักเรียนทุกคนมารวมตัวกันทางนี้!”
ในเวลาเดียวกันเหล่าคณาจารย์ก็เริ่มจัดระเบียบกลุ่มนักเรียนนับร้อยคนด้วยความกระตื้นรือร้น ลอร์เรนซ์เดินไปรวมกลุ่มพร้อมคนอื่นๆอย่างว่าง่าย และได้รับใบกำหนดการของวันนี้ที่อาจารย์แจกให้ส่งต่อกันไปเรื่อยๆ
“เอาล่ะเนื่องจากเป็การทัศนศึกษาทางประวัติศาสตร์ ทางสถาบันเตรียมรถม้าที่จำนวนเพียงพอต่อทุกคนเพื่อให้นักเรียนเข้าถึงบรรยากาศของเมืองแห่งประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของสาธารณะรัฐของเรา
โดยจับกลุ่มขึ้นคันล่ะ3-4คน ตอนนี้พวกเราจะมุ่งหน้าไปที่ที่พักกันก่อน ซึ่งก็คือแกรนด์พาราไดซ์โฮเตล จากนั้นพวกเราจะไปเยี่ยมชนสถานที่ทางประวัติศาสตร์โดยพร้อมเพรียงกันในเวลา 10โมงครึ่ง ก่อนที่จะหยุดรับทุกคนเข้าใจใช่ไหม”ชายวัยกลางคนผมสีทองที่มีผมหงอกแซมหน่อยๆใบหน้าท้วมเล็กน้อย หรือก็คือรองผู้อำนวยการของแผนกชั้นปีแรกของสถาบันจักรพรรคิ มิสเตอร์ อาร์ชิโบลล์ ประกาศแผนในตอนเช้า
“ครับ/ค่ะ”เหล่านักเรียนของสถาบันจักรพรรคดิที่มาทัศนศึกษาตอบเสียงดังฟังชัด ส่วนลอร์เรนซ์นั้นนิ่งเงียบไม่ได้กล่าวอะไร เพียงหันสายหันคว้ามองคนอื่นๆที่กำลังจับกลุ่มเพื่อที่จะนั่งรถม้า เธอไม่ค่อยได้คุยกับเพื่อนๆในห้องมากนัก จึงลังเลว่าจะเข้าไปขออาศัยกับกลุ่มไหนดี จึงไม่ต้องคิดถึงการนั่งกับนักเรียนห้องอื่นเลย
ลอร์เรนซ์ไม่มีความกล้าเข้าไปขอรวมกลุ่มด้วยแน่นอน
ตอนนั้นเองเธอพลันมองเห็น เด็กสาวผมสีน้ำตาลสว่างเ้าของดวงตาสีเขียวน้ำทะเลอันเปล่งประกายกำลังทำสีหน้าบอกบุญไม่รับข้างๆอีกฝ่ายมีกลุ่มเด็กสาวสองสามคนกำลังหัวเราะพูดคุยกันไปมาอย่างสนุกสนาน ซึ่งลอร์เรนซ์ก็ไม่รู้ว่าคุยเื่อะไร แต่สีหน้าดูเหมือนจะมีความสุขมากผิดจาก แคร์โรไลน์
‘ยังไม่ได้ขอโทษเธอเลย’ลอร์เรนซ์พำพึงเบาๆ ครั้งก่อนเธอสติหลุดจนเผลอชกหน้าไปที่หน้าของอีกฝ่าย แม้จะไม่โดนแต่ก็เป็สิ่งที่ไม่ควรทำ และที่สำคัญอีกฝ่ายเหมือนจะไม่ได้กระจายความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับปู่เฮอร์แมนออกไป
ไม่งั้นเธอคงได้ยินเสียงนินทาจากเพื่อนร่วมห้องเธอไปแล้ว เธอจึง้าขอโทษอีกฝ่าย และที่มากกว่านั้นลอร์เรนซ์คิดว่าถ้าปล่อยปัญหาค้างไว้นานเกินไป แคร์โรไลน์ก็อาจบอกเื่ของเธอกับคนอื่นในสักวันหนึ่ง
ลอร์เรนซ์ไม่อยากให้เื่นั้นเกิดขึ้นจริงๆ
ทันไดนั้นดวงตาสีเขียวน้ำทะเทของแคร์โรไลน์พลันหันมาประสานกับสายตาของลอร์เรนซ์โดยไม่ได้ตั้งใจ แคร์โรไลน์ทำสีหน้าประหลาดใจพักหนึ่งก่อนจะพ่นลมออกจากจมูกหันหน้าไปทิศทางอื่นอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจ
‘เธอยังโกรธเราจริงๆด้วย ต้องรีบหาทางขอโทษอีกฝ่ายเร็วๆซะแล้ว’ ลอร์เรนซ์คิดในใจ
ในขณะเดียวกันนั้น เหล่าอาจารย์ก็เริ่มนำทุกคนๆไปจนรถม้าที่จอดเตรียมไว้ที่หน้าสถานี ลอร์เรนซ์จึงเลิกครุ่นคิดแล้วรีบเดินไปหาเพื่อนร่วมห้องของเธอที่เธอพอจะคุ้นตา เกาะกลุ่มยืนอยู่กันสามคนในด้านหลังสุดของขบวนนักเรียนที่กำลังเคลื่อนพล ซึ่งเป็ชาย1หญิง 2
“เอ่อ ฉันขอนั่งรถไปด้วยได้ไหม”ลอร์เรนซ์ที่พึ่งเดินเข้ามายกมือถามเสียงเบา
ทั้งสามคนที่ได้ยินแบบนั้น ก็หันมามองหน้ากันครู่หนึ่งก่อนปั้นยิ้มเบาๆพร้อมเพรียงกันตอบว่า
“ได้เลย”
“ได้สิ”
“ไม่มีปัญหา”
ลอร์เรนซ์รแอบรู้สึกว่าพวกเขาดูกระตือรือร้นที่ต้องนั่งร่วมกับคนมืดมนมนุษย์สัมพันธ์แย่เช่นเธอเกินไปรึเปล่า ก่อนจะส่ายหน้าในใจพลางคิดว่าตนคงรู้สึกไปเอง