น่าเสียดาย หากไม่ใช่เพราะคุณภาพกระดาษที่ใช้ทำยันต์แผ่นนั้นย่ำแย่และพลังบำเพ็ญเพียรของนางเองก็ยังต่ำเรี่ยพลังของยันต์สองแผ่นนั้นคงทำได้มากกว่าการทำให้ศีรษะใบหน้าของพวกนางสกปรกเปื้อนดำ
แววตาของเสิ่นจื่อโยวปรากฏเค้าลางเสียดายนางพยายามข่มความปรารถนาที่ปะทุรุนแรงในส่วนลึกของจิตใจ
ครั้นสบสายตาเยียบเย็นของเสิ่นจื่อโยวเสิ่นเฉี่ยวเหลียนก็หวั่นสะพรึงจนหดตัว
ทุกคราที่ลงมือกับเสิ่นจื่อโยวนางมีแต่พ่ายแพ้เสิ่นเฉี่ยวเหลียนทั้งเดือดดาลและหวาดกลัวนางไม่เข้าใจว่าเหตุใดในชั่วเวลาเพียงข้ามคืนอีกฝ่ายจึงเปลี่ยนเป็เก่งกาจขึ้นมา
“นี่มันเื่อะไรกัน?!” เสิ่นอี้กวงพร้อมด้วยองครักษ์สองนายรีบเร่งรุดเข้ามาทันทีที่เขาเห็นสภาพอเนจอนาถของเสิ่นเฉี่ยวเหลียนโทสะก็ปะทุ
“ท่านพ่อ!”ทันทีที่เสิ่นเฉี่ยวเหลียนเห็นเสิ่นอี้กวง หยาดน้ำตาแห่งความขมขื่นก็พรั่งพรู
“นี่มันเื่อะไรกัน อย่าได้กลัวไปพ่อต้องให้ความยุติธรรมแก่เ้า” เสิ่นอี้กวงประคองบุตรสาวคนที่สามของตนขึ้นซับน้ำตาบนใบหน้านางพลางกล่าวด้วยความปวดใจ
“เพราะนาง! เป็เพราะเสิ่นจื่อโยว!นาง้าให้พวกเราตกอยู่ในความอับอายถึงได้ทำให้พวกเราเป็เช่นนี้ ฮือๆๆ...”
เสิ่นเฉี่ยวเหลียนชี้ไปยังเสิ่นจื่อโยวนางกล่าวด้วยน้ำเสียงเกลียดชัง สะอื้นไห้จนหายใจติดขัด
ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่มีผู้ใดเห็นชัดนางจึงชิงเอ่ยฟ้องก่อนด้วยความเคียดแค้น
“เสิ่นจื่อโยว!เ้าไม่คิดจะอธิบายสักนิดหรือ?!” เสิ่นอี้กวงถลึงตาโตมองเสิ่นจื่อโยวด้วยความเดือดดาลสายตานั้นไม่เหมือนกับสายตาของคนที่มองบุตรสาวตนแต่กลับเหมือนสายตาที่จ้องมองศัตรูของวงศ์ตระกูล
“ไม่มีสิ่งใดต้องอธิบายพวกนางคิดลอบทำร้ายข้าดังนั้นข้าจึง ‘คารวะ’ พวกนางกลับไปก็เท่านั้น”เสิ่นจื่อโยวกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เ้ากล่าวว่าพวกเรา้าลอบทำลายเ้าหลักฐานเล่า!” ไป๋รั่วเจียคลานขึ้นมาจากพื้น โต้กลับด้วยความเกลียดชัง
“หลักฐานก็คือ...เดิมทีพวกเ้านั่งอยู่ในตำแหน่งที่ห่างจากข้าไปสิบกว่าหมี่[1] ทว่ายามนี้กลับมาปรากฏตัวข้างกายข้า...”
น้ำเสียงของเสิ่นจื่อโยวแ่เบาผ่อนคลายทว่าเนื้อหากลับมีรายละเอียดหนักอึ้ง
ใช่แล้วเมื่อครู่พวกเสิ่นเฉี่ยวเหลียนมิได้นั่งอยู่ในตำแหน่งหน้าสุดของบรรดาแขกสตรีหรอกหรือเหตุใดยามนี้จึงมายังตำแหน่งหลังสุดได้ เห็นได้ชัดว่าพื้นที่ตรงนี้เป็ที่นั่งของเสิ่นจื่อโยว
เดิมทีเมื่อทุกคนเห็นเสิ่นเฉี่ยวเหลียนร่ำไห้อย่างน่าเวทนาตาชั่งในใจจึงเอนเอียงไปทางนางแต่เมื่อได้ยินเสิ่นจื่อโยวกล่าวเช่นนี้สายตาของพวกเขาที่จ้องมองเสิ่นเฉี่ยวเหลียนจึงแปรเปลี่ยนเป็แคลงใจ
“ท่านพ่อ! ฮือๆๆ...”ครั้นเสิ่นเฉี่ยวเหลียนเห็นว่าโต้แย้งไม่ชนะเสิ่นจื่อโยวจึงทำได้เพียงซุกศีรษะเข้าสู่อ้อมกอดของเสิ่นอี้กวงเสียงร้องไห้คร่ำครวญยิ่งดังมากขึ้น
เสิ่นอี้กวงเคยเห็นบุตรสาวคนที่สามได้รับความเจ็บช้ำถึงเพียงนี้เมื่อใดหัวคิ้วของเขาพลันขมวดมุ่น โทสะยิ่งพลุ่งพล่าน
“หญิงชั่ว!ยังไม่ขอโทษน้องสาวของเ้าอีก!”เสิ่นอี้กวงถลึงตากลมโตกล่าวกลับเสิ่นจื่อโยวด้วยความเดือดดาล
“เหตุใดข้าจึงต้องขอโทษ เดิมความผิดนี้ก็ไม่ใช่ของข้าหากท่านพ่อ้าตั้งตนเป็ผู้คุมไต่สวนความผิดก็มิสู้ไต่ถามพวกนางว่าเหตุใดจึงต้องลอบทำร้ายข้าดูเหมือนข้าเองจะยังไม่เคยล่วงเกินพวกนางเลยสักครั้ง?”
เสิ่นจื่อโยวตอบกลับด้วยน้ำเสียงเ็า
“ไม่ว่าอย่างไรการที่เ้าทำให้น้องสาวของตนต้องตกอยู่ในสภาพอเนจอนาถเช่นนี้ก็ถือว่าไม่ถูกต้อง!”เสิ่นอี้กวงกล่าวอย่างไม่สนใจถูกผิด “มีผู้ใดเป็พี่สาวเช่นเ้าบ้าง?! “
“น้องสาวที่ชอบใช้มีดแทงข้าด้านหลังข้าไม่กล้า้าหรอก” เสิ่นจื่อโยวยังคงไม่ยอมอ่อนข้อ
“หญิงชั่ว!ช่างเป็หญิงสารเลวโดยแท้จริง! หากวันนี้เ้าไม่ขอโทษก็จงไสหัวกลับไปเสียอย่าอยู่ที่นี่ให้เป็ที่อับอายของผู้คน!”
เสิ่นอี้กวงด่าจนใบหน้าแดงก่ำลำคอปูดโปนกระทั่งเส้นเืบนหน้าผากก็เจียนจะะเิออกมา
“ยามนี้ผู้ที่ทำให้ต้องอับอายมิใช่ข้าแต่เป็พวกนาง”เสิ่นจื่อโยวชี้ไปยังเสิ่นเฉี่ยวเหลียนและไป๋รั่วเจียด้วยสีหน้าสงบนิ่ง กล่าวด้วยคำพูดไม่ช้าไม่เร็ว
“เ้า! หญิงชั่วช้าดูสิว่าข้าจะตีเ้าให้ตายหรือไม่!” เสิ่นอี้กวงเงื้อมือขึ้นเตรียมฟาดลงไป
หากฝ่ามือนี้รุนแรงมาก ผ้าคลุมใบหน้าของเสิ่นจื่อโยวต้องร่วงหล่นเป็แน่
สายตาของเสิ่นเชียนซีที่เฝ้ามองอยู่ในระยะไกลออกไปฉายประกายแห่งความคาดหวังบางๆ รอชม่เวลาที่เสิ่นจื่อโยวตกอยู่ในสถานการณ์น่าอับอาย
แต่ในเวลานั้นเอง น้ำเสียงเนือยทว่าเปี่ยมด้วยแรงดึงดูดก็ดังขึ้นจากด้านนอกของกลุ่มคน
“ใต้เท้าเสิ่นวาจาของท่านช่างมีอำนาจยิ่งนักกระทั่งรายนามคนที่ได้รับเชิญในราชโองการของเสด็จพ่อท่านยังกล้าขับไล่”
เสียงหัวเราะของบุรุษบางเบา ร่างค่อยๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มคน
เสิ่นจื่อโยวหันไปตามทิศทางของเสียงก็ประสานสายตาเข้ากับดวงตาดำขลับลุ่มลึกคู่หนึ่งสีสดเข้มนั้นดุจน้ำหมึกที่ซึมกระจายตัวออกมาทว่าผู้คนกลับไม่สามารถมองทะลุถึงอารมณ์ที่อยู่ในเบื้องลึกดวงตาของเขา
บุรุษผู้นี้อันตรายยิ่งนัก!
เสิ่นจื่อโยวตัดสินจากสัญชาตญาณของตน
ถึงแม้บุรุษผู้นี้จะนั่งอยู่บนรถเข็นแต่อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ทั้งร่างขับให้รูปลักษณ์ของเขาดูอ่อนโยนสง่างามมุมปากเจือด้วยรอยยิ้ม ทว่าเสิ่นจื่อโยวรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้มิใช่คนธรรมดา
ดั่งที่คาดไว้
“องค์...องค์ชายเจ็ด...”
เสิ่นอี้กวงซึ่งเดิมมีท่าทีเดือดดาลครั้นประสบกับบุรุษผู้นี้ไฟโทสะก็พลันมอดเล็ก แปรเปลี่ยนเป็ดุจนกกระทาตัวน้อย
องค์ชายเจ็ดเซวียนหยวนโม่ถือเป็หนึ่งในองค์ชายที่มีความลึกลับและอันตรายมากที่สุด
องค์ชายเจ็ดไม่สามารถพระราชดำเนินได้ั้แ่วัยเยาว์พระมารดาก็ไร้ซึ่งอำนาจอันใด เขาจึงต้องทนกับการกลั่นแกล้งและการเพิกเฉยจากเหล่านางกำนัลและหมัวมัวไม่น้อย
ทว่าในขณะที่เขามีอายุสิบสามปีนั้นทุกสิ่งก็เปลี่ยนแปลงไป
เหล่านางกำนันและหมัวมัวที่เคยเพิกเฉยละเลยเขาต่างพากันล้มตายอีกทั้งลักษณะการตายยังดูน่าสะพรึงอย่างยิ่งยวดต่อมาบรรดาองค์ชายที่เคยรังแกเขาเ่าั้ในระยะเวลาหนึ่งเดือนก็ต่างพากันได้รับ ‘อุบัติเหตุ’ หากไม่ใช่ขาหักก็แขนหักยังมีองค์ชายองค์หนึ่งถึงขั้นถูกแรงบางอย่างกระแทกบริเวณหลังพระเศียรจนเกือบสิ้นพระชนม์
คราแรกยังไม่มีผู้ใดเชื่อมโยง ‘อุบัติเหตุ’ เหล่านี้เข้ากับตัวเขาในเมื่อแต่ไรมาองค์ชายเจ็ดก็ทรงสำรวมพระองค์อยู่เป็นิจ ถึงขั้นไม่เป็ที่สะดุดตาของผู้ใด
แต่เมื่อมีผู้ประสบอุบัติเหตุจำนวนมากขึ้นทุกขณะสายตาตื่นตระหนกของผู้คนจึงอดไม่ได้ที่จะทอดบนร่างเขา
เพราะว่าทุกคนที่เกิดอุบัติเหตุต่างมีจุดเชื่อมโยงเดียวกันนั่นก็คือเคยรังแกเซวียนหยวนโม่คนพิการไม่อาจเดินเหินตระกูลมารดาไร้ซึ่งอำนาจอันใดผู้นี้
บรรดาตระกูลขุนนางที่เคยสนับสนุนบรรดาองค์ชายต่างพากันนั่งไม่ติดพวกเขาทยอยกันลงมือคิดจัดการกับเซวียนหยวนโม่เ้าเด็กเหลือขอผู้ซึ่งไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำผู้นี้เพื่อเป็การแก้แค้นให้กับเหล่าหลานชายเหลนชายของพวกเขา!
ทว่าผลสุดท้ายยังไม่ทันรอให้พวกเขาลงมือเื่ไม่ชอบธรรมอัปยศอดสูต่าง ๆ ที่พวกเขาเคยกระทำในอดีตกลับถูกถวายขึ้นสู่โต๊ะทรงพระอักษรของฝ่าาอย่างลึกลับ
พระพักตร์ัะเิพระพิโรธโดยพลันกลายเป็ศพยาวเหยียดหลายพันลี้ ราชสำนักเกิดคลื่นลมโหมกระหน่ำตระกูลขุนนางหลายร้อยปีหลายตระกูลถูกฮ่องเต้รับสั่งกวาดล้างตระกูลที่ต้องถูกโค่นล้มต่างถูกล้มล้าง ที่ถูกสั่งให้เนรเทศก็ถูกขับไล่ออกไปส่วนขุนนางที่เหลือต่างพากันอกสั่นขวัญแขวน เก็บหางของตนเองประพฤติตนสงบเสงี่ยมเรียบร้อยไม่กล้ากระทำการเอิกเกริก
ด้านเซวียนหยวนโม่นั้นจึงไม่มีผู้ใดคิดทำร้ายเขาอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้เซวียนหยวนโม่จึงเติบโตขึ้นในวังหลวงอย่างสงบสุขปีนี้เขามีอายุยี่สิบสามปี หล่อเหลาสง่างามดูสูงส่งจุดด่างพร้อยเพียงจุดเดียวของเขาก็คือการที่ยังคงต้องนั่งอยู่บนรถเข็น
คนที่เคยล่วงรู้เื่ราวในอดีตเ่าั้ต่างตระหนักดีว่าเซวียนหยวนโม่ไม่ใช่คนที่สามารถล่วงเกินได้โดยง่ายถึงแม้จะไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัดว่าองค์ชายพิการผู้นี้สามารถทำเื่เ่าั้ได้อย่างไรแต่นี่ก็ไม่อาจทำให้พวกเขาไม่เกิดความรู้สึกยำเกรงหวาดกลัวเขาได้เลย
เสิ่นอี้กวงปาดเหงื่อตรงขมับ โค้งให้กับเซวียนหยวนโม่พลางกล่าวอย่างนอบน้อม“ถูกต้องพ่ะย่ะค่ะ ๆ องค์ชายเจ็ดตรัสได้ถูกต้อง เป็กระหม่อมที่วู่วามเกินไป”
กล่าวจบเขาก็รีบชักฝ่ามือที่กำลังจะฟาดเสิ่นจื่อโยวกลับ
“ท่านพ่อท่านจะปล่อยให้จบเช่นนี้หรือ” เสิ่นเฉี่ยวเหลียนกล่าวด้วยความขุ่นเคือง
“หุบปาก!เื่นี้กลับไปแล้วค่อยว่ากัน อย่าได้สร้างความเดือดร้อน”เสิ่นอี้กวงตำหนิเสียงต่ำ
เสิ่นเฉี่ยวเหลียนเป้ปากยังไม่สบอารมณ์นางลอบถลึงตาให้กลับเซวียนหยวนโม่
ก็แค่คนพิการคนหนึ่งไม่เข้าใจว่าท่านพ่อจะเกรงกลัวอะไรกัน หรือเขาจะได้ขึ้นเป็องค์รัชทายาท?
[1] หน่วยวัดความยาวแบบจีนโบราณ เทียบเท่ากับเมตรในปัจจุบัน