บุญพาองค์หญิงเข้ามาในห้องนอนเธอซึ่งกว้างพอที่จะเข้ามานั่งคุยกันได้หลายคน เ้าหญิงเทย่ากวาดสายตามองรอบๆ ห้องสักครู่จึงบอกอารียาและบุญ
“เธอสองคนนั่งด้วยกันบนเตียงนะคะ เราขอยืมเก้าอี้เธอหน่อยนะ”
องค์หญิงพูดแล้วเดินไปลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามแม่ลูกทั้งสองคน
“เราอยากจะทราบเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อ 22 ปีที่แล้ว และเหตุการณ์หลังจากนั้นมาจนถึงเดี๋ยวนี้ คุณอารียาจะกรุณาเล่าให้เราฟังได้หรือเปล่าคะ?”
“เพคะเ้าหญิง หม่อมฉันจะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดโดยไม่ปิดบังเพคะ”
อารียาพูด แล้วจึงเล่าเหตุการณ์ในคืนที่เธอขับรถกลับจากทำงาน จนรถเธอเกิดเสียการควบคุมและชนชายคนหนึ่งเข้า เมื่อเธอออกจากรถจึงพบรถอีกคันซึ่งเกิดอุบัติเหตุก่อนหน้านั้น และพบว่าชายที่โดนเธอชนได้เสียชีวิตแล้วโดยมีปืนกระบอกหนึ่งอยู่ใกล้ตัว ส่วนในรถคันที่เกิดอุบัติเหตุเธอพบชายหญิงคู่หนึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และพบเด็กคนหนึ่งซึ่งรอดชีวิตมาอย่างปาฏิหาริย์ และยังพบรูะุปืนที่กระจกรถซึ่งคงเกิดจากการยิงโดยชายคนที่โดนรถของเธอชนเสียชีวิต เธอคิดว่าคงมีคน้ากำจัดทั้งสามคนในครอบครัวนี้ จึงได้พาเด็กมาหลบอยู่ที่บ้านของเธอและเลี้ยงดูราวกับเป็ลูกแท้ๆ จนกระทั่งเด็กคนนี้ได้โตเป็สาว
“เข้าใจแล้วค่ะ”
เ้าหญิงเทย่าพูดและสันนิษฐานต่อ
“คุณอารียาไม่ทราบว่าเด็กคนนี้เป็ใคร เกิดวันที่เท่าไหร่ เพราะไม่เคยติดตามข่าวเกี่ยวกับเด็กที่สูญหายขณะเกิดอุบัติเหตุ จึงได้นำเด็กไปแจ้งเกิดเป็ลูกของคุณน้าเองโดยสุ่มบอกวันเกิดไปว่าเด็กคนนี้เกิดวันที่ 16 พฤษภาคม ใช่หรือเปล่าคะ?”
“เพคะ เ้าหญิงทรงพระปรีชายิ่งเพคะ และเหตุที่ตรงกับวันประสูตรของเ้าหญิงก็เป็เพียงความบังเอิญนะเพคะ”
อารียาตอบและเล่าต่อ
“ตอนนั้นหม่อมฉันอาศัยอยู่คนเดียวในบ้านเช่าจึงไม่มีใครสงสัยเื่เด็กที่นำมาเลี้ยง หม่อมฉันนำรถไปซ่อมไม่ให้เหลือร่องรอยการชน แปลกเพคะที่นอกจากร่องรอยการชนแล้วทางอู่ซ่อมรถก็ไม่พบความเสียหายอื่นๆที่ทำให้รถเสียการควบคุมในคืนนั้น แล้วหม่อมฉันได้นำรถไปขายเพื่อไม่ให้เหลือหลักฐานในการชนชายผู้นั้นและได้เลิกขับรถั้แ่นั้นมา อุบัติเหตุในคืนนั้นทำให้หม่อมฉันไม่กล้าให้ลูกไปไหนมาไหนในเวลากลางคืน ทั้งยังกลัวว่าคนที่คิดจะกำจัดครอบครัวนี้จะตามมาทำร้ายลูกอีก หม่อมฉันพยายามเลี้ยงดูลูกแบบเด็กธรรมดาไม่ให้เป็จุดสนใจ”
อารียาหันไปมองบุญแล้วจึงเล่าต่อ
“แต่ยิ่งลูกบุญโตขึ้น เธอก็ยิ่งโดดเด่น ทั้งความสวยและความฉลาดของลูกบุญกลายเป็จุดสนใจของผู้คนที่ได้พบเห็นและรู้จักเธอซึ่งไม่สามารถที่จะปิดบังได้ ครูของเธอแต่ละท่านต่างก็บอกว่าลูกบุญเป็เด็กอัจฉริยะ เมื่อโตขึ้นเธอจะต้องกลายเป็คนที่มีชื่อเสียง นั่นกลับทำให้หม่อมฉันยิ่งเป็กังวลและเป็ห่วงลูกมาก”
เ้าหญิงเทย่ารีบขัดจังหวะเพราะเริ่มกลัวว่าคำพูดของอารียาจะยิ่งทำให้บุญไม่ยอมไปประเทศซานเตียเรสกับเธอ
“อ๋อ…คุณอารียาจึงให้เธอเรียนในคณะเล็กๆ และทำงานที่ไม่ได้สร้างชื่อเสียงให้เธอมากใช่หรือเปล่าคะ?”
“เพคะ หม่อมฉันและลูกใช้ชีวิตอย่างไม่มีศัตรูจะมีความสุขมากกว่าการมีชื่อเสียงแต่ถูกคนปองร้ายเพคะ”
อารียาตอบ
“แล้วคุณน้าทราบหรือเปล่าคะว่า ท่านนายพลตำรวจที่เคยทำคดีนี้ในขณะที่ท่านเป็สารวัตร ท่านทราบมาตลอดว่าคุณน้าเป็คนช่วยเด็กคนนั้นไว้และเลี้ยงดูเธอจนโต แต่ท่านไม่เคยเปิดเผยเื่นี้ และได้รายงานไปว่าเด็กได้เสียชีวิตไปแล้ว ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของเธอทั้งสองค่ะ”
เ้าหญิงเทย่ารีบเปลี่ยนเื่ และสิ่งที่องค์หญิงบอกทำให้อารียาประหลาดใจ
“นี่ตำรวจรู้เื่นี้มานานแล้วหรือเนี่ย?”
อารียารำพึงกับตัวเอง
“ใช่ค่ะแม่ แม่ปิดตำรวจไม่ได้หรอกค่ะ เค้าเพียงเทียบข้อมูลรูปพรรณของเด็กที่สูญหายไปกับข้อมูลของเด็กที่แจ้งเกิดช้าก็หาเด็กเจอได้แล้วค่ะ”
บุญยกตัวอย่างวิธีที่ใช้และพูดต่อ
“ท่านพิสุทธิ์คงนึกว่าบุญทราบความจริงแล้วและจะพาแม่ไปถามเื่คดีเพื่อหาตัวคนที่ก่อเหตุ แต่พอท่านเห็นว่าบุญยังไม่เคยทราบเื่นี้ แต่เป็เ้าหญิงเทย่าที่มีพระประสงค์จะหาเด็กที่หายสาบสูญ ท่านจึงทูลตอบองค์หญิงโดยมีความหมายเป็นัยว่า ‘เด็กที่องค์หญิงทรงตามหา อยู่ข้างๆ พระองค์ ให้ทรงพิสูจน์ด้วยพระองค์เอง’ ท่านทราบเื่ของเราสองคนถึงขนาดรู้ว่าเราทานอาหารมังสวิรัตกัน ท่านยังได้ตั้งใจเตรียมอาหารมังสวิรัตไว้ให้เราด้วย ทั้งๆ ที่ท่านและคนอื่นๆ ไม่มีใครทานมังสวิรัตกันเลยค่ะ”
อารียามีท่าทางใเมื่อได้ยินที่บุญเล่า
“ถ้าอย่างนั้น…ก็แปลว่าเราสองคนโดนตำรวจติดตามเฝ้าดูมาตลอดโดยที่เราไม่รู้ตัวเลยหรือ?”
เมื่อองค์หญิงได้ยินที่บุญอธิบายให้อารียาฟัง เธอจึงรู้สึกทึ่งในความฉลาดของบุญ
“เธอเข้าใจความหมายที่ท่านพิสุทธิ์พูดจริงๆ ด้วยนะคะ แถมยังเข้าใจดียิ่งกว่าเราซะอีก เราทราบว่าเด็กหญิงที่สูญหายที่ท่านพิสุทธิ์กล่าวถึงก็คือเธอ เพราะท่านพิสุทธิ์จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเราจะหาเด็กหญิงคนนี้เจอได้ในเมืองที่มีผู้คนอยู่อาศัยตั้งหลายแสนคน นอกจากว่า เราได้พบหญิงผู้นี้แล้ว และนางก็อยู่ในที่นั้นด้วย ซึ่งในเวลานั้นผู้หญิงที่มีอายุเท่ากับเด็กที่สูญหายนอกจากเราแล้ว ก็มีเพียงแต่เธอเท่านั้น แต่เราไม่ได้สงสัยเื่อาหารมังสวิรัตเลย แล้วทำไมเธอถึงไม่บอกเราในตอนนั้นว่าท่านพิสุทธิ์เชื่อว่าเธอคือเด็กที่สูญหายล่ะคะ?”
“เพราะองค์หญิงมีพระสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดเพคะ หม่อมฉันทราบว่าองค์หญิงก็ทรงเข้าใจเื่ทั้งหมดอยู่แล้วเช่นกัน จึงได้ทรงถามท่านพิสุทธิ์เช่นนั้น และถึงอย่างไร เื่นี้หม่อมฉันก็ไม่เชื่อใคร นอกจากแม่ของหม่อมฉันเท่านั้นเพคะ”
บุญตอบเธอ