"กรี๊ดดดด! พู่กันนนนน ยินดีด้วยนะจ๊ะลูกแม่ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงแล้ว"
เสียงกรีดร้องด้วยความยินดีปรีดาที่ดังแปดหลอดทะลุพาร์ทิชันกั้นโต๊ะทำงานของแผนก Creative Design ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจากพี่ส้ม หัวหน้าแผนกสุดแซ่บของผม เธอวิ่งกึ่งกระโดดเข้ามาหาผมด้วยความเร็วแสงพร้อมกับใบหน้าที่ยิ้มจนแก้มแทบจะแตก ในมือเรียวสวยของพี่ส้มชูซองเอกสารสีน้ำตาลอ่อนโบกไปมาในอากาศราวกับมันเป็นธงชัยชนะ ในศึกสงครามระดับชาติ
"เอ่อ... พี่ส้มครับ เบาๆ หน่อยครับ คนอื่นในแผนกหันมามองกันหมดแล้วครับ"
ผมรีบทำมือจุ๊ๆ พลางส่งยิ้มแห้งๆ ด้วยความขัดเขิน ยิ่งมองไปรอบตัวก็เห็นรุ่นพี่ในแผนกออกแบบพากันอมยิ้มและมองมาที่ผมด้วยสายตาเอ็นดูปนล้อเลียน ยิ่งทำให้ใบหน้าของผมร้อนวาบขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
"มองแล้วไงจ๊ะพู่กัน แผนกเรามีเรื่องน่ายินดีขนาดนี้จะให้เงียบได้ยังไงล่ะ"
พี่ส้มก้าวเข้ามาประชิดตัวผมก่อนจะวางซองเอกสารสีน้ำตาลอ่อนลงบนโต๊ะทำงานเสียงดัง ปึก!
"เปิดดูเลยสิพู่กัน แฟ้มประเมินผลการฝึกงานฉบับสมบูรณ์พร้อมกับสัญญาจ้างงานพนักงานประจำของ T-Group อย่างเป็นทางการ"
ผมใจเต้นระรัวราวกับจังหวะรัวกลองชุด มือไม้สั่นน้อยๆ ขณะเอื้อมไปจับซองเอกสาร ค่อยๆ ดึงแผ่นกระดาษประเมินผลการฝึกงานด้านในออกมาดู ทันทีที่สายตากวาดมองไปยังช่องคะแนนรวมสรุปผลการประเมิน ตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวหนาใหญ่ที่เด่นหราอยู่ตรงกลางกระดาษทำเอาผมแทบลืมหายใจ
เกรดประเมินผลการฝึกงาน : A+
"A+ เลยเหรอครับพี่ส้ม..."
ผมพึมพำเสียงแผ่ว กะพริบตาปริบๆ มองตัวอักษรนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อเช็กดูว่าผมไม่ได้ตาฝาดหรือมีคราบฝุ่นอะไรมาเกาะกระดาษจนมองเพี้ยนไป
"ใช่แล้วจ้ะ! เกรด A+ คะแนนเต็มร้อยไม่มีหักเลยสักคะแนนเดียว"
พี่ส้มตบมือดังฉาดใหญ่
"ผลงานออกแบบโมเดลโครงการ T-Forest โซนสวนป่าลอยฟ้าและแนวคิดการจัดโครงสร้างตึกประหยัดพลังงานลดคาร์บอนของพู่กันมันโดดเด่นและยอดเยี่ยมมากๆ คณะกรรมการประเมินระดับสูงทุกคนลงมติเห็นพ้องต้องกันเป็นเอกฉันท์เลยนะจ๊ะว่าพู่กันคู่ควรกับตำแหน่งดีไซเนอร์ประจำแผนก Creative Design ที่สุด นี่เป็นการประเมินอย่างเป็นกลางและยุติธรรมจริงแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์โดยไม่มีเส้นสายท่านประธานมาเอี่ยวแน่นอน"
"โหยพู่กัน เจ๋งสุดยอดไปเลยว่ะเพื่อน!"
ทันใดนั้น หัวกลมๆ ของเจ้าเติ้ล เพื่อนสนิทร่วมชะตากรรมฝึกงานก็โผล่พรวดข้ามพาร์ทิชันขึ้นมา มันกระโดดข้ามฝั่งมาตบไหล่ผมดังปึกใหญ่แล้วรวบตัวผมเข้าไปกอดคอเขย่าไปมาด้วยความตื่นเต้นไม่แพ้กัน
"ดีไซเนอร์ประจำเกรด A+ เลยนะโว้ย! ต่อไปนี้ไม่ใช่เด็กฝึกงานกระต่ายน้อยพู่กันแล้ว แต่เป็น คุณพู่กัน ดีไซเนอร์เต็มตัวแล้วนะเนี่ย แหม... ยินดีด้วยจริงๆ ว่ะเพื่อน"
"ขอบใจมากนะเติ้ล... ผม... ผมดีใจจนพูดไม่ถูกเลย"
ผมยิ้มกว้างจนตาหยี ความรู้สึกตื้นตันใจเอ่อล้นจนจุกอยู่ที่คอหอย ความเหน็ดเหนื่อยหยาดเหงื่อตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ความกดดันจากการแก้แบบร่างจนดึกดื่นค่ำคืน ทุกอย่างได้รับการตอบแทนอย่างคุ้มค่าที่สุดในวันนี้แล้ว
"แหม... แต่พี่ว่านะ ต่อจากนี้ใครคิดจะแกล้งดีไซเนอร์คนใหม่ในแผนกเราคงต้องคิดหนักคิดยาวแล้วล่ะ"
พี่ส้มขยิบตาให้อย่างมีเลศนัยพลางโน้มตัวลงมากระซิบกระซาบน้ำเสียงล้อเลียนเลเวลสิบ
"ก็แหม... สิทธิพิเศษของดีไซเนอร์เกรด A+ คนนี้ช่างล้นพ้น มีเจ้านายฝ่ายในคอยหนุนหลังแบบนี้ ใครกล้าดื้อกับพู่กันก็เตรียมตัวโดนท่านประธานบอสธีร์เรียกไปห้องดำได้เลยจ้า"
"ใช่ครับพี่ส้ม"
เติ้ลรีบรับลูกโบ๊ะบ๊ะทันควันพลางทำท่าหัวเราะเอิ๊กอ๊ากกวนประสาท
"ต่อไปนี้บอสธีร์คนดุก็เหอะ เจอคุณพู่กันสั่งงดอาหารเย็นเพราะทำงานดึกเกินไป คำว่าบอสจอมมารก็คงเหลือแค่มารน้อยคลานเข่ารายงานตัวแล้วล่ะครับ ฮ่าๆๆๆ"
"ไอ้เติ้ล พี่ส้มครับ!"
ผมหน้าแดงแป๊ดจนลามไปถึงใบหู ดึงตัวออกจากอ้อมแขนของเติ้ลแล้วยกแฟ้มเอกสารขึ้นมาบังใบหน้าของตัวเองไว้เพื่อหลบสายตาขี้ล้อเลียนของรุ่นพี่และเพื่อนสนิท
"พูดอะไรกันเลอะเทอะอีกแล้วครับ ผมผ่านประเมินเพราะฝีมือของผมจริงๆ ต่างหากล่ะ อีกอย่าง... คุณประธานบอสธีร์อะไรนั่นเขาก็ทำหน้าที่ของเขาอย่างเป็นธรรมครับ เขาไม่ยอมให้ใครคุมง่ายๆ หรอกนะ"
"จ้าๆ ไม่ยอมให้คุมหรอกจ้า"
พี่ส้มเอามือทาบอกทำท่าล้อเลียนเลียนแบบ
"แต่เมื่อเช้าตอนเจ็ดโมงครึ่ง พี่เห็นท่านประธานใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลสวมสูทสามชิ้นสุดหรู เดินถือกล่องข้าวสีชมพูพาสเทลลายกระต่ายอ้วนหูตั้งก้าวเข้าตึกมาอย่างทะนุถนอมนั่นมันคืออะไรกันน้า? พี่จำได้แม่นเลยว่ากล่องข้าวลายนั้นเป็นของใครบางคนแถวนี้ที่ชอบพกมาทานข้าวเที่ยงน่ะจ้ะ!"
"อึก..."
ผมสะอึกกึก คำพูดปัดปฏิเสธทั้งหลายแหล่ปลิวหายไปกับสายลมทันทีเมื่อโดนพี่ส้มจับโป๊ะช็อตเด็ดได้เต็มเปา
ใช่ครับ... กล่องข้าวลายกระต่ายสีชมพูพาสเทลกล่องนั้นเป็นของผมเองนั่นแหละ เมื่อเช้านี้พี่ธีร์ตื่นแต่เช้ามาทำแซนด์วิชทูน่ากับผลไม้หั่นชิ้นให้ผมพกมาทานที่ทำงาน แต่ด้วยความที่รีบร้อนออกจากเพนต์เฮาส์ ผมดันลืมกล่องข้าวทิ้งไว้บนโต๊ะอาหารในครัว สุดท้ายท่านประธานใหญ่จอมโหดของพนักงานทั้งตึกเลยต้องหิ้วกล่องข้าวลายกระต่ายสุดมุ้งมิ้งนั้นเดินทางมาส่งให้ผมถึงตึกทำงานด้วยตัวเองอย่างไม่มีความเขินอายเลยสักนิด!
"เอ่อ... คือ บอสคงแค่... เมตตาช่วยถือมาให้เฉยๆ ครับ"
ผมแก้ตัวน้ำขุ่นๆ สีข้างแทบถลอกจนเติ้ลหลุดหัวเราะก๊ากใหญ่
"โอเคๆ พี่ไม่แกล้งเราแล้วพู่กัน รีบเซ็นสัญญาจ้างงานบรรจุพนักงานประจำซะนะจ๊ะ แล้วเก็บของย้ายไปนั่งโต๊ะทำงานตัวใหม่ฝั่งโน้นได้เลย โต๊ะทำงานสำหรับดีไซเนอร์ประจำแผนก Creative Design ที่พี่จัดเตรียมไว้ต้อนรับพนักงานเกรด A+ คนใหม่โดยเฉพาะเลย"
พี่ส้มส่งยิ้มอบอุ่นใจดีและชี้มือไปยังฝั่งตรงข้ามของแผนกที่มีโต๊ะทำงานตัวใหญ่ขนาดยาวพร้อมหน้าจอคอมพิวเตอร์จอกว้างตัวใหม่เอี่ยมตั้งเด่นอยู่
ผมก้มลงมองกระดาษสัญญาจ้างงานในมืออย่างละเอียดอีกครั้ง ลายมือชื่อประธานบริหารสูงสุดที่ลงนามอนุมัติด้วยหมึกซึมสีดำเข้มดุดันแต่เฉียบคมเขียนชื่อ 'ธีรเดช T-Group' ตั้งตระหง่านอยู่บนบรรทัดผู้ว่าจ้าง ผมอมยิ้มบางๆ พลางหยิบปากกาของตัวเองขึ้นมาบรรจงลงชื่อ 'พู่กัน' ลงบนช่องลูกจ้างด้วยหัวใจที่พองโตและเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข
นี่คือจุดเริ่มต้นของการเป็นพนักงานประจำอย่างเป็นทางการของผม... และเป็นการยืนยันข้อตกลงตลอดชีพที่จะได้อยู่เคียงข้างและดูแลเขาในตึกแห่งนี้ไปอีกนานแสนนาน
—-----------------------------------
ผมใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายในการค่อยๆ เก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว เอกสารภาพสเกตช์ สมุดวาดเขียนคู่ใจ ปากกาเขียนแบบ และกระถางต้นกระบองเพชรขนาดจิ๋วจากโต๊ะทำงานสำหรับเด็กฝึกงานตัวเก่า ย้ายข้าวของทั้งหมดมาจัดวางลงบนโต๊ะทำงานตัวใหม่ฝั่งดีไซเนอร์ประจำ
โต๊ะทำงานตัวใหม่นี้ทั้งกว้างขวางและให้ความรู้สึกภูมิฐานกว่าเดิมมาก จอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีความละเอียดสูงเหมาะสำหรับการสเกตช์งานออกแบบสามมิติตั้งเด่นเป็นสง่า ด้านข้างมีกระถางต้นไม้ฟอกอากาศต้นเล็กๆ ในอ่างเซรามิกหรูหราตั้งประดับอยู่ ซึ่งพี่เก๋เลขานุการส่วนตัวของพี่ธีร์แอบกระซิบข้างหูผมตอนเอาเอกสารมาส่งว่า
"ต้นไม้ต้นนี้บอสธีร์เลือกและจัดเตรียมมาให้ดีไซเนอร์คนใหม่ด้วยตัวเองเลยนะคะน้องพู่กัน บอสบอกว่าสีเขียวจะช่วยพักสายตาเวลาทำงานเหนื่อยๆ ค่ะ"
ผมยกมือขึ้นแตะใบไม้ใบเล็กนุ่มมือเหล่านั้นเบาๆ พลางหลุดยิ้มละมุนละไมออกมา ความอบอุ่นซ่านแล่นริ้วเข้ามาในหัวใจจนแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาอีกรอบ
ผมนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานตัวใหม่ที่เอนหลังสบายกว่าตัวเดิม พลางทอดสายตามองไปรอบๆ แผนก Creative Design ย้อนระลึกคิดถึงวันแรกเมื่อสามเดือนก่อนที่ผมก้าวเท้าพ้นประตูลิฟต์แก้วเข้ามาในตึก T-Group แห่งนี้ด้วยความสั่นสะท้านไปทั้งตัว ตอนนั้นผมกอดกระเป๋าเป้ใบเก่งไว้แน่นจนแทบจะหายใจไม่ออก แผ่นหลังเกร็งค้างด้วยความตื่นตระหนกและกลัวว่าจะเดินไปชนใครเข้า หรือกลัวว่าผลงานของตัวเองจะไม่ดีพอจนโดนผู้ใหญ่ติติง
ที่สำคัญที่สุดคือความหวาดกลัวต่อข่าวลือเรื่อง "บอสจอมมาร" ผู้ไร้ความปรานี หน้านิ่งตึงราวกับศิลาสลักหน้าตึกที่ดุจนพนักงานสั่นระริกไปทั้งบริษัท ยามนั้นผมตั้งปณิธานไว้ดิบดีว่าจะหลบหน้าเขาให้ถึงที่สุด จะไม่ขอก้าวเฉียดเข้าไปใกล้รัศมีรังสีทำลายล้างของเขาเลยแม้แต่วันเดียว
ทว่าวันนี้... ใครจะไปคาดคิดว่าคนตัวโตท่าทางดุร้ายและเย็นยะเยือกราวกับพายุน้ำแข็งในวันนั้น จะแปรเปลี่ยนมาเป็นผู้ชายคนเดียวกับที่คอยประคองกอดผมไว้ในอ้อมแขนแสนอบอุ่นทุกค่ำคืน คอยกุมมือผมไว้แน่นไม่เคยปล่อย คอยเปย์นู่นเปย์นี่อย่างคลั่งรักแบบหน้าตาย และทำหน้าอ้อนเหมือนหมาโกลเด้นตัวยักษ์หางสั่นทวงสัญญากอดตัวโตทุกครั้งที่พวกเราอยู่ด้วยกันส่วนตัวที่บ้าน
จากเจ้านายผู้ไร้หัวใจ... สู่คนรักแสนดีที่ยอมสยบราบคาบกุมหัวใจบอสจอมมารและพร้อมจะปกป้องประคบประหงมผมดั่งแก้วตาดวงใจ
ผมหยิบโทรศัพท์มือถือส่วนตัวขึ้นมาเปิดหน้าจอ ยิ้มกว้างเมื่อเปิดหน้าต่างแชตไลน์ที่ปักหมุดชื่อ 'Tee' ไว้บนสุด ผมเปิดกล้องถ่ายรูปสแนปภาพโต๊ะทำงานตัวใหม่ที่มีแสงแดดบ่ายรำไรสาดส่องลงมากระทบอ่างต้นไม้และพู่กันที่วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ แล้วกดส่งรูปภาพนั้นไปให้คุณประธานคลั่งรักพร้อมข้อความอย่างอารมณ์ดี
Phukan: พี่ธีร์ครับ! ผมย้ายมานั่งโต๊ะพนักงานประจำอย่างเป็นทางการแล้วนะครับ ผลประเมินได้ A+ และสัญญาจ้างงานก็เซ็นเรียบร้อยแล้วด้วยครับ คราวนี้พี่ส้มกับเติ้ลแซวผมใหญ่เลยว่าได้เป็นเจ้านายฝ่ายในคุมบริษัทแล้วล่ะครับ ????*
ส่งข้อความเสร็จผมก็อมยิ้มเตรียมจะวางโทรศัพท์ลง ทว่าแถบแจ้งเตือนไลน์กลับเด้งตอบกลับมาแทบจะในวินาทีเดียวกันประหนึ่งว่าเจ้าตัวนั่งจับหน้าจอรอกล่องข้อความจากผมอยู่ตลอดเวลา
Tee: ยินดีด้วยนะครับคนดีของพี่ เก่งที่สุดเลยครับ พู่กันทำได้อยู่แล้วครับ
Tee: ส่วนที่พี่ส้มกับเติ้ลแซว... พวกเขาพูดถูกแล้วนี่ครับ พู่กันคือคนคุมหัวใจประธานบริหารสูงสุดของ T-Group เพราะงั้นพู่กันมีสิทธิ์คุมทุกอย่างในชีวิตพี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยครับ
Tee: เย็นนี้เลิกงานแล้วเดี๋ยวพี่ขับรถพากลับบ้านเรานะครับ พี่มีของขวัญฉลองการเป็นพนักงานประจำเตรียมไว้ให้พู่กันด้วยนะ
ผมอ่านข้อความเหล่านั้นแล้วถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดหน้าเพื่อซ่อนรอยยิ้มหวานหยดที่เกือบจะหลุดออกมาเสียงดัง แก้มทั้งสองข้างร้อนฉ่าเหมือนส้มตำพริกสิบเม็ดที่ผมแอบอยากกิน คำว่า "กลับบ้านเรา" ของพี่ธีร์ช่างฟังกี่ครั้งก็ทำให้หัวใจดวงน้อยสั่นไหวและอุ่นวาบไปทั้งอก
"บ้านของเรา..." ผมพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางกุมโทรศัพท์ไว้แนบอก ตั้งหน้าตั้งตาเฝ้ารอเวลาเลิกงานอย่างมีความสุขที่สุดในโลก
—---------------------------------
วิวยามราตรีสีสันระยิบระยับของกรุงเทพมหานครจากมุมมองบนระเบียงเพนต์เฮาส์หรูชั้นสูงสุดช่างงดงามราวกับทะเลดาวที่ส่องประกายทอดยาวจรดขอบฟ้า ลมพัดโชยมาเบาๆ นำพากลิ่นอายความเย็นสบายยามค่ำคืนมากระทบผิวหน้า ทว่าสิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้ผมละสายตาไปจากร่างเล็กบอบบางที่ยืนมองวิวเบื้องหน้าด้วยดวงตากลมโตเป็นประกายเจิดจ้าได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
พู่กันในชุดเสื้อเชิ้ตสีอ่อนดูสบายตาเข้าคู่กับกางเกงสแล็กพอดีตัวยืนเคียงข้างผม น้องกำลังยิ้มกว้างจนตาหยี ปลายจมูกรั้นๆ แดงระเรื่อขึ้นน้อยๆ เนื่องจากลมหนาวพัดผ่าน ผมมองใบหน้าน่ารักที่เฝ้าฝันถึงทุกเช้าค่ำพลางรู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เพื่อค่ำคืนพิเศษนี้ ผมได้สั่งตกแต่งระเบียงเพนต์เฮาส์กว้างขวางใหม่ทั้งหมด จัดแต่งทัศนียภาพด้วยหมู่พืชพรรณไม้ธรรมชาติ ไม้ใบสีเขียวชอุ่มและไม้ดอกสีขาวนวลตาที่พู่กันชื่นชอบ วางกระถางดินเผาเรียงรายอย่างมีสไตล์สลับกับดวงไฟประดับสีส้มอบอุ่นดวงเล็กๆ ที่ห้อยระย้าลงมาราวกับแสงหิ่งห้อยลอยฟ้า บรรยากาศเงียบสงัดและโรแมนติกอย่างถึงที่สุดมีเพียงเสียงดนตรีแจ๊สบรรเลงแผ่วเบาคลอเคลียมาจากในห้องพัก
"สวยจังเลยครับพี่ธีร์... ดาดฟ้าตกแต่งแบบนี้อบอุ่นเหมือนสวนลอยฟ้าที่ผมเคยฝันอยากออกแบบไว้เลยครับ" พู่กันหันมาส่งยิ้มหวานให้ผม ดวงตาคู่สวยเบื้องหลังกรอบแว่นสะท้อนแสงไฟระยิบระยับราวกับมีลูกแก้วซ่อนอยู่ด้านใน
"ชอบไหมครับ?"
ผมถามน้ำเสียงทุ้มนุ่มนวลพลางขยับตัวก้าวเข้าไปยืนชิดด้านหลังของน้อง โอบแขนแกร่งทั้งสองข้างรอบเอวบางดึงร่างนุ่มนิ่มเข้ามาแนบชิดกับอกกว้างของตัวเอง
พู่กันสะดุ้งน้อยๆ ด้วยความเคยชินแต่ก็ยอมโอนอ่อนเอนหลังพิงอกผมอย่างไว้วางใจ น้องซบหัวลงกับไหล่กว้างของผมพลางใช้สองมือนุ่มกุมทับมือของผมที่โอบเอวเขาไว้
"ชอบที่สุดเลยครับ... อุ่นมากเลยด้วย พี่ธีร์เซอร์ไพรส์ผมเก่งขึ้นทุกวันแล้วนะเนี่ย"
ผมกระซิบตอบชิดใบหูนิ่มพลางสูดกลิ่นหอมละมุนประจำกายของน้องเข้าเต็มปอด กลิ่นแป้งเด็กผสมกับกลิ่นสบู่อ่อนๆ ที่ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายและสงบใจเสมอหลังจากเผชิญกับเรื่องเครียดๆ ในงานบริหารมาทั้งวัน
ผมลอบถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความตื้นตันใจ ก่อนจะตัดสินใจดึงกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มโบราณที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อสูทออกมาถือไว้ มือของผมที่เคยเซ็นอนุมัติโครงการมูลค่าหลักพันล้านด้วยความมั่นใจไร้ความลังเล ในเวลานี้กลับสั่นเทาน้อยๆ ด้วยความตื่นเต้นและประหม่าประหนึ่งเป็นเด็กวัยรุ่นหัดรักครั้งแรก
ผมค่อยๆ แกะกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มเปิดเผยให้เห็นแหวนเพชรเม็ดงามแบรนด์เก่าเเก่ที่สั่งตัดทำขึ้นเป็นพิเศษ ตัวเรือนแพลตตินัมสลักลายเถาวัลย์ธรรมชาติอย่างอ่อนช้อยล้อมรอบเพชรน้ำงามเม็ดเดี่ยวที่ส่องประกายวิบวับสะท้อนแสงดาวและแสงไฟเมืองอย่างหรูหรางดงามจับตา
"พู่กันครับ..." ผมเรียกชื่อน้องด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยเนื่องจากความตื้นตันที่เอ่อท้น
"ครับพี่ธีร์?"
พู่กันหันหน้ากลับมาเล็กน้อยเพื่อสบตาผม ทว่าทันทีที่สายตาของน้องปะทะเข้ากับกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินและแหวนเพชรน้ำงามที่เปล่งประกายในมือของผม ร่างเล็กพลันแข็งทื่อ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง ริมฝีปากบางอ้าค้างกะพริบตาปริบๆ ราวกับไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
ผมคลายอ้อมกอดจากเอวบางช้าๆ เปลี่ยนเป็นขยับตัวไปยืนเผชิญหน้ากับน้องอย่างเป็นทางการ ดวงตาคมเข้มของผมจับจ้องมองตรงเข้าไปในดวงตาสั่นระริกคู่สวยของพู่กันด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่ผมมีอยู่ในหัวใจของชายวัยสามสิบสี่ปีคนนี้
ผมช้อนมือเรียวบางข้างซ้ายของน้องขึ้นมาจับไว้อย่างทะนุถนอมประคองกุมมันไว้ด้วยความอ่อนโยนที่สุด
"ขอบคุณนะครับพู่กัน... ขอบคุณที่ยอมก้าวเข้ามาในชีวิตพี่ ขอบคุณที่ยอมเหน็ดเหนื่อยตั้งใจทำงานและเป็นกระต่ายน้อยแสนดีที่คอยเยียวยาดูแลหัวใจที่ด้านชาของพี่ดวงนี้มาตลอดสามเดือน"
ผมเอ่ยพรั่งพรูน้ำเสียงทุ้มต่ำอบอุ่น
"พี่อาจจะเป็นคนพูดไม่เก่ง ทำงานหนัก หน้านิ่งดุจนพนักงานกลัว และมีนิสัยดื้อดึงเอาแต่ใจตัวเองไปบ้าง... แต่พี่สัญญาด้วยเกียรติและหัวใจทั้งหมดของพี่ ว่านับจากนี้ไป พี่จะคอยประคับประคอง ดูแล และเป็นเกราะป้องกันคุ้มครองพู่กันจากทุกอันตรายตลอดชีวิตของพี่ชั่วนิรันดร์"
น้ำใสๆ เริ่มรื้นขึ้นมาคลอดวงตากลมโตของพู่กัน น้องเม้มปากแน่นเพื่อกั้นเสียงสะอื้น แววตาสั่นไหวระริกเต็มไปด้วยความตื้นตันซาบซึ้งใจ
"พู่กันครับ... แต่งงานกับพี่นะครับ ร่วมสร้างครอบครัวและเป็นข้อตกลงตลอดชีพใต้แสงดาวนี้กับพี่นะครับคนดีของพี่"
คำเอ่ยขอแต่งงานที่แสนหวานซาบซึ้งหลุดลอยไปในอากาศ ผสานกับแสงดาวนับล้านดวงเบื้องบนที่เป็นพยานในสัญญารักครั้งนี้ ผมบรรจงขยับแหวนเพชรเม็ดงามแบรนด์โบราณสวมเข้าที่นิ้วนางข้างซ้ายของพู่กันช้าๆ สัมผัสอุ่นจากแหวนเพชรและปลายนิ้วของเราสองคนประสานผสานเข้าหากันอย่างพอดิบพอดีไร้ช่องว่าง
"ฮึก... พี่ธีร์..."
หยาดน้ำตาแห่งความตื้นตันพรั่งพรูไหลอาบแก้มเนียนใสของพู่กันทันทีที่แหวนเพชรสวมเข้าที่นิ้วอย่างสมบูรณ์แบบ น้องหลุดเสียงสะอื้นกึกใหญ่ออกมาพร้อมกับปล่อยแฟ้มเอกสารในมือทิ้งลงพื้น แล้วโผเข้ากอดคอของผมเต็มแรง ร่างเล็กกอดผมไว้แน่นหนาจนตัวกลม ซบหน้าร้องไห้สะอื้นฮักกับอกกว้างของผมจนสูทเปียกชื้นไปด้วยหยดน้ำตา
"แต่งครับ... ฮึก... พู่กันจะแต่งกับพี่ธีร์ครับ พู่กันรักพี่ธีร์ที่สุดในโลกเลย"
เสียงหวานสะอื้นบอกรักตอบแสนซึ้งใจสั่นสะท้านอยู่ในใจของผม
ผมยกวงแขนแกร่งกอดรัดร่างเล็กของคนรักไว้แน่นหนา ซุกใบหน้าลงกับกลุ่มผมนุ่มหอมของน้องพลางลูบหลังปลอบโยนเบาๆ โยกตัวไปมาท่ามกลางลมหนาวโชยพัด ความอบอุ่นซาบซึ้งใจโอบล้อมรอบตัวเราสองคนจนน้ำตาของลูกผู้ชายอย่างผมเกือบจะรื้นขึ้นมาคลอเช่นกัน
มันคือความสุขใจขั้นสุดยอด... ความสุขใจที่ได้รับรู้ว่ากระต่ายน้อยตัวนี้เป็นของผมอย่างถูกต้องตามสัญญารักชั่วนิรันดร์
—---------------------------------
พวกเราสองคนยืนกอดกันเคียงคู่มองทอดสายตาออกไปข้างหน้า ลมหนาวระลอกใหม่พัดโชยมาทำให้ผมกระชับอ้อมกอดโอบพู่กันแน่นขึ้นไปอีก ร่างเล็กในอ้อมแขนสูดน้ำมูกเบาๆ พลางใช้นิ้วเรียวสวยที่มีแหวนเพชรเปล่งประกายลอยเด่นแตะแก้มตัวเองเพื่อเช็ดคราบน้ำตาอย่างน่าเอ็นดู
"ตาบวมหมดแล้วครับคนเก่ง ร้องไห้ขี้มูกโป่งเป็นกระต่ายเปียกฝนเลยนะเราน่ะ"
ผมแกล้งกระเซ้าเย้าแหย่น้องพลางก้มลงจูบขมับนิ่มเบาๆ หนึ่งที
"ก็ใครใช้ให้พี่ธีร์ขอแต่งงานแบบนี้ล่ะครับ เล่นเอาผมตั้งตัวไม่ทันเลย หัวใจเกือบวายตายคามือพี่แล้วเนี่ย" พู่กันหันมาค้อนควับใส่ผมทำหน้างอแงใส่จนผมนึกอยากจับแก้มกลมๆ นั้นมาเคี้ยวเล่นเสียจริง
"หืม? จริงเหรอครับ? แต่พี่ว่ามันไม่ได้ปุบปับหรอกนะ พี่เฝ้ารอเวลานี้มานานมากแล้ว... นานตั้งแต่คืนนั้น คืนเมื่อสามเดือนก่อนที่พู่กันยอมก้าวเข้ามาหาพี่ท่ามกลางสายฝน"
ผมเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำอบอุ่น แววตาเหม่อมองออกไปไกลย้อนรำลึกถึงเรื่องราวในวันวาน
"คืนสายฝน... เมื่อสามเดือนก่อนเหรอครับ?" พู่กันขมวดคิ้วสงสัยเงยหน้าสบตาผม
"ใช่ครับ... คืนที่ฝนตกหนักโหมกระหน่ำ รถของพี่เกิดเสียกะทันหันในซอยเปลี่ยวข้างถนน แถมอาการโรคกระเพาะกำเริบอย่างรุนแรงจนพี่ทรุดลงไปนอนขดตัวด้วยความปวดท้องทรมานแทบสิ้นสติ ตอยนั้นไม่มีใครผ่านมาเลยสักคน... จนกระทั่งมีเด็กหนุ่มตัวเล็กๆ ซุ่มซ่ามคนหนึ่ง เดินถือร่มลายการ์ตูนก้าวเข้ามาหาพี่ ยอมเปียกฝนพยุงคนแปลกหน้าอย่างพี่ไปนั่งหลบฝนที่ป้ายรถเมล์ แถมยังวิ่งฝ่าสายฝนออกไปซื้อยาปราบโรคกระเพาะและน้ำอุ่นมาให้พี่ดื่มเพื่อบรรเทาอาการปวดท้องอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย..."
ผมเว้นวรรคพลางทอดสายตามองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของพู่กันที่พลันเบิกกว้างขึ้นทีละนิดเมื่อเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวในอดีตได้
"เด็กหนุ่มคนนั้นลืมเรื่องนี้ไปแล้วเพราะคิดว่าเป็นเพียงการช่วยเหลือคนแปลกหน้าทั่วไปในคืนฝนตก... แต่พู่กันรู้ไหมว่า ผู้ชายท่าทางซูบซีดหมดสภาพปวดท้องพะงาบๆ คนนั้นน่ะ คือพี่เองครับ"
"ฮะ? พี่ธีร์เหรอครับ!"
พู่กันร้องเสียงหลงเอามืออุดปากตัวเองด้วยความช็อกสุดขีดดวงตากลมโตสั่นระริก
"คนแปลกหน้าท่าทางภูมิฐานใส่เชิ้ตขาวเปียกโชกปวดท้องขดตัวกลมส่งเสียงครางอือๆ ข้างถังขยะวันนั้น... คือพี่ธีร์จริงๆ เหรอครับ มิน่าล่ะ ตอนผมสมัครงานที่ T-Group ถึงผ่านง่ายดายแบบไม่ต้องสัมภาษณ์เลย นี่พี่ธีร์โกงนี่ครับ"
"ไม่ได้โกงครับ พี่แค่ใช้สิทธิ์ผู้บริหารสูงสุดเลือกพนักงานที่แสดงออกถึงความจริงใจและมีคุณสมบัติความอบอุ่นโดนใจที่สุดเข้าทำงานต่างหากล่ะครับ"
ผมคลี่ยิ้มกว้างหัวเราะหึๆ ในลำคออย่างเจ้าเล่ห์พลางกุมมือน้องแน่นขึ้น
"วันนั้นที่พี่เห็นพู่กันช่วยชีวิตพี่ไว้ท่ามกลางสายฝนที่ตกหนัก พี่ตระหนักลึกซึ้งทันทีเลยว่านั่นไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญหรือโชคชะตาเล่นตลก แต่คือสิ่งวิเศษที่สุดในชีวิตของพี่ คือบุพเพและสิ่งมหัศจรรย์ที่ดึงสายใยผูกพันรักของเราสองคนให้ก้าวเดินมาบรรจบกันจนแข็งแกร่งและงดงามในทุกวันนี้..."
พู่กันนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ใบหน้าหวานค่อยๆ เปลี่ยนสีเป็นแดงระเรื่อฉายแววซาบซึ้งและละมุนใจอย่างที่สุด น้องซุกหน้าลงกับไหล่ของผมอีกครั้งพลางพูดพึมพำเสียงหวานแผ่วเบา
"ขอบคุณความซุ่มซ่ามของผมในคืนวันนั้นนะครับ... ที่ยอมเดินเลี้ยวเข้าซอยนั้นไปเจอพี่ธีร์ ทำให้เราได้รักกันในวันนี้"
"ขอบคุณเช่นกันครับคนดีของพี่" ผมตอบพลางกระชับอ้อมกอดโอบรับความอบอุ่นแสนรักไว้แนบกายชั่วนิรันดร์
—-------------------------------
หลายสัปดาห์ต่อมา ณ ตึกสำนักงานใหญ่ T-Group...
"โครงการก่อสร้างเฟสสองของโซนพาณิชย์ T-Forest ต้องได้รับการปรับแก้โครงสร้างสถาปัตยกรรมภายในเจ็ดวันครับ ผมต้องการรายงานการคำนวณโครงสร้างเหล็กและระบบระบายน้ำใหม่ทั้งหมดอย่างละเอียด ถ้าทำไม่ได้ตามกำหนดเดดไลน์ หรือทีมบริหารยังเอาแต่ยื่นข้ออ้างเลื่อนส่งงานเหมือนรอบที่แล้ว... ผมคงต้องขอพิจารณาเปลี่ยนทีมสถาปนิกที่รับผิดชอบทั้งหมดในโครงการนี้ทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น หวังว่าพวกคุณทุกคนจะเข้าใจในสิ่งที่ผมพูดอย่างชัดเจนนะครับ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเฉียบขาดเย็นยะเยือกราวกับพายุน้ำแข็งขั้วโลกเหนือดังสะท้อนผ่านไมโครโฟนก้องกังวานไปทั่วห้องประชุมใหญ่ของ T-Group
บอสธีร์... หรือท่านประธานธีรเดชผู้ยิ่งใหญ่สวมสูทสั่งตัดสามชิ้นสี Charcoal Grey สุดเเนี๊ยบ ใบหน้าหล่อคมคายเรียบตึงสนิทดุจหน้าผาศิลาไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวที่ส่องประกายอำมหิตกวาดมองข้ามโต๊ะประชุมยาวเหยียดไปยังคณะผู้บริหารระดับสูงชาวต่างชาติและบอร์ดบริหารบริษัทที่ตอนนี้นั่งหลังตรงแน่ว เหงื่อไหลไคลย้อย ตัวเกร็งแข็งทื่อสั่นระริกราวกับลูกนกตกน้ำไม่มีใครกล้าสบตาท่านประธานจอมโหดเลยสักรายเดียว
รังสีความน่าเกรงขามและแรงกดดันมืดมนน่ากลัวปกคลุมห้องประชุมจนแอร์ที่เย็นฉ่ำอยู่แล้วยิ่งทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวสั่นยะเยือกถึงกระดูกดำ
ผมที่นั่งอยู่ในฐานะดีไซเนอร์ประจำร่วมสังเกตการณ์อยู่มุมห้อง แอบยิ้มขำอยู่คนเดียวในใจพยายามก้มหน้าลงมองสมุดโน้ตแกล้งทำเป็นจดบันทึกการประชุมอย่างแข็งขันเพื่อหลีกเลี่ยงการหลุดขำคิกคักออกมากลางที่ประชุม
ทันทีที่การประชุมสุดตึงเครียดเสร็จสิ้นลง คณะกรรมการรีบเดินก้มหน้าก้มตาออกจากห้องประชุมราวกับกลัวโดนเรียกไปลงทัณฑ์ บอสธีร์สับเท้าก้าวฉับๆ นำหน้าผมเดินกลับไปยังห้องทำงานประธานส่วนตัวที่ชั้นสูงสุดทันที ผมเดินตามหลังเข้าไปพลางปิดประตูห้องทำงานบานใหญ่ลงกลอนล็อกประตูสนิทเพื่อความเป็นส่วนตัว
ปัง! แกร๊ก!
วินาทีถัดมาหลังสิ้นเสียงลงกลอนประตู... รังสีจอมมารจอมโหดอำมหิตอันมืดมิดสะท้านโลกเมื่อครู่พลันมลายหายวับไปกับตาราวกับไม่เคยมีอยู่จริง!
บอสธีร์สลัดคราบประธานใหญ่ใจโหดทิ้งลงถังขยะไปในพริบตา ใบหน้าคมคายเปลี่ยนโหมดเป็นหน้าละห้อย หูตูบ ตาอ้อนวอน เจ้าตัวสลัดแจ็กเก็ตสูทตัวนอกจากหลังปลดเนกไทออกเล็กน้อยแล้วแปลงร่างเป็นเจ้าสุนัขโกลเด้นตัวยักษ์หางสั่นระริก รีบพุ่งตัวดิ่งเข้ามาชาร์จกอดผมจากทางด้านหลังอย่างรวดเร็วปานลมกรด!
"หมับ!"
วงแขนแกร่งโอบกอดรัดรอบตัวผมไว้แน่นหนาจนตัวผมลอยขึ้นจากพื้นเล็กน้อย ใบหน้าหล่อคมคายซุกลงกับไหล่บาง พลางสูดดมคลอเคลียแก้มระหงและซอกคอของผมสลับไปมาอย่างแสนรักแสนอ้อน พยายามเบียดกระแซะตัวโตๆ เข้าหาผมอย่างสุดกำลัง
"พู่กันครับ... พู่กันครับคนดี... หายโกรธพี่หรือยังครับ? พี่ธีร์ใจจะขาดแล้วนะครับคนดี..."
เสียงทุ้มงุ้งงิ้งออเซาะอยู่ข้างหูผมทำเอาผมหลุดยิ้มแก้มนิ่มจนปวดหน้าไปหมด
สาเหตุที่ผมแกล้งงอน ทำท่าทางปั้นปึ่งใส่ และงดพูดคุยกับเขามาตลอดทั้งวันนอกเหนือจากเรื่องงานในที่ประชุม นั่นก็เพราะกฎเหล็กเรื่องสุขภาพของตัวเขาเองยังไงล่ะครับ เมื่อคืนนี้พี่ธีร์สั่งให้พี่ส้มนำแก้วของว่างของผมไปทิ้งและยึดจานส้มตำปูปลาร้าพริกสิบเม็ดสุดโปรดปรานของผมไปต่อหน้าต่อตาแถมกำชับห้ามพนักงานในแผนกซื้อมาให้ผมกินเด็ดขาด อ้างว่าห่วงโรคกระเพาะของผมจะถามหา ทั้งที่ความจริงผมแข็งแรงมากและไม่ได้ปวดท้องง่ายๆ เสียหน่อย แต่ตัวเองดันทำตัวเผด็จการไม่ฟังเสียงประท้วงของผมเลยสักคำ ผมก็เลยจัดมาตรการดัดนิสัยหมาใหญ่ให้หลาบจำซะเลย
"หืม? ยังไม่หายโกรธหรอกครับพี่ธีร์"
ผมแกล้งเกร็งตัวยืนนิ่งกอดอกหันหน้าหนีแต่ก็แอบหัวเราะคิกคักในอกเมื่อรู้สึกได้ถึงหัวทุยๆ ของพี่ธีร์ที่พยายามซุกไซ้คลอเคลียผิวแก้มผมไม่หยุดหย่อนประหนึ่งหมาใหญ่พยายามขอคืนดี
"พู่กันครับ... พี่ผิดไปแล้วครับ พี่ขอโทษนะคนดี พี่เป็นห่วงพู่กันจริงๆ นี่ครับ ไม่อยากให้พู่กันปวดท้องแสบกระเพาะเหมือนพี่ตอนนั้น... อย่าแกล้งเมินใส่พี่แบบนี้เลยนะ พี่จะบ้าตายอยู่แล้ว ตอนประชุมพี่มองพู่กันแต่พู่กันไม่สบตาพี่เลย พี่เกือบจะสั่งแบนคนทั้งห้องประชุมประชดชีวิตแล้วนะคราวนั้น"
พี่ธีร์งุ้งงิ้งฟ้องเสียงละห้อยพลางกอดเอวผมแน่นขึ้นไปอีกประหนึ่งสุนัขโกลเด้นหูตูบหางตกที่กลัวโดนทิ้ง
ผมหันกลับมาประจันหน้ากับคนตัวยักษ์ที่ทำตาละห้อยละมุนใจเหมือนลูกหมาตัวโตแสนซื่อ มองแหวนแต่งงานเพชรโบราณบนนิ้วนางข้างซ้ายของเขาสลับกับของผมที่ส่องประกายคู่กัน ความโกรธงอนที่มีอยู่น้อยนิดมลายหายไปสิ้นเหลือเพียงความรักและเอ็นดูจนท่วมท้นหัวใจ
ผมยกสองมือนุ่มขึ้นประคองแก้มหล่อเหลาของประธานคลั่งรักไว้เบาๆ พลางใช้นิ้วโป้งคลึงแก้มเขาไปมา ก่อนจะเอื้อมไปลูบกลุ่มผมหนานุ่มของหมาใหญ่ใจดีตัวนี้อย่างอ่อนโยนที่สุด
"รู้แล้วครับว่าห่วง... แต่คราวหลังห้ามดื้อทำตัวเผด็จการสั่งยึดส้มตำผมอีกนะ ไม่อย่างนั้นรอบหน้าผมจะสั่งงดกอดตัวโตที่บ้านหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ จริงๆ ด้วยนะครับ" ผมคาดโทษใบหน้ายิ้มหวานแกมขู่
"สัญญาครับ พี่จะไม่ดื้อไม่ยึดส้มตำพู่กันอีกแล้วครับ ยอมให้กอด ยอมตามใจพู่กันทุกอย่างชั่วนิรันดร์เลยครับผม"
พี่ธีร์ยิ้มกว้างเผยฟันเรียบสวยดวงตาประกายวิบวับเปี่ยมล้นไปด้วยความสุขสมหวัง น้องหมาใหญ่โกลเด้นพุ่งเข้าไซ้หอมแก้มผมฟอดใหญ่ซ้ายขวาอย่างร่าเริงทันควันจนผมหลุดหัวเราะคิกคักลั่นห้องทำงานประธาน
เสียงหัวเราะแห่งความสุข ความละมุนใจ และความคลั่งรักอันแสนอบอุ่นโอบล้อมรอบตัวเราสองคนภายใต้ข้อตกลงตลอดชีพที่จะรักและดูแลกันเคียงข้างตลอดไปไม่มีวันเสื่อมคลาย... ปิดฉากเรื่องราวความรักแสนหวานอันอบอุ่นนี้ชั่วนิรันดร์