ลานประลองหมายเลขสิบ
บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยเสียงเชียร์ของเหล่าผู้ชม
ตู้ม!ค้อนั์พุ่งเข้ามาหมายทุบศีรษะของเด็กชายให้แหลกเหลว ภาพที่เห็นคือค้อนกระเด้งกลับก่อนถึงศีรษะของลูคัสเพียงหนึ่งฝ่ามือบริเวณรอบตัวเด็กชายมีหมอกสีแดงจางๆปกคลุมอยู่ "ม่านพลังเวท"
ชายร่างใหญ่ขมวดคิ้วเขาะโถอยหลังตั้งท่าพร้อมสู้ต่อทันทีกระทิงดุไม่ใช่ไก่อ่อนั้แ่เริ่มแม้คำพูดเขาจะดูกวนประสาทแต่แท้จริงแล้วเขากำลังสำรวจคู่ต่อสู้อยู่ตลอดเวลา
"สมกับเป็นักสู้หอคอยราชันย์" แม้กระทิงดุจะเป็นักรบในระดับรุกกี้ขั้นห้าแต่แรงกายผนวกกับทักษะที่แสดงออกมาสูงถึง1.8 ดาว (1800 ปอนด์)
ลูคัสตั้งใจแล้วว่าในระดับชั้นนี้ตนจะพยายามออมมือไว้เขามายังหอคอยราชันย์ก็เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์การต่อสู้จริงให้มากที่สุด "ลูกเตะกลางอากาศ" กระทิงดุรับท่อนขาของลูคัสไว้ได้ร่างใหญ่ของเขาเซถลาไปเล็กน้อยก่อนหยุดลงครั้งนี้เด็กชายใส่พลังโจมตีไป1 ดาว
"ข้าขอโทษสำหรับเื่ก่อนหน้านี้เรามาประลองกันอย่างขาวสะอาดเถอะนะ" ชายร่างใหญ่ทำทีโค้งกายลงก่อนประสานมืออย่างสุภาพ
เมื่อเห็นท่าทีอย่างนั้นลูคัสก็พยักหน้าเขาต้องปรับทัศนคติเกี่ยวกับชายคนนี้่เสียใหม่ความจริงชายผู้นี้ก็ไม่ได้เลวร้ายนักแต่ขณะลูคัสกำลังจะโค้งกลับบ้าง
"ผมรับคำขอโท...” ยังไม่ทันจบประโยคกระทิงดุเปิดฉากทันทีเห็นได้ชัดว่าเขาจงใจสร้างโอกาสนี้เพื่อโจมตีทีเผลอ
ค้อนนี้รุนแรงกว่าการโจมตีครั้งแรก"ค้อนดาวตก"ค้อนอาบด้วยแสงสีเงินวูบไหวพุ่งลงมาและเป้าหมายนั้นคือศีรษะของเด็กชายโชคดีที่ปฏิกิริยาของตนยังไวอยู่ต่อมาเกิดเสียงราวกับฟ้าร้องลูคัสตัดสินใจส่งดรรชนีกัมปนาทสวนขึ้นไปทันทีเพราะเขาไม่สามารถร่ายม่านพลังเวทได้ทัน
เมื่อกระทิงดุเสียหลักเด็กชายสวนเข่าลอยตามไปทันทีชายร่างใหญ่กระเด็นออกไปจนล้มลงแต่ยังไม่พอลูคัสพุ่งตัวตามออกไปแล้วเหวี่ยงหมัดออกมาเป็ชุดทำให้อีกฝ่ายปัดป้องอย่างยากลำบาก
“ย่า” ค้อนั์ฟาดในแนวขวางทำให้ลูคัสถือโอกาสหลบและเข้าประชิดก่อนรัวหมัดใส่ลำตัวอีกฝ่ายไม่ยั้ง
กระทิงดุยกค้อนขึ้นก่อนใช้ทักษะค้อนดาวตกฟาดที่เด็กชายอีกครั้งแต่ค้อนนี้กลับพลาดเป้า ตู้ม! พื้นเวทีหินถึงกับแตกออก
เด็กชายเปลี่ยนเป็ประชิดแล้วเข้าจับร่างใหญ่ก่อนใช้ความคล่องตัวเข้าจับล๊อคอีกฝ่ายลูคัสทำตัวราวกับงูเขาพลิกตัวไปอยู่ข้างหลังของชายร่างใหญ่ก่อนใช้ท่ารัดคอแม้กระทิงดุจะดิ้นรนเท่าไหร่เขาก็ย้ายร่างเปลี่ยนมาล๊อคในมุมต่างๆได้เสมอ
สถานการณ์นี้สร้างความทรมานให้กับกระทิงดุอย่างมากนี่คือศิลปะการป้องกันตัวแบบฮับกิโดเขาเคยขอให้นักสู้ท่านหนึ่งที่เดินทางผ่านหมู่บ้านมิลล์สอนให้ในที่สุดชายร่างใหญ่ก็กระแทกหลังลงพื้นอย่างแรง กระทิงดุยอมเจ็บตัวเพื่อสลัดให้หลุดจากเด็กชายตัวเล็กคนนี้หลังจากนั้นพวกเขาก็หันกลับมาแลกกระบวนท่ากันอย่างดุเดือด หมัดกับค้อนปะทะกันจนเหล่าผู้ชมมองตามแทบไม่ทัน
หมัดเท้าบางส่วนหลุดรอดการป้องกันปะทะเข้ากับสีข้างหลายต่อหลายครั้งทำให้กระทิงดุรู้สึกหายใจได้ลำบากเขาเริ่มรู้ตัวแล้วว่าหากต่อสู้กันนานกว่านี้อาจจะเป็ตัวเองที่เป็ฝ่ายเพลี่ยงพล้ำผ่านไปหลายกระบวนทั้งสองะโถอยหลังกลับมาประสานสายตากันอีกครั้ง
จากการวิเคราะห์ของลูคัสคู่ต่อสู้มีจุดอ่อนเื่ปริมาณปราณในจุดตันเถียนสังเกตได้จากที่กระทิงดุพยายามเข้าพัวพันแลกกระบวนท่าเพื่อถนอมปราณไว้
"อำนาจเปลวเพลิงอันเป็นิรันดร์..."อักษรรูนเริ่มปรากฏขึ้นกลางอากาศ
"จอมเวทางั้นรึ" หากนี่เป็การต่อสู้นอกเขตการประลองละก็กระทิงดุจะหลีกหนีทิ้งระยะให้ไกลจากรัศมีของเวท
เพื่อรอคอยโอกาสกลับมาโจมตีใหม่อีกครั้งแต่นี่เป็ลานประลองหากเขาหลบเวทนั่น ก็หมายความว่าจะต้องหนีออกไปนอกเวทีและจะถูกปรับแพ้โดยปริยาย
"ไอ้เด็กนี่"กระทิงดุจึงตัดสินใจเป็ฝ่ายพุ่งโจมตีก่อนเพื่อชิงความได้เปรียบ
“หึ” เด็กชายยิ้มเยาะก่อนยกเลิกการร่ายคาถาแขนเหยียดตรงชี้นิ้วมือไปด้านหน้าเสียงกระหึ่มเกิดขึ้นอีกครั้ง
"ดรรชนีกัมปนาท" พลังสามส่วน
เมื่อถึงระดับแก่นแท้ "ดรรชนีกัมปนาท"รวมพลังได้รวดเร็วมากแต่อีกฝ่ายกลับเบี่ยงศีรษะหลบแสงสีทองจากนิ้วมือทันที
สวบ! แสงดรรชนีทะลุไหล่ขวากระทิงดุรู้สึกราวกับว่าแขนข้างนั้นใช้การไม่ได้อีกแล้วเืสาดกระเซ็นย้อมเวทีเป็สีแดงอย่างน่ากลัวค้อนสีเงินกระเด็นหลุดจากมือ
"ข้ายอมแพ้"กระทิงดุมีประสบการณ์ต่อสู้มาหลายสิบครั้งแล้วเขารีบกล่าวยอมแพ้โดยไม่สนศักดิ์ศรีใดใด
"จบการประลอง เหมียวจอมโหด ชนะ กระทิงดุ" มีเสียงประกาศดังขึ้น
ลูคัสรู้ทึ่งกับการตัดสินใจยอมแพ้ในเสี้ยววินาทีของชายร่างใหญ่แม้เด็กชายจะไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดในการต่อสู้ครั้งนี้แต่ก็อดปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากระทิงดุแข็งแกร่งกว่านักสู้ในระดับเดียวกันไปมากพอสมควร
“ต่างกันที่ประสบการณ์สินะ” เด็กชายพึมพำกับตัวเอง
อีกด้านหนึ่งของอัฒจันทร์
"ท่านพี่แมวเหมียวนั่นชนะด้วย"เด็กสาวชุดม่วงยังคงรบเร้าพี่ชายของเธอ
"น่าสนใจ" ชายด้านข้างยังคงเคร่งขรึมเช่นเคย
หลังจบการต่อสู้ลูคัสไม่ดูการประลองต่อแต่เลือก “ปิดโหมดพร้อมรบ” ก่อนก้าวออกจากหอคอยเพื่อหาที่พัก
ลูคัสสำรวจร่างกายตนเองอย่างใคร่รู้ตัวเองรู้สึกได้ว่าการมีประสบการณ์ต่อสู้จริงทำให้การบ่มเพาะสูงขึ้นนิดหน่อย
การต่อสู้ในวันนี้ทำให้เรียนรู้ได้หลายสิ่ง อาทิ ม่านพลังเวทไม่ใช่การป้องกันที่สมบูรณ์แบบตอนที่ค้อนดาวตกทุบลงมากระทบแม้จะพ้นจากอันตรายแต่ปราณในร่างถูกสูบออกไปอย่างมหาศาล อีกเื่หนึ่งขณะต่อสู้เขาไม่ควรประมาทศัตรู
“พูดให้น้อยลงใช้ความคิดในมากขึ้น”
เมื่อสู้เสร็จก็รู้สึกหิวเด็กชายในชุดผ้าฝ้ายนั่งอยู่ที่ร้านอาหารข้างถนนหลังจากชนะเด็กชายก็ได้รับเงินรางวัลมาหนึ่งหมื่นเหรียญเงิน ตอนทำงานหามรุ่งหามค่ำที่หมู่บ้านมิลล์ตนยังได้รับค่าจ้างเพียงหนึ่งร้อยเหรียญทองแดงเท่านั้นด้วยความหิวเด็กชายกินสเต๊กเข้าไปถึงสามจาน
"สมเป็เมืองหลวงดึกขนาดนี้คนยังเยอะอยู่เลย"เขารู้สึกเหงาเล็กน้อย
เมื่อลองตรวจสอบแหวนเหล็กอีกครั้ง
- สถานะปิดโหมด "สถานะไม่พร้อมรบ"
- เหมียวจอมโหด นักสู้หอคอยราชันย์ ชั้นที่ 5
- สถิติประลอง 1 ครั้ง ชนะ 1 แพ้ 0
- คะแนน 500
ตามที่สำรวจดูของรางวัลจากหอคอยทักษะระดับต่ำมีมูลค่าหนึ่งหมื่นคะแนนสำหรับผู้ฝึกตนการมีทักษะระดับต่ำหลากหลายอาจจะเป็เื่ที่ดี แต่พวกเขาจะเอาเวลาที่ไหนไปฝึกฝนให้เชี่ยวชาญกันล่ะ
แม้จะเป็เวลากลางคืนแต่ผู้คนก็ยังพลุกพล่านลูคัสเดินปะปนไปเหล่าผู้คนราวกับเป็นักท่องเที่ยว
เสื้อผ้าที่เขาใส่อยู่ในสายตาคนทั่วไปเด็กชายดูคล้ายคนยากจนทำให้ไม่มีใครอยากเข้าใกล้นักเมื่อเป็ครั้งแรกที่ลูคัสมาเมืองหลวงแห่งนี้ตนเองจึงตัดสินใจจะเดินเที่ยวชมเมืองเสียหน่อย
ั้แ่กลายผู้ฝึกตนทำให้ประสาทััของเขากว้างไกลกว่าคนธรรมดาในระหว่างที่กำลังเดินอยู่บนถนนอย่างสบายใจมีเสียงคนพูดคุยกันถึงเื่"โรงประมูล" หลังจากการสอบถามผู้คนรอบข้างก็พบว่า
โรงประมูลแบริ่งจะนำของงวิเศษหรือของหายากมาขึ้นประมูลให้คนได้ต่อสู้ราคากัน ส่วนเวลาทำการโรงประมูลจะเปิดเพียงสัปดาห์ละครั้งเท่านั้นซึ่งตรงกับวันนี้พอดี
"โรงประมูลบ้าอะไรเริ่มตอนเที่ยงคืนครึ่ง"เขาแอบบ่นอยู่ในใจ
หลังจากเดินไม่นานก็มาถึงตึกใหญ่มีป้ายชื่อ "โรงประมูลแบริ่ง"หน้าทางเข้ามีผู้คนหลายกลุ่มกำลังเดินผ่านเข้าไป
"ท่านครับหยุดก่อน"ชายในชุดฟอร์มเดียวกันเอ่ยปากลูคัสคิดในใจไว้แล้วว่าฉากนี้ต้องเกิดขึ้นเป็สถานการณ์ที่ตัวเอกแต่งกายไม่ดีและถูกคนเฝ้าประตูสกัดไว้ก่อนจะโดนกล่าวดูถูกเหยียดหยามต่างๆ นานา จนถึงขั้นไล่เขาออกไปสุดท้ายก็จะเกิดฉากการต่อสู้ขึ้นแล้วตัวเอกก็จะชนะอย่างสวยงามแต่แล้ว...
"ท่านลืมจ่ายค่าเข้า...หนึ่งพันเหรียญเงินครับ"ลูคัสยื่นให้ทันทีพร้อมก้าวเข้าไปด้านในระหว่างเดินเข้าไปเขาก็กลับมาคิดดูอีกครั้ง“หรือโลกมันจะเปลี่ยนไปแล้ว”
เมื่อเห็นเด็กชายในชุดผ้าฝ้ายเก่าๆแต่กลับมีหน้าตาผิวพรรณดูดีเดินเข้าไปด้านในอย่างไม่ทุกข์ร้อน
คนเฝ้าประตูจึงประเมินว่านี่อาจจะเป็งานอดิเรกของเหล่าคุณชายจากตระกูลผู้ร่ำรวยชอบทำกันพวกเขาจึงตัดสินใจปล่อยตัวลูคัสเข้าไป
หลังจากลูคัสเข้ามาถึงด้านในโรงประมูลสิ่งแรกที่มองเห็นคือลานเวทีขนาดใหญ่หันหน้าชนกับอัฒจันทร์ไม้ที่มีผู้คนนั่งกระจัดกระจายกันอยู่
"การประมูลจะเริ่มในอีกยี่สิบนาที คุณลูกค้าสนใจจะเลือกที่นั่งแบบไหนครับโซนธรรมดาหรือแบบพิเศษ"พนักงานเรียกตัวเด็กชายไว้ก่อนถามออกมา
เขาสอบถามแล้วโซนธรรมดาจะไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนที่นั่งพิเศษจะหรูหรามากขึ้นแต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มราคาที่นั่งพิเศษคือหนึ่งเหรียญทอง ลูคัสเลือกนั่งแบบพิเศษส่วนเหตุผลนั้นไม่ยากเป็เพราะเขาอยากลองััประสบการณ์ใหม่หลังจากนั้นพนักงานชายก็นำเขาตรงมาถึงชั้นสองก่อนจากไปจุดนี้มีโซฟาสีแดงถูกจัดวางไว้ด้านหน้ามีระเบียงยื่นออกไปทำให้สามารถเห็นเวทีได้ชัดเจน
"โรงประมูลแบริ่งยินดีรับใช้ค่ะ"เด็กสาวหน้าตาน่ารัก ดูจากเครื่องแบบเธอคงมาเป็บริกรให้กับตัวเขา จากที่มองผ่านๆ เด็กชายรู้สึกว่าอายุพวกเขาสองคนไม่น่าจะห่างกันสักเท่าไหร่เด็กสาวกำลังยกอาหารกับไวน์เข้ามาเสิร์ฟในดินแดนแห่งนี้ไม่มีข้อจำกัดอายุเื่เครื่องดื่มขอแค่มีเงินจะรับประทานอะไรก็ได้ทั้งสิ้น
"ดิชั้นชื่อ วิเวียนจะคอยเป็ผู้รับใช้แขกผู้มีเกียรติจนกว่างานประมูลจะจบลงค่ะ"
"ขอบคุณครับไม่ต้องสุภาพมากหรอก...คุณวิเวียนหาเก้าอี้มานั่งเถอะ"ลูคัสพูดพร้อมมองไปด้านล่างหน้า
วิเวียนรู้สึกแปลกใจกับคำพูดของเด็กชายตรงหน้าที่ผ่านมาเธอเจอพวกลูกคุณหนูจากตระกูลชั้นสูงในเมืองมาหลายครั้งพวกเขาล้วนมีนิสัยเย่อหยิ่งเอาแต่ใจ เด็กสาวนำเก้าอี้มานั่งอย่างว่าง่ายเธออยากจะรู้ว่าคุณชายที่มีงานอดิเรกแต่งตัวมอมแมมเช่นนี้จะมีอุปนิสัยอย่างไร
"คุณวิเวียนทำงานที่นี่มานานหรือยัง"
"ได้สองปีแล้วค่ะ"
"อ้อ..."
จากที่สนทนากับวิเวียนหลายเื่พบว่าที่นี่ยังมีโซนห้องส่วนตัวเอาไว้ด้วยแต่ถูกสงวนไว้สำหรับเหล่าคนพิเศษ
ในที่สุดการประมูลก็เริ่มขึ้น
"สวัสดีค่ะแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน"พิธีกรสาวก้าวขึ้นเวที
"ทุกท่านคงทราบกฎโรงประมูลกันดีอยู่แล้วใครอยากเพิ่มราคาขอให้ชูป้ายขึ้น"ลูคัสเหลือบไปเห็นไม้ที่ติดป้ายวงกลมหมายเลขสี่วางอยู่ข้างตัว
"เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลา...ของชิ้นแรกดาบเหล็กนิลศาสตราิญญาระดับต่ำเริ่มที่หนึ่งหมื่นเหรียญทอง"
เมื่อได้ยินเสียงประกาศราคาแก้วไวน์ในมือถึงกับสั่น“แพงมาก” ในดินแดนแห่งนี้นอกจากอาวุธธรรมดายังมีศาสตราประเภทิญญาด้วยที่มีชื่อว่าศาสตราิญญาเพราะอาวุธพวกนี้จะมีความรู้สึกนึกคิดเป็ของตัวเองเรียงระดับจาก
ต่ำ กลาง สูง ศาสตราส่วนใหญ่จะเพิ่มพลังการโจมตีให้กับผู้ใช้ขณะถืออยู่
ระดับยิ่งมากความรุนแรงก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นหากเป็ศาสตราระดับสูงมักจะมีความสามารถพิเศษบางอย่างกระทั่งบางชิ้นสามารถบ่มเพาะพลังและเติบโตไปพร้อมกับผู้ใช้ได้ แต่ที่อยู่ตรงหน้าก็เป็เพียงศาสตราิญญาระดับต่ำเท่านั้นลูคัสจึงไม่ค่อยสนใจมันเท่าไหร่
"หนึ่งหมื่นห้า"
"หนึ่งหมื่นแปดพัน"
"สองหมื่น!" ผู้คนเพิ่มราคากันอย่างดุเดือดสุดท้ายก็จบที่สองหมื่นเหรียญทอง
จากนั้นก็มีศาสตราิญญาระดับต่ำออกมาอีกสามชิ้นวิเวียนเริ่มสงสัยในตัวคุณชายท่านนี้เพราะเขาดูไม่ใส่ใจกับอาวุธวิเศษตรงหน้าเลย
"ชิ้นต่อไปเราจะมาเริ่มกันที่ทักษะระดับกลาง"
.