ภายในโซนห้องครัวมีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาดังเป็จังหวะคงที่ และเสียงเบา ๆของตะเกียบที่กระทบกันเป็ครั้งคราวเสียงเ่าั้ดังก้องในบรรยากาศที่เงียบสงบภายใต้แสงเทียนอ่อน ๆที่วางอยู่กลางโต๊ะ เคาน์เตอร์รูปตัวแอลที่ถูกออกแบบมาอย่างทันสมัยปูด้วยหินอ่อนสีขาวเงาวับผนังด้านหลังเคาน์เตอร์ถูกประดับด้วยกระจกใสสะท้อนภาพเงาของพวกเขาที่กำลังนั่งล้อมโต๊ะอุปกรณ์ครัวทั้งหมดจัดเรียงไว้อย่างมีระเบียบ
บนโต๊ะอาหารที่ปูด้วยผ้าสีเทาเข้มมีจานอาหารสำเร็จรูปจากร้านสะดวกซื้อวางอยู่เต็มโต๊ะอาหารที่พวกเขากำลังรับประทานนั้นมีหลากหลายทั้งข้าวปั้นหลายรสชาติที่ห่อด้วยสาหร่าย ไก่ทอดกรอบที่ยังคงมีกลิ่นหอมฉุยของเครื่องเทศลอยฟุ้งอยู่ในอากาศซุปมิโซะที่ถูกอุ่นใหม่ในชามสีขาวขนาดเล็ก ส่งไออุ่นลอยขึ้นมาให้เห็น
ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารอย่างเงียบๆ เสียงตะเกียบและการเคี้ยวอาหารเป็สิ่งเดียวที่เล็ดลอดออกมาในความเงียบทุกคนดูดซับ่เวลานี้ด้วยความรู้สึกโล่งใจเล็กน้อยแม้จะเป็อาหารสำเร็จรูปที่เรียบง่ายแต่ก็กลายเป็ความผ่อนคลายที่พวกเขาได้รับเป็ครั้งแรกนับั้แ่เื่ราวทั้งหมดเริ่มขึ้น หลังต้องระวังตัวอยู่ตลอดเวลาจนประสาทเรียบตึง
“ก่อนอื่นเลยฉันคิดว่าเราควรทบทวนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกันใหม่อีกครั้งนะ”
เรย์เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบหลังจากที่ทุกคนรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อย
เคนจิพยักหน้าเห็นด้วยก่อนเป็ฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นอย่างไม่แน่ใจ
“ฉันน่ะพอมาลองนึกย้อนดูแล้วเมื่อตอนนั้นก่อนจะหมดสติไปฉันเหมือนได้ยินคำพูดบางอย่างที่ดังอยู่ในหัว เป็ภาษาที่ฟังไม่รู้เื่แต่ราวกับว่าเข้าใจความหมายของมันได้— ‘จงรวบรวมกุญแจและสังหาราา’ มันว่าไว้ประมาณนี้น่ะ”
“พ...พอนายพูดขึ้นมาฉันก็เพิ่งจำได้ราง ๆคุ้นเหมือนกันว่าเคยได้ยินประโยคนี้ที่ไหนสักแห่ง”
ชิโฮะกล่าวโดยที่มีฮารุโตะพยักหน้างึกหงักสนับสนุนว่าตนเองก็ได้ยินเช่นกัน
“นั่นสิ จริงด้วยแฮะแล้วไอ้กุญแจกับาาที่ว่ามันคืออะไรกันล่ะ?ไหนจะเื่ความสามารถแปลกประหลาดนี่อีก”
ฮารุโตะเอ่ยถามต่ออย่างสงสัย
ทุกคนได้แต่ส่ายหัวไม่สามารถให้คำตอบอะไรได้ จนเคนจิซึ่งนิ่งเงียบไปสักพักเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“หลังจากสลบไปแล้วตื่นขึ้นมาครั้งแรกข้างในมันร้อนผ่าวรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างไหลเวียนอยู่ในร่างกายฉันรู้สึกได้ถึงความเร็วและพละกำลังอันน่าเหลือเชื่อมันยิ่งััได้อย่างแจ่มชัดตอนเริ่มซัดกับเ้าปีศาจซามูไรนั่นและแม้จะเล็กน้อยก็ตาม แต่ฉันคิดว่าตอนนี้ทุกคนคงััถึงมันได้เหมือนกันใช่ไหมล่ะ”
ผู้ที่ััถึงมันได้ต่างนิ่งเงียบไม่ได้ตอบอะไรกลับไป แต่ก็ไม่ปฏิเสธเพราะความรู้สึกแปลก ๆ ที่ััอยู่นั้นพวกเขาไม่สามารถอธิบายเป็คำพูดได้เช่นกัน
“ฉันน่ะ...คิดว่าเริ่มเข้าใจความสามารถของตัวเองมาได้สักพักแล้วและคิดว่ามันอาจตอบคำถามให้กับทุกคนได้”
รุ่นพี่นาคาจิม่ากล่าวพร้อมกับใบหน้าครุ่นคิด
“ที่ว่าเข้าใจความสามารถของตัวเองหมายความว่าไงกันครับ?”
เรย์จับประเด็นแฝงนัยในคำพูดของรุ่นพี่สาวได้ขึ้นมาทันที
“จะเริ่มอธิบายยังดีนะ...มันเหมือนความทรงจำที่เคยขาดหายไป จู่ ๆเื่เ่าั้ที่เคยลืมกลับแจ่มชัดอยู่ในสมองคงให้อธิบายเป็คำพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นฉันจะแสดงให้ดูแทนก็แล้วกัน”
โยซึรุเริ่มต้นการบอกเล่าจากท่านั่งหลังตั้งตรงพยายามถ่ายทอดสิ่งที่ตนเข้าใจเป็คำพูดอย่างเต็มที่
มันเป็อิริยาบถซึ่งดึงให้ฝั่งผู้ฟังพากันขยับตัวตรงตามไปด้วยอย่างลืมตัว
หลังจากนั้น รุ่นพี่สาวจึงเริ่มสาธิต ‘แสดง’ ความสามารถของตัวเองกับเคนจิเป็คนแรกโดยนำมือข้างหนึ่งของเคนจิขึ้นมากุมไว้หลวมๆ แล้วหลับตาลง
เธออธิบายว่าความสามรถของเธอคือการอ่านข้อมูลข้อมูลนั้นจะปรับลงไปในสำนึกภายในหัวของเธอในรูปแบบเอกสารหนึ่งหน้าหรือกระดาษหนังแกะหนึ่งผืนซึ่งแม้จะไม่ทราบไปถึงข้อมูลส่วนลึกแต่ก็อ่านความสามารถด้านร่างกายและลักษณะพิเศษส่วนหนึ่งที่ถูกเรียกว่า ‘อัตลักษณ์’ ได้
“อัตลักษณ์?”
เสียงใครคนหนึ่งพึมพำขึ้นเบาๆ
โยซึรุกล่าวต่อว่า ‘อัตลักษณ์’ ของเคนจิคือประเภทหัตถ์เทวะ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ‘ถักถอเสริมใย’ มันมีความสามารถช่วยเสริมพลังให้กับสิ่งของวัตถุต่าง ๆ ได้ผ่านการััแล้วเร่งพลังงานใส่วัตถุนั้น
“ข้อมูลทุกอย่างเหล่านี้เป็ความจริงที่ถูกสลักลงใน‘ิญญา’ ไม่มีทางโกหกได้”
เธอพึมพำในกริยาเรียบร้อยหมดจดโดยไม่ขยับตัวแม้แต่น้อย ทั้งเหมือนคนทรงเ้า คล้ายนักบวชหญิงผู้แจ้งประสงค์แห่งเทพขณะดวงตาจับจ้องอากาศว่างเปล่าเบื้องหน้า ซึ่งไม่อาจรู้ว่าคือที่แห่งใด
เรย์ลูบจมูกด้วยความเคยชินเมื่อต้องวิเคราะห์ตามสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวมา
ส่วนฮารุโตะกับชิโฮะมองหน้ากันกะพริบตาปริบ ๆ อยู่หลายครั้งแสดงออกว่าเข้าใจเพียงบางส่วน
“อัตลักษณ์?งั้นหมายความว่าตอนที่หวดกับเ้าปีศาจนั่น จะบอกว่าฉันใช้ไอ้สิ่งนี้ออกไปโดยไม่รู้ตัวงั้นใช่ไหมเนี่ย?”
เคนจิยกมือทั้งสองของตัวเองขึ้นมาดูอย่างอึ้งทึ่ง
หลังจากนั้น โยซึรุจึงเริ่มใช้ความสามารถนี้กับคนอื่นๆ ที่เหลือ
หากประวัติพื้นฐานทั่วไปของเคนจิยังพอเข้าใจได้เพราะเป็คู่รักกันแต่กับของคนอื่นเธอก็สามารถเอ่ยข้อมูลส่วนตัวบางอย่างออกมาได้อย่างถูกต้องแม่นยำทำให้ตอนนี้ทุกคนไร้ข้อกังขากับความสามารถพิเศษใหม่อันพิสดารเหนือจินตนาการ
“แล้วอัตลักษณ์ที่ว่านั่นคือตัวบ่งบอกความสามารถพิเศษของเรางั้นเหรอครับ”
ฮารุโตะเอ่ยถามอย่างสงสัยบ้าง
“ถ้าจะพูดให้ถูกต้องมันก็คือภาพฉายตัวตนของเราแล้วถูกสะท้อนออกมาในรูปแบบของพลังพิเศษอย่างเป็รูปธรรมตามที่ฉันเข้าใจนะ”
โยซึรุตอบคำถามเสียงเรียบ
“ฉันเข้าใจความหมายของคำนะแต่พอลองคิดไปคิดมา มันก็เป็คำตอบที่ไม่เข้าใจอยู่ดี... การที่จู่ ๆมนุษย์อย่างเรามีพลังขึ้นมา มันประหลาดไม่ใช่รึไง”
ชิโฮะว่าพลางเอามือกุมขมับทั้งสองข้าง
เรย์แกะผ้าพันแผลบริเวณมือซ้ายเผยให้เห็นแขนของตัวเองอันผิดแปลกไป เขาพินิจมันอยู่ครู่หนึ่ง
“แต่เื่เพ้อเจ้อมันก็อยู่ตรงหน้าเราจะไม่เชื่อก็ไม่ได้แล้วนี่สิ”
จากความสามารถของรุ่นพี่สาวทำให้ได้รู้ว่าแขนซ้ายข้างนี้คือความสามารถที่เขาได้รับมาเช่นเดียวกับดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปรากฏขึ้นครั้งแรกหลังได้สติ
เธอเรียกชื่ออัตลักษณ์ของเขาว่า ‘กฎแห่งปฐมกาล’โดยตัวอัตลักษณ์มันถูกแยกย่อยออกมาเป็สองความสามารถ คือประเภทเนตรมาร ‘สุญญตา’ และ ประเภท หัตถ์เทวะที่ชื่อว่า ‘กุญแจแห่งมัชฌิมา’
เรย์จึงสอบถามต่อว่าความสามารถของเขาคืออะไรใช้งานแบบใด
“ความสามารถของเธอซึ่งถูกระบุไว้คือการได้รับสืบทอดความทรงจำจากแกนิญญา”
“ความทรงจำ? แกนิญญา? เอ่อ...หมายความว่าไงครับ”
โยซึรุได้แต่ส่ายหัวให้กับเขา แล้วกล่าวต่อว่า
“ความสามารถของฉันคือการอ่านข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้แบบผิวเผินเท่านั้นซึ่งมองเห็นข้อมูลเ่าั้ถูกแยกเป็สีต่าง ๆยกตัวอย่างสีข้อมูลอัตลักษณ์ของอาซากุระคุงถูกจำแนกเป็สีเทาทำให้ไม่สามารถระบุรายละเอียดหรือวิธีใช้งานเหมือนอ่านคู่มือได้แตกต่างจากอัตลักษณ์ของเคนจิที่จำแนกออกเป็สีฟ้าซึ่งฉันเห็นรายละเอียดของมันได้บางส่วน”
“บางส่วน?”
“อืมมันมีข้อมูลส่วนที่เหลือแต่ไม่สามารถเข้าไปดูได้ทั้งหมดราวกับว่าถูกปิดกั้นจากอะไรบางอย่าง”
เรย์นิ่งค้างไปด้วยความสงสัย มีเื่เหลือเชื่อเกิดขึ้นมากมายจนรู้สึกว่าตนเองชักปรับตัวไม่ทัน
ถัดมาที่ความสามารถของชิโฮะซึ่งเคยเรียกใช้ออกมาด้วยความบังเอิญ
รุ่นพี่สาวอธิบายว่ารูปแบบอัตลักษณ์ของชิโฮะเป็ประเภทเสริมพร์มีชื่อเรียกว่า ‘ประกายแสงอัครทูต’ จำแนกออกเป็สีม่วงซึ่งช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ธาตุประจำตัว
“ธะ...ธาตุประจำตัว?”
ชิโฮะอ้าปากค้างพึมพำ
ในส่วนสุดท้ายอัตลักษณ์ของฮารุโตะมีชื่อว่า‘ผู้อัญเชิญ’ ประเภทสัตว์มายา
ฮารุโตะนั่งยืดตัวตรง รอฟังคำอธิบายต่อไปอย่างตื่นเต้นปรากฏว่าคำพูดของโยซึรุ กลับสิ้นสุดเพียงเท่านี้
“เอ๊ะ เอ๋!?... แค่นี้เหรอครับ”
ฮารุโตะทำหน้าฉงนดูเหมือนว่า้าข้อมูลจากอีกฝ่ายมากกว่านี้
“ใช่แล้ว แค่นี้แหละ เท่าที่เห็นมันไม่มีรายละเอียดอื่นใดอีกเลยที่ฉันมองเห็น”
ฮารุโตะได้แต่หน้าเหวอเหมือนถูกผีผลัก
สำหรับเรย์ตอนนี้ก็ช่วยพอให้ทำความเข้าใจได้ว่าต่อให้รู้นามอัตลักษณ์ของตัวเองแต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจวิธีใช้ความสามารถนั้นได้ทันทีเหมือนคนอื่น ๆดั่งเช่นเขากับฮารุโตะอย่างน้อยต้องเข้าใจเงื่อนไขในการใช้ความสามารถออกมาให้ได้เป็อันดับแรก
“ทั้งที่เกิดขึ้นกับร่างกายตัวเองแท้ๆ ...แต่ฉันยังไม่ค่อยอยากเชื่อสายตาตัวเองเท่าไหร่เลยนะ”
เคนจิพึมพำด้วยใบหน้าขม
“ระบบ... ระบบเอ๊ย ออกมาสิ!”
น้ำเสียงของเคนจิเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ทว่าทุกอย่างกลับนิ่งสนิท
“...เงียบสนิท ไม่มีระบบ ไม่มีระบบจริง ๆ หรือนี่”
จินตานาการอันงดงามของเคนจิเกี่ยวกับโลกในมังงะ แตกสลายเหมือนฟองสบู่ น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาจึงเจือไปด้วยความผิดหวังนิด ๆ
“ระบบอะไรของนาย ปัญญาอ่อนรึไง...”
ชิโฮะกลอกตากับความไร้สาระของเคนจิ
“หยั่งกับว่ามีใครสักคนมอบความสามารถพวกนี้ให้กับพวกเราโดยมีเป้าประสงค์บางอย่าง”
เรย์กล่าวเสริม ขณะจมอยู่ในห้วงความคิด รู้สึกว่าความเป็จริงมันมหัศจรรย์ยิ่งกว่านิยายซะอีก แต่เมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์วันนี้ทั้งวัน เรย์ก็เกิดข้อสงสัยใหม่ขึ้นมา
ทุกคนต่างมีวิธีแสดงอารมณ์หลังจากรับรู้ความสามารถของตนล้วนแตกต่างกัน
“นายพูดเหมือนกับพวกเราอยู่ในนิยายไลท์โนเวลเทือกนั้นไปได้ฉันยังไม่ตาย แล้วก็ไม่ได้ไปเกิดใหม่ที่ต่างโลกซะหน่อย”
ฮารุโตะแย้งอุบอิบ ตนเคยคิดว่าเื่พวกนี้มันมีแค่ในนิยายเท่านั้นจนกระทั่งมาประสบพบเจอด้วยตนเอง
“ถ้าสิ่งที่เรย์พูดมาคือความจริงล่ะคนที่ทำเื่พวกนี้ได้ มัน้าอะไรจากเรากัน”
ชิโฮะอดสงสัยไม่ได้
“หรือว่าจะเป็พวกอาวุธชีวภาพจากจีนหรือไม่ก็เกาหลีเหนืออะไรเทือกนั้น”
“า โรคระบาดภัยพิบัติ ทำให้อารยธรรมของโลกหยุดลงถ้าของอย่างนั้นเกิดขึ้นจริงมันต้องมีหลักฐานหลงเหลือไว้บ้าง—เพราะงั้นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับพวกเราอยู่ตอนนี้ ไม่มีทางเป็ฝีมือของ 'มนุษย์' อย่างแน่นอนทุกอย่างมันเหนือจินตนาการเกินไป ...ไม่ว่าอะไรก็ตามที่มอบพลังเหล่านี้มาฉันคิดว่าต้องมีบางอย่างแอบแฝงแน่”
เรย์ตอบเช่นนั้นเพราะตัวเขาคิดว่าทั้งเทคโนโลยีและองค์ความรู้ของมนุษย์ในยุคปัจจุบันยังไม่มีทางทำเื่เหล่าขึ้นมาได้ความสงสัยบางอย่างกระดอนในความคิดราวกับหินแข็งก้อนเล็ก ๆ ยิ่งคิดยิ่งไร้คำตอบยิ่งหาคำตอบยิ่งมีแต่ปริศนาเพิ่มขึ้นไม่หยุด
ความเงียบกลับมาปกคลุมอีกครั้งความจริงที่หนักหน่วงรุนแรง ถูกย้ำเตือนให้รับรู้อีกรอบจนบรรยากาศน่าอึดอัดยิ่งกว่าเดิม
จู่ ๆ เคนจิก็ตบมือดังแปะ
“โอ้ย! ขอทีเถอะพวก ฉันคิดว่าพวกเราควรแยกย้ายกันไปพักผ่อนกันก่อนดีไหมเื่เครียด ๆ พวกนี้คิดมากไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ทั้งหมดนี้ยังเป็แค่สมมติฐานพวกเราควรเก็บแรงไว้เผชิญหน้ากับวันพรุ้งนี้ที่ไม่รู้ต้องเจอกับอะไรดีกว่าพวก”
เคนจิคิดว่าบรรยากาศเริ่มเคร่งเครียดเกินไปแล้วไอ้เื่ต้องมานั่งใช้หัวถกปัญหานี่ไม่ใช่อะไรที่เหมาะกับตนเลยสักนิด
บรรยากาศอึดอัดที่ปกคลุมภายในห้องถูกคลี่คลายลงกะทันหันด้วยการโวยวายของเคนจิ
“เหลือเชื่อนายพูดจาเป็การเป็งานกับเขาได้ด้วยแฮะ”
ฮารุโตะหยักหน้าอืม ตบมือให้แปะ ๆอย่างเห็นชอบ
“นั่นสิ...บางครั้งในหัวที่มีแต่กล้ามเนื้ออย่างนายนี่ก็ดันมีประโยชน์เหมือนกันนะเคนจิ ั้แ่เกิดมานี่เป็ครั้งแรกเลยนะที่ฉันรู้สึกประทับใจในตัวนาย ทำเอาฉันใไปเลยล่ะ ไม่แน่นะบางทีในหัวของนายอาจจะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘สมอง’ อยู่จริง ๆ ก็ได้”
ชิโฮะฉีกยิ้มเอ่ยชมอย่างไม่จริงใจ
“เดี๋ยวดิ นั่นมันก็เื่ปกติไม่ใช่เรอะเธอว่าใครสมองกล้ามเนื้อกันฟะยัยบ้า! พวกแกก็ด้วยหยุดขำเลยนะ!”
เคนจิถลึงตาใส่
“เื่ปกติ?การที่สัตว์กินเนื้ออย่างนายมีสิ่งที่เรียกว่า ‘สมอง’อยู่ในหัวด้วยนั้น แทบจะเรียกได้ว่าเป็ปาฏิหาริย์เลยล่ะจ้ะ”
เคนจิหน้ามุ่ยเริ่มรู้สึกเหมือนโดนเอาคืนจากเื่เมื่อเช้า
“กัดกันเจ็บ ๆได้หน้าตาเฉยเลยนะยัยคุณหนูนี่”
“เฮ้อ ฉันจะหลับแล้วเนี่ยวันนี้เหนื่อยสุดๆ แล้วเหมือนกัน— ระหว่างที่ไฟฟ้ายังใช้ได้ก็อยากอาบน้ำซะหน่อยชิโฮะจังไปอาบพร้อมกันไหม เดียวฉันถูหลังให้”
โยซึรุขำคิกคักเสร็จจึงกล่าวพร้อมกับหยี่ตาเหยียดแขนบางขึ้นเหนือศีรษะจนสุดคลายความเมื่อยล้าซึ่งเผชิญตลอดวัน
“เป็ความคิดที่ดีเยี่ยมเลยค่ะรบกวนด้วยนะคะรุ่นพี่”
เรย์ถอนหายใจยิ้ม ๆให้กับบรรยากาศซึ่งเปลี่ยนไปตรงหน้า ถึงไม่มีใครพูดออกมาแต่เขารู้ดีว่าทุกคนเพียงแค่แสร้งว่าทุกอย่างยังเป็ปกติ หากไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่อาจประคองสติกับภาพความโหดร้ายที่มีแต่กลิ่นคาวเืจนเป็บ้าไปแล้วก็ได้
นั่นเพราะไม่ว่ายังไงคงไม่มีใครคุ้นเคยกับฉากฆ่าฟันสังหารกันได้ในทันทีทันใดแรงะเืต่อจิตใจต่างมีไม่น้อย ถึงได้พยายามพูดเื่ที่ไม่เกี่ยวข้องเหตุผลก็เพื่อช่วยถ่วงเวลาให้ทุกคน ได้ปรับอารมณ์ประคองสภาพจิตใจตามสถานการณ์ให้ทัน หรืออาจเป็เพราะจิตใจลึก ๆ ต่างปฏิเสธว่านี่คือความจริงที่อยากเบือนหน้าหลีกหนี
ทุกสิ่งนี้ล้วนประดุจจะคงอยู่เพียงในตำนานเล่าขานอย่างกับว่าหน้ากระดาษสักหน้าของเื่เล่าขบวนร้อยอสูร จู่ ๆ ถูกวางลงที่นี่
ความรู้สึกวัฏจักรผันแปรที่โถมใส่หน้านั้นรวมทั้งความรู้สึกอันลี้ลับพิสดาร ล้วนทำให้คนมีความโหยหาอันไม่อาจบรรยายชนิดหนึ่ง
ทว่านั่นไม่อาจเป็ความคาดหวังต่อวัตถุเื่ราวซึ่งอยู่นอกเหนือชีวิตสามัญธรรมดา
ณ บนดาดฟ้าของอาคารเรียน ใน่เวลาเดียวกันนั้น
“สมองไม่ทำงานกันรึไงแค่รออยู่นี่แหละไอ้พวกโง่”
“ตอนนี้พวกเราหิวจะตายอยู่แล้วถ้าเกิดไม่มีใครมาช่วยนายจะรับผิดชอบชีวิตพวกเราได้ไหมฮะ”
“แล้วมันเื่อะไรกันวะทำไมฉันต้องรับผิดชอบด้วย นายอยากโดนฆ่าตายเหมือนคนอื่น ๆ รึไง วันนี้ก็เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเพื่อนๆ เราแล้วนี่!”
“ถ้าต้องไปตายข้างนอกอย่างอนาถฉันยอมอดตายอยู่บนนี้ดีกว่า”
“บ้าเอ้ยถึงอยู่ที่นี่ต่อไปจะต่างกันตรงไหน”
“นี่พวกแกมีสมองไว้เรียนอย่างเดียวหรือไงใครจะไปรู้ว่าแถวนี้มีอะไรบ้าง จะหลับหูหลับตาเดินออกไปให้ไอ้ตัวบ้าพวกนั้นฆ่าทำไม”
ความเห็นของกลุ่มเด็กนักเรียนเริ่มแตกเป็สองฝั่ง
“คุณครูคะจะมีคนมาช่วยพวกเราจริง ๆ ใช่ไหมคะ ...หนูกลัวจังเลย”
“พวกเธอไม่ต้องห่วงนะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ท่านจาชินจะไม่มีวันถอดทิ้งผู้ที่วิงวอนต่อพระองค์ มีแต่คนที่ศรัทธาแรงกล้าเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้เชื่อครูสิ”
ฟุรุคาว่าโอบลูกศิษย์สาวด้วยความปลอบโยน
ในขณะที่ทุกคนเอาแต่ทุ่มเถียงกันอยู่นั้น
ปึง! ปึง!
เสียงกระแทกจากประตูบานใหญ่พลันดังสนั่นขึ้น
ทุกคนต่างสะดุ้งโหยง ก่อนจะหันไปจับจ้องที่ปลายเสียงอย่างพร้อมเพรียงกันใจเต้นระทึกเสียงนั้นยังคงดังไม่หยุดและเพิ่มความถี่ขึ้นเรื่อย ๆ
ทุกอย่างกลับมาเงียบสงบกันโดยพลันความกลัวคืบคลานอยู่ในตัวทุกคนดูท่าแค่สิ่งกีดขวางธรรมดายังไงก็คงป้องกันอะไรบางอย่างที่อยู่หลังประตูนั่นไม่ได้แน่
ปัง!
สายลมเย็นะเืพัดผ่านท้องฟ้ายามราตรีทำให้เส้นผมของเรย์ปลิวไสว เขานั่งเหม่อมองท้องฟ้าจากมุมสูงของชั้นดาดฟ้าอาคารรอบตัวค่อย ๆ ละลายเป็เงามืดมีเพียงแสงไฟจากตึกระฟ้าที่สาดประกายออกมาให้เห็นราง ๆ จากที่ไกลแม้ท้องฟ้าจะมืดมิด แต่ก็เต็มไปด้วยหมอกบาง ๆ ที่บดบังแสงจันทร์เงาของเมฆที่ไหลลอยอยู่เหนือเมืองทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความรู้สึกวังเวงและไม่น่าไว้ใจ
“นอนไม่หลับเหรอ”
เสียงเอ่ยทักดังขึ้นทางด้านหลังของเรย์ขณะกำลังนั่งเหม่อมองท้องฟ้ายามราตรีบนชั้นดาดฟ้าอาคาร
เขาลากสายตากลับลงมามองเ้าของเสียงเห็นเคนจิกำลังเดินมาพร้อมกับถือขวดเครื่องดื่มไว้ในมือ
“ทำนองนั้น...มันจำเป็ต้องมีใครสักคนคอยเฝ้าระวังไว้น่ะ ...แล้วพวกนั้นล่ะ?”
เรย์ถอนหายใจแล้วพูดอย่างแ่เบา
“ดูเหมือนเหนื่อยจนหลับเป็ตายกันไปหมดแล้ว”
เปลี่ยนเป็ใครประสบกับเื่ราวเช่นนี้หากไม่หมดแรงอย่างสุดๆ ก็ล้วนนอนไม่หลับเช่นตัวเขา
เคนจิโยนเครื่องดื่มขวดหนึ่งให้เขารับมันไว้อย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะเปิดฝาแล้วยกขึ้นดื่มเล็กน้อยท่าทางของเขาดูเหมือนกำลังสงบ แต่ในใจลึก ๆ กลับปั่นป่วนไม่หยุด
“เวลาแบบนี้นายยังเยือกเย็นได้อยู่อีกนะ ทั้งที่มีเื่เหลือเชื่อแบบนี้เกิดขึ้นแท้ ๆ”
เคนจิเอ่ยชมเพื่อนอย่างจริงใจถึงแม้ที่ผ่านมาจะไม่ได้พูดออกไป แต่หากไม่ได้อีกฝ่ายคอยชี้นำป่านนี้ตนคงหลบซ่อนตัวอยู่บนดาดฟ้าของโรงเรียนเหมือนคนอื่น ๆ
เขาเผยรอยยิ้มบางบิดฝายกดื่มสองอึก ก่อนส่ายหน้าเป็เชิงปฏิเสธเข้าใจถึงความหมายที่อีกฝ่าย้าจะสื่อดี
“นายเข้าใจผิดไปหน่อยแล้วล่ะไม่ใช่ว่าเป็คนที่ไม่รู้จักความกลัวหรอก ตอนนั้นพอเห็นคนอื่น ๆ ถูกฆ่าอย่างง่ายดายแบบนั้น...ฉันอดคิดไม่ได้ว่าหากเวลานั้นมาถึงตัวเองบ้าง คงไม่มีเวลาให้เตรียมใจด้วยซ้ำว่าจะรู้สึกเสียใจกับเื่อะไรดีพอคิดแบบนั้นแล้วจะให้รออยู่อย่างเดียวคงทำไม่ได้"
สัญชาตญาณคงรู้ว่าหากไม่เป็เช่นนั้นความกลัวคงขยี้ตนจนแหลกไปแล้วก็ได้
เรย์แหงนมองฟ้าพลางกล่าวต่อว่า
“และที่สำคัญ—เพราะมีพวกนายอยู่ต่างหาก ฉันถึงยังประคองสติอยู่ได้แบบนี้ ไม่เป็บ้าไปซะก่อน”
“ฟังแล้วเหมือนเป็คำชมเลยนะ”
เรย์คลี่ยิ้มยักไหล่ให้อีกฝ่ายแทนคำตอบ
เพราะเขาคิดเช่นนั้นจริงๆ หากไม่ได้ทุกคนตัวเขาคงไม่มีทางตัดสินใจหรือทำอะไรแบบนี้ได้ด้วยกำลังของตัวเองเพียงลำพังเช่นกัน
ทั้งสองนั่งเหม่องมองไปยังอาคารสูงซึ่งปกคลุมไปด้วยแสงไฟปล่อยให้ความเงียบและสายลมยามราตรีไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าดื่มด่ำไปกับบรรยากาศยามค่ำคืน
ท่ามกลางประกายไฟและเสียงปืนปรากฏขึ้นหลายจุดจากในตัวเมือง พัดผ่านมาตามสายลมจากที่ไกล ๆ เป็ระยะ โตเกียวยามค่ำคืนที่เงียบเหงาและวังเวงมากกว่าที่เคยเมืองที่เคยเต็มไปด้วยแสงไฟและชีวิตชีวา ตอนนี้ดูเหมือนเป็เพียงเงาของอดีตท้องฟ้าดำมืดที่ปกคลุมเมืองทำให้รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีวันย้อนกลับได้อีก
“โลกเรามันจบสิ้นไปแล้วหรือไงกัน”
เรย์พึมพำด้วยน้ำเสียงเหม่อลอยเขาไม่คาดคิดว่าเพียงแค่วันเดียว ชีวิตอันแสนเรียบง่ายสงบสุขของตนเองกับเพื่อน ๆจะเปลี่ยนแปลงไปได้มากมายถึงเพียงนี้
“วางใจเถอะ...ตราบใดที่ฉันยังมีชีวิต จะไม่มีวันปล่อยให้มันจบหรอก”
เคนจิกล่าวด้วยความเชื่อมั่นหันกลับมามองเขาแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“พวกเราต้องรอดไปจากที่นี่ให้ได้”
“ต้องให้นายพูดด้วยรึไง”
เขากับเคนจิส่งยิ้มเล็กๆ ให้แก่กัน ยื่นกระป๋องในมือชูขึ้นชนกับอีกฝ่ายเบา ๆ ราวกับเป็คำมั่นสัญญาที่ทั้งคู่ได้สลักไว้
ใช่แล้ว...พวกเขาต้องรอด ต้องเข้มแข็ง เพื่อกลับไปพบหน้าคนที่ตนรักอีกครั้ง
จากนั้นพวกเขาต่างไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรออกมาอีกเพียงเบนสายตามองออกไปกลางห้วงฟ้าราตรีอันล้ำลึกในทิศทางเดียวกันเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงของโลกใบเดิมที่พวกเขาไม่รู้จักมันอีกต่อไป