นางเดินเข้ามาในห้องนอนของหลี่ลั่วด้านซ้ายคือทางเข้าห้องหนังสือ บานประตูนั้นเปิดอ้าค้างเอาไว้ เมื่อมาถึงหน้าประตูห้องหนังสือก็เห็นเด็กชายคนหนึ่งเอนหลังอย่างเกียจคร้านอยู่บนพรมที่อยู่ข้างโต๊ะตัวเตี้ยเขากำลังอ่านหนังสืออยู่ บนโต๊ะตัวเตี้ยมีกระดาษและพู่กันในฐานะของคุณหนูของจวนชิ่งป๋อ ไม่ว่าจะมีกำเนิดมาจากภรรยาเอกหรืออนุภรรยาภรรยาหลี่ฮุยก็ได้รับการอบรมสั่งสอนเลี้ยงดูที่ดี คุณธรรมจริยธรรมหญิง คำเตือนสอนใจหญิงและวรรณกรรมสอนสตรีล้วนไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่อย่างเดียว บทกวีโคลงกลอน พิณ หมากพู่กัน ภาพวาด ก็ยังสามารถพอพูดคุยได้
“ท่านป้าใหญ่ ท่านมาหาข้ามีเรื่องอันใดหรือขอรับ?”น้ำเสียงของเด็กน้อยนิ่งสงบเรียบเรื่อย ให้ความรู้สึกราวกับสายลมอันบางเบาราวกับว่าไม่เห็นอะไรอยู่ในสายตา
ไม่รู้ว่าด้วยเหตุอันใด เมื่อเดินเข้ามาที่นี่ภายในใจกลับสงบลงอย่างประหลาดในร่างเล็กๆ ของเด็กชายตัวน้อยคนนี้ทำให้รู้สึกถึงพลังที่พึ่งพาได้
เมื่อภรรยาหลี่ฮุยเดินเข้าไปเห็นหนังสือที่หลี่ลั่วกำลังอ่านอยู่ก็ให้รู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง “ลั่วเกอเอ๋อร์กำลังอ่านหนังสือแพทย์หรือ?”
“ข้าเพียงแต่รู้สึกสนใจจึงเอามาอ่านเพื่อฆ่าเวลาเพียงเท่านั้นขอรับ” หลี่ลั่วตอบ
ภรรยาหลี่ฮุยเพิ่งพบว่าภายในห้องหนังสือแห่งนี้เต็มไปด้วยชั้นวางหนังสือหนังสือมากมายนัก ล้วนเป็นหนังสือที่ลั่วเกอเอ๋อร์อ่านหรือนี่ ช่างเป็นเด็กที่แปลกประหลาดอย่างแท้จริง“ลั่วเกอเอ๋อร์ช่างรักการเรียนเสียจริง” ภรรยาหลี่ฮุยยิ้มอย่างอิหลักอิเหลื่อเล็กน้อย“ลั่วเกอเอ๋อร์ ป้าใหญ่มาหาเจ้า ความจริงมีเรื่องอยากขอร้องให้เจ้าช่วย” คำว่า ‘ขอร้อง’ หลุดออกมาจากปาก นางได้วางลงทั้งหน้าและเกียรติของตนหมดสิ้นแล้ว
ภรรยาหลี่ฮุยไม่หยุดคิดบ้างเล่าว่าหากวันนี้ผู้ที่เสียโฉมเป็นหลี่หลิน เกรงว่าคงไม่ต้องให้ผู้ใดมาพูด ลั่วเกอเอ๋อร์ย่อมไปเชิญหมอหลวงมานานแล้ว
“มิกล้าให้ท่านป้าใหญ่ใช้คำว่าขอร้องหรอกขอรับท่านป้าใหญ่มีเรื่องอันใดให้สั่งการมาก็พอ “หลี่ลั่วหัวเราะขึ้นครั้งหนึ่ง
เสียงหัวเราะของเด็กน้อยราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านสั่งการหรือ? ภรรยาหลี่ฮุยในเวลานี้มิอาจทำตัวหน้าหนามาสั่งการหลี่ลั่วได้ขนาดหลี่เหล่าไท่ไท่เขายังไม่เห็นแก่หน้าเลย “พี่รองของเจ้าวันนี้ทะเลาะกับพี่สามไม่รู้ด้วยเหตุอันใดจึงถูกคนทำร้ายจนล้มลงกับพื้น หน้าฟุบลงไปกับพื้นถูกก้อนหินบาดเป็นแผลลึกท่านหมอที่เชิญมาจากข้างนอกบอกว่า...ท่านหมอบอกว่าคงจะต้องเสียโฉมแล้ว” น้ำเสียงของภรรยาหลี่ฮุยกล้ำกลืนเล็กน้อย“ลั่วเกอเอ๋อร์ ป้าใหญ่อยากจะขอร้องให้เจ้าช่วยเชิญหมอหลวงมาดูอาการให้จะได้หรือไม่?”
“จวนโหวและจวนสกุลหลี่แยกเรือนกันนานแล้วแม้ว่าจะอาศัยอยู่ในคฤหาสน์เดียวกัน แต่จริงๆ แล้วเป็นคนสองครอบครัว”หลี่ลั่วเอ่ยปาก “ญาติฝ่ายหญิงของจวนสกุลหลี่เจ็บป่วย ควรจะให้เหล่าไท่ไท่เป็นคนส่งเทียบเชิญคนจึงจะถูกต้องนะขอรับ”
“เหล่าไท่ไท่นาง...”ภรรยาหลี่ฮุยหน้าแดงก่ำ นางจะสามารถพูดว่าเหล่าไท่ไท่ไม่ยอมเชิญให้ได้อย่างไร?
“เหล่าไท่ไท่อายุมากแล้วไม่ว่าเรื่องใดก็ชมชอบทำตามอารมณ์และนิสัยของตน ยังคิดว่าตนเองยังเป็นเหมือนเมื่อครั้งยังสาวสามารถดูแลลูกหลานได้ แต่ในเมืองหลวงมีคุณหนูจากจวนป๋อมากมาย ขุนนางขั้นสามก็มีดาษดื่นนักหากไม่ว่าผู้ใดมีเรื่องอันใดแล้วเชิญแต่หมอหลวง หมอหลวงไหนเลยจะมีเวลาไปดูแลเหล่าชนชั้นสูงเล่า?”หลี่ลั่วกล่าวคำเนิบๆ
“ลั่วเกอเอ๋อร์พูดถูก”ภรรยาหลี่ฮุยได้แต่เออออไปกับคำพูดของเขาด้วย
“แต่เมื่อให้ไล่ย้อนกลับขึ้นไป แม้ว่าจะแยกเรือนกันไปแล้วหากนับกันตั้งแต่รุ่นของท่านปู่ก็ยังคงถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่นั่นเองครอบครัวเดียวกันย่อมไม่พูดจาเหมือนคนนอก ท่านป้าใหญ่เป็นคนที่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด”หลี่ลั่วกล่าวอีก
ภรรยาหลี่ฮุยเกิดความหวาดกลัวขึ้นในใจของตนลั่วเกอเอ๋อร์ผู้นี้ น่ากลัวเกินไปแล้ว
“ตลอดมาข้าเป็นคนไม่ชอบดูแลจัดการเรื่องราวใดๆคนเรามีความขัดแย้งระหว่างกันนั้นถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาแต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้มาจากความเอาแต่ใจตนเองเป็นครั้งคราว เรือนที่สองของพวกเราเป็นคนอ่อนแอญาติฝั่งมารดาใหญ่นั้นมีเพียงไม่กี่คน ทางฝั่งบิดายิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง หากในจวนโหวครึกครื้นคึกคักข้าเองก็ชมชอบ”หลี่ลั่ววางหนังสือลง “ท่านป้าใหญ่วางใจเถิดหมอหลวงนั้นข้าได้ส่งเทียบเชิญออกไปแล้ว”
คำพูดของหลี่ลั่วที่จู่ๆ ก็เปลี่ยนข้อสนทนาอย่างรวดเร็วภรรยาหลี่ฮุยยังไม่ทันได้ตั้งตัวติดเขากลับพูดจบแล้วกระทั่งเดินออกมาจากห้องหนังสือ ภรรยาหลี่ฮุยถึงเพิ่งจะได้สติคืนมาหัวใจเต้นระรัวอย่างรุนแรง นางเป็นสตรีอายุสามสิบเจ็ดปีผู้หนึ่ง กลับถูกเด็กน้อยอายุห้าขวบคนหนึ่งทำให้ตกใจเสียแล้ว
ตุบๆๆ...ภรรยาหลี่ฮุยลูบหน้าผากของตนที่ถูกทำให้ตกใจจนเหงื่อเย็นผุดออกมา
หลายวันต่อมาหลังจากที่ครอบครัวสกุลหยวนย้ายออกไป จวนโหวทั้งจวนก็เงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่ทำให้หลี่ลั่วดีใจคือหยวนโม่กลับมาแล้วอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเป็นเวลาหลายวันแม้ว่าหยวนโม่จะรู้สึกสบายกายอย่างยิ่งแต่กลับไม่สดใสเหมือนอยู่ในจวนโหวเมื่ออยู่ในจวนโหวนางรับผิดชอบดูแลเฉพาะห้องหนังสือเมื่อหลี่ลั่วอ่านหนังสือนางยังสามารถอ่านไปด้วยได้ หลี่ลั่วปฏิบัติต่อบ่าวใช้รับอย่างใจกว้าง
“บ่าวกลับมาช้า โหวเหฺยสบายดีหรือไม่เจ้าคะ?”หยวนโม่ถามยิ้มๆ
หลี่ลั่วก็หัวเราะเช่นกัน “ท่าทางของข้าดูเหมือนไม่ดีหรือไร?”
“โหวเหฺยสดใสยิ่งนัก ดูแล้วไม่เลวเลยเจ้าค่ะ”หยวนโม่ตอบ “ดอกไม้ขาวที่โหวเหฺยให้บ่าวรับผิดชอบนั้นได้ตากจนแห้งแล้วบ่าวนำมาด้วย โหวเหฺยอยากดูหรือไม่เจ้าคะ?”
หลี่ลั่วพยักหน้า“นำออกมาให้ข้าดูสักหน่อย ไปเรียกเหนียนหงและซินหมัวมัวมาพบข้า”
“เจ้าค่ะ” หยวนโม่นำสำลีออกมาจากนั้นจึงไปเรียกซินหมัวมัวและเหนียนหง
ดอกสำลีทั้งหมดหนึ่งร้อยห้าสิบห้าดอกทุกดอกมีน้ำหนักห้ากรัม รวมทั้งหมดเป็นเจ็ดร้อยเจ็ดสิบห้ากรัมน้ำหนักของตัวสำลีอยู่ที่สี่สิบเปอร์เซ็นต์ ก็เท่ากับสามร้อยสิบกรัม หากใช้สำลีมาทำการทอผ้าดอกสำลีหนึ่งร้อยแปดสิบกรัมจะทอได้เท่ากับหนึ่งตารางเมตร สำลีสามร้อยสิบกรัมทอเป็นผ้าได้ไม่ถึงสองตารางเมตรความยาวสองเมตร ความกว้างเก้าสิบเซนติเมตร สำหรับหลี่ลั่วแล้วสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากมายแล้ว
โชคดีที่ตัวหลี่ลั่วเข้าใจในวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านและที่สำคัญยังต้องขอบคุณที่แม่ของเขาเป็นดีไซน์เนอร์ด้วย
“โหวเหฺย ท่านเรียกหาพวกเราหรือเจ้าคะ?”
เหนียนหงและซินหมัวมัวมาถึงห้องหนังสือของหลี่ลั่ว
หลี่ลั่วให้พวกนางดูสำลี “เหนียนหงเจ้าทอผ้าได้หรือไม่? ซินหมัวมัว ท่านรู้จักหญิงทอผ้าบ้างหรือไม่?”
เหนียนหงส่ายหน้า “บ่าวทอผ้าไม่เป็นเจ้าค่ะ”
ซินหมัวมัวครุ่นคิดแล้วตอบว่า “บ่าวทอผ้าไม่เป็นเช่นกันเจ้าค่ะแต่บ่าวรู้จักคนผู้หนึ่งที่ทอผ้าเป็น เป็นเพื่อนบ้านของบ่าวสมัยบ่าวยังเป็นแม่นางน้อยครอบครัวนั้นเป็นช่างทอผ้าเจ้าค่ะ ต่อมาบ่าวถูกขายให้กับสกุลหยางนางถูกขายไปเรือนอื่น แต่ว่าพวกเรายังมีการติดต่อกันอยู่เจ้าค่ะ”
“นางถูกขายมาที่เมืองหลวงเหมือนกันหรือ?”หลี่ลั่วถาม
“นางถูกขายกลับมาที่เมืองหลวงเจ้าค่ะเดิมทีนางถูกขายไปอยู่ชายแดน แต่แม่ทัพที่ชายแดนท่านนั้นถูกจับกุมตัวคนทั้งหมดจึงถูกจับกุมมาเมืองหลวง หลังจากที่แม่ทัพผู้นั้นถูกตัดหัว บ่าวพวกนั้นจึงโดนขายออกไปอีกครั้งตามแต่ที่ทางราชสำนักจะจัดการนางถูกขายไปยังครอบครัวพ่อค้าครอบครัวหนึ่ง ไปทำงานเป็นคนงานหญิงในโรงงานเจ้าค่ะ”ซินหมัวมัวตอบ
“อยู่ในโรงงานก็เป็นการสะดวกท่านสามารถติดต่อนางได้หรือไม่?”
“ได้เจ้าค่ะ โหวเหฺยอยากจะพบนางเมื่อใดเจ้าคะ?”
“ท่านพาคนไปหานางประเดี๋ยวนี้นางสะดวกเมื่อใด ท่านก็พานางมาพบข้าเมื่อนั้น” หลี่ลั่วกล่าว
“เจ้าค่ะ”
ซินหมัวมัวกลับมาหลังจากนั้นอีกสองชั่วยามเป็นเวลาหลังอาหารเที่ยงพอดี เพื่อนบ้านเกิดเดียวกันกับนางวันนี้มาทำงานในโรงงานพอดีโรงงานของพวกเขานั้นหากลางานต้องถูกหักเงิน แต่ซินหมัวมัวอยากจัดการเรื่องที่หลี่ลั่วสั่งมาให้เรียบร้อยดังนั้นนางจึงออกเงินให้เพื่อนของนาง ให้นางลางาน แล้วพานางมายังจวนโหว
ด้วยเหตุที่เลยเวลากินอาหารเที่ยงมาแล้วซินหมัวมัวจึงเชิญนางให้กินข้าวที่จวนโหว
“อาหารการกินในจวนโหวของพวกเจ้าช่างดีเหลือเกิน”คนงานหญิงผู้นั้นพูด “อาหารการกินในโรงงานของพวกเราเป็นอาหารให้คนกินที่ไหนกัน”แม้นางจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับซินหมัวมัว แต่ดูแล้วนางแก่กว่าซินหมัวมัวมาก
“เป็นโหวเหฺยของพวกเราที่ดี”ซินหมัวมัวพูด “หากครั้งนี้โหวเหฺยเลือกใช้เจ้าพวกเราสองพี่น้องยังสามารถจงรักภักดีต่อโหวเหฺยด้วยกันได้”
“อืม”
เมื่อหลี่ลั่วกินอาหารเที่ยงเสร็จแล้วกำลังที่จะเตรียมตัวไปพบหน้าคนงานหญิงผู้นั้นเทียบเชิญจากจวนท่านฉีอ๋องก็มาถึง
‘เสี่ยวโหวเหฺยเห็นเทียบเชิญก็เหมือนได้พบเปิ่นหวางที่จวนเปิ่นหวางมีผลอิงเถาส่งมาอีกตะกร้าหนึ่งผลอิงเถาผลใหญ่กว่าคราวที่แล้วมากนัก กัดเพียงเบาๆ หนึ่งคำน้ำผลไม้สีแดงสดก็ไหลทะลักออกมาทั้งหวานทั้งสด เสี่ยวโหวเหฺยสนใจที่จะมาลองชิมดูหรือไม่?เปิ่นหวางคอยการมาของเสี่ยวโหวเหฺยอย่างใจจดใจจ่อ’
หลี่ลั่วอ่านเทียบเชิญแล้วทำปากแบะรอคอยเขากับผีน่ะสิ
“โหวเหฺย พี่น้องของข้าผู้นั้นมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”ซินหมัวมัวมาถึงหน้าประตูแล้วพูด
หลี่ลั่วหยิบเทียบเชิญวางลงในลิ้นชัก “เข้ามาได้”
คนงานหญิงผู้นั้นสวมเสื้อผ้าเก่าและขาด เสื้อผ้านั้นสกปรกเล็กน้อย ด้วยเพิ่งจะออกมาจากโรงงานจึงยังไม่ทันได้ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแม้ว่าก่อนมานางจะได้เตรียมตัวเตรียมใจมาแล้วก็ตาม ทว่าเมื่อได้พบหลี่ลั่วนางก็ยังคงทำตัวไม่ถูกอยู่ดีเพราะหลี่ลั่วอายุน้อยเกินไป
“ไม่ต้องตื่นเต้น” หลี่ลั่วพูด“ได้ยินซินหมัวมัวบอกว่าเมื่อก่อนท่านเคยทอผ้า
มาบัดนี้ฝีมือการทอผ้าของท่านยังใช้การได้อยู่หรือไม่?”
คนงานหญิงรีบพยักหน้า “ยังทำได้อยู่เจ้าค่ะช่วงปีแรกๆ ที่ข้าทำงานอยู่ในโรงงานก็คืองานทอผ้าเจ้าค่ะหลายปีมานี้อายุมากขึ้นจึงทำงานทอผ้าได้ไม่คล่องตัวนัก เนื่องจากทำเงินได้ไม่มากดังนั้นจึงไม่ได้ทอผ้าแล้วเจ้าค่ะ”
หลี่ลั่วหยิบสำลีออกมา“ใช้วัตถุดิบเช่นนี้ทอได้หรือไม่?”
คนงานหญิงหยิบสำลีมาดูอย่างละเอียดครู่หนึ่ง“สิ่งนี้ทอได้เจ้าค่ะ แต่เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะต้องใช้เวลาเล็กน้อยเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นย่อมได้ เรื่องที่เจ้ามาทำงานที่จวนโหวให้คุยกับซินหมัวมัวเถิดเงินเดือนซินหมัวมัวจัดการให้ตามที่เห็นควร” หลี่ลั่วลุกขึ้น
“โหวเหฺยข้ายังมีลูกสาวอีกคนหนึ่งเจ้าค่ะ ลูกสาวของข้าทอผ้าได้ดีกว่าข้า ข้าเป็นผู้สอนนางเองฝีมือและวิธีการทอผ้าของนางดีกว่าข้าเจ้าค่ะ” คนงานหญิงพูดอีก
“อ้อ?” หลี่ลั่วคิดอยู่ครู่หนึ่ง“เอาอย่างนี้เถิด ซินหมัวมัวช่วยเก็บกวาดและจัดห้องออกมาอีกสองห้องห้องหนึ่งให้อาจารย์ทอผ้าและลูกสาวของนางอาศัย ส่วนอีกห้องหนึ่งนั้นนำมาทอผ้า เรื่องเวลาซินหมัวมัวจะคุยกับพวกท่านเงินเดือนให้ใช้ตามฐานเงินเดือนของอาจารย์สอนงานฝีมือ”
“เจ้าค่ะ”
“สิ่งของที่จำเป็นต้องใช้เกี่ยวกับการทอผ้าให้ซินหมัวมัวและอาจารย์ทอผ้าไปหาซื้อมาให้ผิงอันไปพร้อมกันด้วย เงินเบิกจากผิงอัน” หลี่ลั่วกล่าวอีก
“เจ้าค่ะ”
หลังจากจัดการเรียบร้อยแล้วหลี่ลั่วก็พาหลี่ฉางเฉิงไปเยือนจวนฉีอ๋อง
หลี่ลั่วนั่งอยู่ในรถม้าหลี่ฉางเฉิงควบคุมรถม้าด้วยตนเอง รถม้าวิ่งไปข้างหน้าอย่างมั่นคงทุกย่างก้าวทว่าเมื่อเลี้ยวโค้งไปข้างหน้ากลับหยุดลง ที่นี่เป็นถนนที่คึกคักสายหนึ่งรถม้าของจวนโหวนั้นออกมาจากถนนสายเล็ก แต่โชคไม่ดีที่ปากทางของถนนสายนี้มีรถม้าสองคันติดอยู่รถม้าทั้งสองคันหันหน้าเข้ากัน ไม่มีใครยอมหลีกทางให้ใครและผู้คนข้างทางที่เข้ามาดูด้วยความสนใจใคร่รู้นั้นเยอะยิ่งนัก
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”เมื่อเห็นว่ารถม้าหยุดลง หลี่ลั่วจึงถาม
“ข้างหน้าไปไม่ได้เสียแล้วขอรับ”หลี่ฉางเฉิงพูด “เหมือนจะเกิดการขัดแย้งกันขึ้น”
“ถอยหลังเปลี่ยนเส้นทาง”
“ไม่ได้เช่นกันขอรับด้านหลังพวกเรามีรถม้าตามมา ถอยไปไม่ได้” หลี่ฉางเฉิงไปสำรวจมาแล้วจึงตอบ
หลี่ลั่วขมวดคิ้ว “ไปดูสักหน่อยซิว่าเมื่อใดพวกเขาจะจัดการกันเรียบร้อย”
“ขอรับ” หลี่ฉางเฉิงไปดูสถานการณ์ขณะเดียวกันก็เห็นบ่าวรับใช้โผล่ออกมาจากรถม้าคันหนึ่งวิ่งไปข้างหน้าด้วยความร้อนรน หลี่ฉางเฉิงคิดในใจ จุดประสงค์น่าจะเหมือนกับเขา
ที่จริงแล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นเช่นวันนี้มีไม่น้อยเลยทีเดียวชนชั้นสูงในเมืองหลวงนั้นค่อนข้างมาก แม้ถนนนั้นจะหันขึ้นฟ้า แต่ละคนต่างเดินกันได้คนละครึ่งทางไม่ยุ่งเกี่ยวกัน ทว่าต่อให้เงยหน้าไม่เจอ ก้มหน้าก็จะต้องเจอเสมอ รถม้าสองคันที่ไม่มีใครยอมใครในวันนี้ต่างก็มีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา