บทที่ 6: ข้าเป็แค่คนขับรถม้า
เสียงไม้คานแหวกอากาศดัง วูบ! วูบ! ฟังดูน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงดาบ
ท่ามกลางวงล้อมของทหารผีนับร้อย อาเจาท์เคลื่อนไหวร่างท้วมๆ ของเขาด้วยความพลิ้วไหวราวกับลูกข่าง ไม้คานไม้ไผ่เหลืองอร่ามในมือถูกห่อหุ้มด้วยปราณสีทอง กระแทกเข้าใส่ร่างของภูตผีตนแล้วตนเล่า
เปรี้ยง! หัวกะโหลกผีแตกกระจาย ผัวะ! เกราะเกล็ดปลาฉีกขาด โครม! ทหารผีห้าตนถูกกวาดกระเด็นไปพร้อมกันราวกับพินโบว์ลิ่ง
"โธ่เว้ย! อย่ารุมสิฟะ! เสื้อผ้าข้าเพิ่งซักมานะ!" อาเจาท์บ่นกระปอดกระแปดขณะที่ะโหลบหอกที่แทงเข้ามา แล้วสวนกลับด้วยการเอาไม้คานฟาดเข้าที่แสกหน้าของผีตนนั้นจนสลายกลายเป็ควันดำ
หนิงไฉ่เฉินที่นั่งเกาะขอบหน้าต่างรถม้าอ้าปากค้างจนแมลงวันบินเข้าไปวางไข่ได้ "คะ... คุณชายไป๋ นี่บ่าวของท่านฝึกวิทยายุทธ์มาจากสำนักใด? ท่าร่างพายุหมุนนั่นมัน..."
ไป๋อวิ๋นหยิบเมล็ดแตงโมขึ้นมาแทะเล่นอย่างใจเย็น "สำนักอะไรที่ไหนกัน อาเจาท์มันก็แค่เคยเป็ 'อดีตหัวหน้าโจรูเา' ที่ข้าไปเก็บตกมาระหว่างทาง เห็นว่าแรงเยอะดีเลยจ้างมาขับรถม้า... ดูสิ ท่าทางยังติดนิสัยนักเลงอยู่เลย ใช้ไม่ได้จริงๆ"
ในสนามรบ นายกองปีศาจบนหลังม้าไฟเห็นลูกน้องถูกไล่ทุบฝ่ายเดียวก็บันดาลโทสะ "เ้าอ้วนสวะ! บังอาจนัก!"
มันควบม้าไฟพุ่งเข้าใส่อาเจาท์ ดาบยาวในมือลุกโชนด้วยไฟโลกันตร์ "ตายซะ!!"
เปลวไฟสีเขียวมรกตพุ่งเป็ลำคลื่นกวาดเข้าใส่อาเจาท์ รุนแรงปานจะเผาผลาญทุกสิ่ง
"เฮ้ย! เล่นไฟเหรอ!" อาเจาท์เบิกตาโพลง เขาปักไม้คานลงดิน ตวาดเสียงดัง "ฮึบ!"
ปราณระฆังทองคุ้มกายแผ่ออกมาเป็รูปทรงระฆังใบใหญ่ครอบคลุมร่างของเขาไว้
ตูมมมม!!
ไฟโลกันตร์ปะทะกับระฆังทองเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว พื้นดินรอบข้างไหม้เกรียมเป็ตอตะโก แต่ภายในระฆังทอง อาเจาท์ยืนปัดฝุ่นที่แขนเสื้อ สีหน้ายียวน "ร้อนนิดหน่อยนะเนี่ย... ดีนะที่ข้าหนา"
นายกองปีศาจตกตะลึง "วิชาคงกระพัน!? เ้าเป็ศิษย์วัดเส้าหลินรึ!"
"เส้าหลินบ้านบิดาเ้าสิ! ข้าบอกแล้วไงว่าข้าเป็คนขับรถม้า!"
อาเจาท์ฉวยจังหวะที่อีกฝ่ายเผลอ ถีบไม้คานให้ลอยขึ้นแล้วเตะอัดส่งมันพุ่งออกไปราวกับลูกธนูั์
ฟิ้วววว— ฉึก!
ไม้คานไม้ไผ่พุ่งทะลุเกราะอกของนายกองปีศาจ ปักตรึงร่างของมันลอยละลิ่วไปติดกับต้นไม้ใหญ่ด้านหลัง เสียงร้องโหยหวนดังลั่นป่า ม้าไฟที่ไร้คนขี่สลายตัวกลายเป็ไอความร้อน
พวกทหารผีที่เหลือเมื่อเห็นหัวหน้าถูกจัดการในกระบวนท่าเดียว ก็แตกฮือด้วยความหวาดกลัว ทิ้งอาวุธหนีลงดินหายวับไปราวกับไม่เคยมีตัวตน
อาเจาท์เดินไปดึงไม้คานออกจากศพนายกองปีศาจที่กำลังสลายตัว เขาเช็ดคราบเืสีดำกับหญ้าอย่างรังเกียจ แล้วเดินกลับมาที่รถม้า
"นายน้อย... เรียบร้อยแล้วขอรับ แต่ไม้คานนี่เริ่มร้าวแล้ว สงสัยต้องเบิกงบซื้ออันใหม่"
ไป๋อวิ๋นโยนเศษเปลือกแตงโมทิ้ง "ทำได้ดี... กลับไปถึงเมืองหลวงข้าจะให้รางวัลเ้าเป็ขาหมูหมั่นโถวสามมื้อ"
"เย้! นายน้อยใจป้ำที่สุด!" อาเจาท์ยิ้มแก้มปริ ะโขึ้นนั่งประจำที่คนขับราวกับเมื่อกี้ไม่ได้เพิ่งฆ่าล้างกองทัพผีมา
หนิงไฉ่เฉินมองดูสองนายบ่าวนี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความเกรงใจกลายเป็ความเลื่อมใสระคนหวาดหวั่น "คุณชายไป๋... พวกท่าน... ไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ สินะ"
ไป๋อวิ๋นยิ้มบางๆ "พี่หนิง ในยุทธภพนี้ คนธรรมดาที่ไหนจะกล้าเดินเข้าวัดหลานรั่ว? ท่านเองก็ไม่ใช่คนธรรมดาหรอก... ท่านมีความกล้าหาญที่คนมีวรยุทธ์นับร้อยยังไม่มี"
คำชมนั้นทำให้หนิงไฉ่เฉินหน้าแดง เขาก้มหน้าลง "ข้า... ข้าก็แค่คนจนตรอกที่ไม่มีทางเลือก"
"ทางเลือกน่ะมีเสมอ" ไป๋อวิ๋นกล่าวซ้ำคำเดิม "เอาล่ะ ไปเมืองจินหัวกันเถอะ ข้าอยากนอนบนเตียงนุ่มๆ เต็มทีแล้ว"
เมืองจินหัว (Jinhua City)
เมืองจินหัวเป็หัวเมืองใหญ่ที่คึกคัก ผู้คนขวักไขว่ ร้านรวงเปิดขายของกันอย่างเนืองแน่น แตกต่างจากบรรยากาศวังเวงในป่าเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
รถม้าหรูหราของไป๋อวิ๋นดึงดูดสายตาของผู้คนตลอดสองข้างทาง ยิ่งเมื่อหนิงไฉ่เฉิน บัณฑิตหนุ่มรูปงาม (แม้ชุดจะเก่าไปหน่อย) ลงมาจากรถพร้อมกับหญิงสาวชุดขาวที่มีผ้าคลุมหน้า (เนี่ยเสี่ยวเชี่ยน) ยิ่งทำให้เกิดเสียงซุบซิบ
"นั่นใครกัน? ดูท่าทางรวยล้นฟ้า" "ดูรถม้านั่นสิ ไม้จันทน์หอมทั้งคัน!"
ไป๋อวิ๋นไม่ได้สนใจสายตาชาวบ้าน เขาสั่งให้อาเจาท์ขับรถไปที่ 'โรงเตี๊ยมเมฆาล่อง' ซึ่งเป็โรงเตี๊ยมที่ใหญ่และแพงที่สุดในเมือง
"เถ้าแก่! เหมาห้องชุดชั้นบนสุด!" อาเจาท์ะโสั่งพร้อมวางก้อนเงินลงบนเคาน์เตอร์ เสียงดัง ปึก!
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมตาเป็ประกาย รีบกุลีกุจอออกมาต้อนรับ "เชิญขอรับคุณชาย! เชิญทางนี้!"
เมื่อเข้ามาอยู่ในห้องพักส่วนตัวที่หรูหรา ไป๋อวิ๋นสั่งอาหารโต๊ะใหญ่มาเลี้ยงฉลอง หลังจากทานกันอิ่มหนำสำราญ (โดยที่เนี่ยเสี่ยวเชี่ยนได้แค่นั่งมองและดมกลิ่นธูปที่ไป๋อวิ๋นจุดให้) ก็ถึงเวลาหารือเื่สำคัญ
"เอาล่ะ" ไป๋อวิ๋นวางถ้วยชาลง "เื่โถเถ้ากระดูกของเสี่ยวเชี่ยน... พี่หนิง ท่านรู้หรือไม่ว่าบ้านเดิมของนางอยู่ที่ไหน?"
เนี่ยเสี่ยวเชี่ยนส่ายหน้าเศร้าๆ "ข้าจำไม่ได้แล้วเ้าค่ะ ข้าตายมานาน บ้านช่องคงเปลี่ยนไปหมดแล้ว"
"ไม่เป็ไร" ไป๋อวิ๋นหยิบแผนที่เมืองจินหัวออกมาวางบนโต๊ะ "ข้าให้สายสืบ... เอ้อ ข้าหมายถึงข้าเคยได้ยินมาว่า ทางทิศเหนือของเมือง มีเนินเขาทีชื่อว่า 'เนินร้อยบุปผา' ที่นั่นฮวงจุ้ยดี มีพลังหยางบริสุทธิ์ เหมาะแก่การฝังอัฐิเพื่อให้ิญญาสงบสุขและเตรียมไปเกิดใหม่"
หนิงไฉ่เฉินพยักหน้า "ข้ารู้จักที่นั่น! แต่... ที่ดินแถวนั้นแพงมาก เป็ที่ดินของตระกูลขุนนางใหญ่ เราจะเข้าไปฝังดื้อๆ ได้อย่างไร?"
ไป๋อวิ๋นยิ้มกริ่ม ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบโฉนดที่ดินปึกใหญ่ออกมาวาง "บังเอิญจัง... เมื่อเช้าตอนเข้าเมือง ข้าให้อาเจาท์แวะไปซื้อที่ดินแปลงนั้นมาพอดี ทั้งูเาเลย"
"ซื้อ... ซื้อทั้งูเา!?" หนิงไฉ่เฉินแทบสำลักน้ำชา "ท่าน... ท่านพกเงินมาเท่าไหร่กันแน่!"
"จำไม่ได้หรอก มันหนัก" ไป๋อวิ๋นตอบหน้าตาย "ประเด็นคือ คืนนี้เราจะไปทำพิธีฝังอัฐิกัน แต่ปัญหาคือ... การฝังอัฐิเพียงอย่างเดียว อาจจะไม่พอที่จะช่วยเสี่ยวเชี่ยนให้พ้นจากพันธะของจอมมารเขาดำได้อย่างถาวร"
"ต้องทำอย่างไรอีกหรือเ้าคะ?" เนี่ยเสี่ยวเชี่ยนถามด้วยความกังวล
ไป๋อวิ๋นมองหน้านาง แล้วหันไปมองหนิงไฉ่เฉิน "ต้องมีการ 'แต่งงาน' "
"แต่งงาน!?" ทั้งหนิงไฉ่เฉินและเนี่ยเสี่ยวเชี่ยนอุทานพร้อมกัน
"ใช่... การแต่งงานระหว่างคนกับผี (ิฮุน) เพื่อประกาศต่อฟ้าดินว่าดวงิญญานี้มีเ้าของแล้ว ไม่ใช่ิญญาเร่ร่อนที่ใครจะมาอ้างสิทธิ์ได้อีก" ไป๋อวิ๋นอธิบายอย่างจริงจัง
"แต่... การแต่งงานกับผี จะทำให้ฝ่ายชายอายุสั้นไม่ใช่หรือ?" หนิงไฉ่เฉินถามเสียงสั่น แต่สายตายังคงมองไปที่เนี่ยเสี่ยวเชี่ยนด้วยความเป็ห่วง
"ปกติก็ใช่" ไป๋อวิ๋นพยักหน้า "แต่ถ้ามีข้าเป็เ้าพิธี และมีของวิเศษบางอย่าง... ข้าสามารถเปลี่ยน 'งานศพ' ให้เป็ 'งานมงคล' ที่เกื้อหนุนดวงชะตาทั้งสองฝ่ายได้"
เขาจ้องตาหนิงไฉ่เฉินเขม็ง "คำถามคือ... บัณฑิตหนิง ท่านกล้าพอที่จะเอาชีวิตและความรักของท่าน เป็เดิมพันหรือไม่? เพื่อแลกกับอิสรภาพของนาง"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ เนี่ยเสี่ยวเชี่ยนมองชายหนุ่มด้วยสายตาตัดพ้อและคาดหวัง ในใจนางไม่อยากให้เขาต้องมาเสี่ยง แต่ลึกๆ ก็ปรารถนาที่จะได้อยู่เคียงข้างเขา
หนิงไฉ่เฉินหลับตาลง สูดหายใจลึก นึกถึงค่ำคืนในวัดร้าง นึกถึงความโหดร้ายที่นางได้รับ...
เขาลืมตาขึ้น แววตาที่เคยขี้ขลาดแปรเปลี่ยนเป็มุ่งมั่นดุจหินผา "เพื่อคุณธรรม... และเพื่อแม่นางเสี่ยวเชี่ยน... ข้ายินดี!"
ไป๋อวิ๋นตบเข่าฉาด "เยี่ยม! งั้นคืนนี้... เตรียมจัดงานมงคลที่แพงที่สุดในเมืองจินหัวกันเถอะ!"
อาเจาท์ที่นั่งแทะน่องไก่อยู่มุมห้อง บ่นพึมพำ "เฮ้อ... ต้องขนของจัดงานอีกแล้วเหรอเนี่ย ขอค่าแรงเพิ่มด้วยนะนายน้อย..."