ตอนที่ 32 ภาพวาดหายไป
หลิงซานฉิงไม่คุยอะไรกับเขาอีก นางรีบเดินตรงเข้าไปหาแม่เล้า “นี่คือเงินยี่สิบตำลึง ข้าพานางออกไปได้แล้วใช่หรือไม่?”
แม่เล้าเข้าใจทุกอย่างมาตั้งแต่แรก หากไม่ยอมให้นางพาอิงเอ่อร์ออกไป เกรงว่าคนที่เสียชื่อที่สุดก็คือตัวนางเอง ยิ่งไปกว่านั้นสวีอิงเอ๋อร์ก็น่าสงสารจริง ๆ ปล่อยพวกเขาไปสักครั้งจะเป็นไรไป
นางครุ่นคิดอย่างฉับไว ผ่านไปครู่หนึ่ง นางถึงฉีกยิ้มออกมาและรับเงินไป “ตราบใดที่มีเงินพอไถ่ตัว เจ้าก็พาคนไปได้ แต่มีข้อแม้เล็กน้อย ต่อไปนี้จะไม่สามารถขายนางมาที่ได้อีก ที่แห่งนี้คือหอนางโลม หาใช่สถานที่ที่พวกเจ้ามาอยู่เฉกเช่นบ้านของพวกเจ้าได้”
แม้ประโยคนี้จะฟังดูเหมือนคำเตือน แต่เมื่อคิดดูดี ๆ แล้ว มันเป็นการปกป้องสวีอิงเอ๋อร์ไม่ใช่รึ
ยามนี้เฉินเตาปาไม่กล้าทำอะไรชั่ว ๆ เขาทำได้แค่เตรียมพาคนออกไปจากที่แห่งนี้อย่างไม่สบอารมณ์
แต่ก่อนที่จะจากไป เขามองหลิงซานฉิงอย่างอาฆาตแค้น
หลิงซานฉิงรับรู้ได้ถึงสายตาจากเขา แต่กลับไม่มีความเกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย คนทำชั่วย่อมได้ชั่ว นางจะคอยดู! หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึกและมองไปทางผู้หญิงที่มาหาตน “ช่วยข้าหน่อย” ขณะที่พูด นางก็ก้มตัวลงไปพยุงสวีอิงเอ๋อร์ให้ลุกขึ้นมา
หญิงชุดแดงกุลีกุจอเข้าไปช่วย ตามมาด้วยสองสามคนที่หาแคร่มาได้ และช่วยกันประคองสวีอิงเอ๋อร์ขึ้นไปบนแคร่
ฉาจื่ออันตุ๋นปลาเป็นเสียที่ไหน แต่เขาก็ตักน้ำเย็นมาอ่างหนึ่ง และนำปลาใส่ลงไปในนั้น จากนั้นก็อุ้มเจี่ยนเจี่ยนไปที่หน้าประตูเพื่อรอหลิงซานฉิงกลับมา ขณะที่รออยู่นั้น ไม่เพียงหลิงซานฉิงจะกลับมาคนเดียว แต่ยังมีอีกสองคนตามมาด้วย
เขาลุกขึ้นทันที เจี่ยนเจี่ยนที่อยู่ในอ้อมแขนกอดคอเขาไว้แน่น แต่กลับถูกฉาจื่ออันปล่อยลงกับพื้น เขารีบเดินเข้าไป แต่กลับช่วยอะไรไม่ได้ ทำเพียงแค่ขมวดคิ้วมองไปที่พวกเขา
หลิงซานฉิงเดินตรงไปที่ห้องรับแขก เหลือบเห็นเขายื่นนิ่งอยู่ตรงนั้นก็รีบตะโกนออกมา “ไปต้มน้ำร้อนเร็ว รีบไปสิ!”
แม้สีหน้าจะดูไม่เร่งรีบ แต่น้ำเสียงนั้นยากที่ปฏิเสธได้ ฉาจื่ออันตกใจกับท่าทางของนาง จึงไม่กล้าคิดอะไรไปชั่วขณะ และรีบไปต้มน้ำทันที
ห้องรับแขกไม่มีคนพักมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ในตอนที่พวกเขาพากันย้ายเข้ามา นางไม่ได้ทำความสะอาดเพราะขี้เกียจ ดังนั้นภายในห้องจึงมีใยแมงมุมเต็มไปหมด และตอนนั้นหลิงซานฉิงก็ไม่มีเวลาไปสนใจสิ่งใดมาก นางมองไปที่ผู้หญิงคนนี้และเริ่มแบ่งงาน “เจ้าไปทำความสะอาดเตียง และนำแม่นางสวีอิงเอ๋อร์ไปวางไว้ตรงนั้นก่อน ส่วนข้าจะไปเอาเครื่องนอนมา”
พูดจบ ทั้งสองก็วางแคร่ลง นางรีบออกไปจากห้องแล้วนำเครื่องนอนกลับมา ทันทีที่เข้ามาข้างในก็พบว่าห้องดูสะอาดสะอ้านขึ้นมาไม่น้อย และไม่เห็นใยแมงมุมแล้ว
หญิงสาวรีบวิ่งเข้ามารับเครื่องนอนจากมือนาง สองคนร่วมด้วยช่วยกัน พลางห่มผ้าไว้บนตัวอิงเอ๋อร์ครึ่งหนึ่ง
ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี หญิงสาวพูดพร้อมกับปาดน้ำตา “แม่นางหลิง ท่านช่วยสวีอิงเอ๋อร์ด้วยนะ มีท่านเพียงคนเดียวที่ช่วยนางได้ นาง…”
หลิงซานฉิงยืนอยู่ข้างเตียง ยิ่งฟังก็ยิ่งมีท่าทางเยือกเย็นขึ้น สุดท้ายก็สบถออกมาอย่างเย็นชา “คนทำชั่วย่อมได้ชั่ว ให้แม่นางสวีอิงเอ๋อร์พักอยู่บ้านข้าไปก่อน เจ้าอยู่ที่นี่นานนักคงไม่สะดวก วางใจเถิด อยู่ที่นี่ไม่มีใครกล้ารังแกสวีอิงเอ๋อร์ได้หรอก”
จากคำพูดนางทำให้รู้ว่าเฉินเตาปาถูกปล่อยตัวออกมาก่อน ไม่รู้ว่าใช้กลอุบายใดถึงได้ถูกปล่อยตัวออกมา และหลังจากออกมาแล้ว เขาก็มาแก้แค้นสวิสวีอิงเอ๋อร์ทันที ทำให้นางบาดเจ็บจนกลายเป็นเช่นนี้ ซ้ำยังโยนนางไว้หน้าหอนางโลมเพื่อหลอกล่อให้หลิงซานฉิงออกมา คนผู้นี้จิตใจช่างโหดร้าย โชคดีที่นางไปทันเวลา มิเช่นนั้นนางคงถูกโยนลงหลุมศพแล้วก็เป็นได้
หญิงสาวอดตะลึงค้างไม่ได้ นางมองหลิงซานฉิงอย่างซาบซึ้งใจ และเอ่ยด้วยขอบตาแดงก่ำ “ขอบคุณมากแม่นางหลิง ขอบคุณมาก ๆ” เสียงสะอึกสะอื้นตามมาในตอนท้าย
หลังจากหญิงสาวกลับไป หลิงซานฉิงก็ปิดประตูอย่างมิดชิด นางถอดเสื้อผ้าสวีอิงเอ๋อร์ออก แต่กลับเห็นบาดแผลเล็กใหญ่และรอยฟกซ้ำมากกว่าสิบจุดบนร่างกาย แม้แต่ละจุดไม่ทำให้ถึงตาย ไม่ทำให้สวีอิงเอ๋อร์เจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แต่ก็มิอาจจิตนาการได้ว่านางโดนสิ่งใดมาบ้าง
โชคดีที่เป็นเพียงบาดแผลภายนอก แค่ดูแลให้ดีก็ไม่มีอะไรร้ายแรงแล้ว
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม เมื่อทำความสะอาดแผลให้สวีอิงเอ๋อร์เสร็จก็เปลี่ยนชุดให้หญิงสาว บนใบหน้านางไม่มีบาดแผลใด ๆ เมื่อเหลือบมองดู คล้ายกับนางกำลังหลับสนิทอยู่
หลิงซานฉิงถอนหายใจออกมา พลางหมุนตัวออกจากห้องรับแขก
หลังจากฉาจื่ออันต้มน้ำให้แล้วเขาก็ออกมารออยู่ในลานบ้าน เมื่อเห็นนางเดินเข้ามา เขาก็รีบเดินเข้าไปหาทันที “แม่นางผู้นั้นเป็นอย่างไร?” น้ำเสียงเจือไปด้วยความร้อนรนโดยไม่รู้ตัว
หลิงซานฉิงกวาดมองเขาขึ้นลง ก่อนกอดอกพิงประตู และยิ้มออกมาบางเบา “จุ๊ จุ๊ เจ้าก็มีหัวใจด้วยรึ” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหยอกล้อ
ฉาจื่ออันที่โดนมองด้วยสายตาทะลุปรุโปร่งก็หน้าแดงขึ้นมา เขายืดอกสบสายตากับนาง “ช่วยคนหนึ่งชีวิต ยิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น[1] อีกอย่างเจ้าเป็นคนพากลับมา หากตายในบ้านขึ้นมา คงเกี่ยวข้องกับพวกเราไม่น้อย ข้าเพียงแต่คิดไตร่ตรองเพื่อครอบครัวก็เท่านั้นเอง”
หลิงซานฉิงเหลือบมองเขา แล้วเดินไปทางห้องครัว “ไม่ตายหรอก เพียงแต่ต้องพักฟื้นไปสักระยะหนึ่ง เจ้าไปจับปลาที่ริมแม่น้ำมาเพิ่มอีกสักสองสามตัว ส่วนพวกไก่ห่านที่ตายนั้นปล่อยทิ้งเอาไว้นี่แหละ เดี๋ยวมันจะมีประโยชน์กับข้า”
ปล่อยทิ้งไว้? ฉาจื่ออันนึกว่าตัวเองฟังผิด เขามองไปบนท้องฟ้า “อากาศแบบนี้หากปล่อยทิ้งไว้ในลานบ้าน ไม่นานคงส่งกลิ่นเหม็นออกมา แล้วเจ้ายังจะปล่อยพวกมันไว้ทำไมกัน?”
แต่น่าเสียดาย หลิงซานฉิงเดินเข้าห้องครัวและปิดประตูลง ไม่สนความเห็นเขาเลยแม้แต่น้อย
ฉาจื่ออันรู้สึกไม่พอใจ เขาท่องในใจว่าลูกผู้ชายรู้ยืดรู้งอ ไม่เอาความกับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ และถือถังไม้ออกจากบ้านไปด้วย
พลบค่ำวันที่สองที่หลิงซานฉิงพาสวีอิงเอ๋อร์กลับมา นางกับฉาจื่ออันทำอาหารอยู่ในสวน หัวปลาราดพริกที่ต้มอยู่ในหม้อเดือดปุด ๆ ส่งกลิ่นหอมฉุยลอยออกไปไกล
เจี่ยนเจี่ยนนั่งอยู่ที่ขอบประตู เอามือปิดจมูก สายตาแวววาว
เด็กน้อยได้ยินเสียงเปิดประตูดังขึ้น ก็เห็นสวีอิงเอ๋อร์เปิดประตูออกมา
ทันทีที่นางออกมาจากห้อง นางก็ไอออกมาสองครั้ง พลางปิดจมูกมองไปในลานบ้าน ก็เห็นหลิงซานฉิงต้มบางอย่างอยู่ นางรีบปล่อยมือออก และขมวดคิ้วมุ่นทันที
เจี่ยนเจี่ยนจ้องปลาตั้วนั้นไม่ละสายตา ไม่รู้ว่าคิดสิ่งใดขึ้นมา จู่ ๆ ก็ลุกขึ้นทันที “อา อา...”
หลิงซานฉิงหันไปมองเจี่ยนเจี่ยน สายตาพลันเหลือบไปเห็นนสวีอิงเอ๋อร์เดินออกมาพอดี ก็โบกมือไปทางนาง แต่กลับเห็นนางลังเลไม่กล้าเดินเข้ามา จึงวางมือลง และเดินไปทางเจี่ยนเจี่ยนแล้วพูดว่า “แม่นางอิงเอ๋อร์ เจ้าตื่นแล้ว รอสักครู่อาหารก็ทำเสร็จแล้ว เจ้าช่วยข้าดูไฟหน่อยได้หรือไม่ ลูกกำลังเรียกหาข้า”
คำพูดนี้ไม่มีความเกรงใจใดเลยแม้แต่น้อย และเป็นเพราะความไม่เกรงใจของนาง ทำให้สวีอิงเอ๋อร์ผ่อนคลายลง และเดินตรงไปยังหม้อที่กำลังร้อน
เจี่ยนเจี่ยนดึงหลิงซานฉิงเข้าไปในห้อง ตรงไปที่ขอบเตียงอย่างรวดเร็ว และชี้ไปที่เตียง “อา อาอา...”
ตอนนี้เป็นตอนเที่ยงพอดี หลิงซานฉิงจึงอุ้มเขาไปไว้บนเตียง “เจี่ยนเจี่ยนง่วงแล้วหรือ? อีกเดี๋ยวอาหารก็ทำเสร็จแล้ว เด็กดีนอนรอไปก่อนนะ เมื่อทำอาหารเสร็จแล้วแม่จะมาเรียกเจ้า”
เจี่ยนเจี่ยนดึงมือตัวเองออกจากการเกาะกุมของนางพลางส่ายหน้า และตบมือลงบนเตียง “อาอา อา…”
หลิงซานฉิงมึนงง นางไม่เข้าใจว่าเจี่ยนเจี่ยนหมายถึงอะไร อยากให้นางอยู่ด้วยหรืออย่างไร?
เมื่อเจี่ยนเจี่ยนเห็นว่านางไม่เข้าใจก็ร้อนรน จึงเคาะเตียงไม่หยุด ถึงขั้นดึงมุมเตียงหนึ่งขึ้นมา
“เด็กดี วันนี้เจี่ยนเจี่ยนเป็นอะไร ไม่คุ้นเคยยามมีคนแปลกหน้ามาที่บ้านรึ?” นางฟังไม่ออกว่าหมายถึงอะไร เพียงแต่คาดเดาเท่านั้น แต่กลับเห็นเจี่ยนเจี่ยนพยักหน้า แล้วก็ส่ายหน้าจากนั้นก็ดึงฟูกต่อ
หลิงซานฉิงขมวดคิ้วครู่หนึ่งก่อนมองตามเข้าไป และพบว่าภาพวาดได้หายไปจากที่นั่นแล้ว ไม่รู้ว่าภาพวาดนั้นหายไปไหน
หลังจากวางเจี่ยนเจี่ยนลง นางก็รีบดึงฟูกทั้งผืนออกทันที ใต้ฟูกนั้นไม่พบแม้แต่เงาของภาพวาด นางยิ่งขมวดคิ้วหนักขึ้น
“อาอา อา...” เมื่อเจี่ยนเจี่ยนเห็นว่านางเข้าใจแล้ว ก็ปรบมือดึงดูดความสนใจของนาง แล้วใช้มือวาดท่าทางบางอย่างออกมา
หลิงซานฉิงมองดูเด็กน้อยอย่างอดทน คนที่รู้จักภาพวาดนี้มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น อวี๋ซิ่งเหวินไม่มีทางทำเรื่องลักขโมยของแน่ ฉาจื่ออันคงไม่ว่างถึงขั้นนำภาพวาดไปซ่อน อีกอย่างหากเขาเป็นคนนำไปซ่อน เจี่ยนเจี่ยนคงไม่เรียกนางมาแน่
ในระหว่างที่เจี่ยนเจี่ยนพยายามทำมือ ไม่นานก็ชี้ไปทิศทางหนึ่ง นางพลันเข้าใจทันที หญิงสาวก้มตัวลงไปถึงระดับไหล่ของเจี่ยนเจี่ยน “เจี่ยนเจี่ยน ย่าเจ้าขโมยไปใช่หรือไม่?”
แม้ว่านางไม่อยากให้เจี่ยนเจี่ยนยอมรับหญิงชราคนนั้นเป็นย่าก็ตาม แต่สายเลือดย่อมตัดไม่ขาด และนางก็ไม่อยากพูดคำไม่ดีต่อหน้าเจี่ยนเจี่ยน
เจี่ยนเจี่ยนพยักหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความจริงจัง
นางสูดหายใจเข้าลึก พลางลูบหัวเด็กน้อยไปมา “เจี่ยนเจี่ยนอยู่ในบ้านรอพ่อเจ้ากลับมานะ ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด แม่ออกไปประเดี๋ยวเดียวก็กลับมา พี่สาวที่อยู่ในสวนเจ้ามิต้องกลัว นางไม่ทำร้ายเจี่ยนเจี่ยนแน่นอน” ขณะที่เอ่ยกำชับ นางก็ลุกขึ้นยืน
ไฟแห่งการเผาไหม้สุมอยู่ในหัวใจอย่างรุนแรง แม่สามีคิดหมายตาภาพวาดนั้นไว้ แม้นางอยากได้เงินก็ไม่ควรขโมยภาพนั้นไป และสิ่งที่ทำให้นางยิ่งโมโหก็คือภาพวาดนั้นเป็นของปลอม หากนางขายหรือแพร่งพรายออกไป ต้องส่งผลต่อชื่อเสียงของอาจารย์สวีแน่ และเมื่อถูกตรวจสอบ ฉาจื่ออันก็จะติดร่างแหไปด้วย
เรื่องนี้ร้ายแรงนัก เพราะความเห็นแก่ตัวแม่สามีถึงได้ขโมยภาพวาดนั้นไป ช่างน่าโมโหเสียจริง
นางแอบย่องไปถึงหน้าประตูบ้านตระกูลฉา ยกเท้าเตรียมถีบแต่ก็ชะงักเท้าอยู่กลางอากาศและเก็บกลับมา
ไม่ได้ เรื่องนี้จะให้ใครรู้ไม่ได้ หากนางถีบออกไป คนทั้งบ้านต้องออกมาเป็นแน่
หลิงซานฉิงไม่เพียงแต่ไม่ส่งเสียงใด ๆ แต่กลับก้าวเดินอย่างเงียบเชียบ ตอนนี้เป็นตอนกลางวัน แม่สามีอาจจะนอนกลางวันอยู่
ภายในลานบ้านเงียบสงัด นางค่อย ๆ ย่องเข้าไปในห้องฉาซื่ออย่างแผ่วเบา
เป็นไปตามที่คิดไว้ แม่สามีนอนแผ่อยู่บนเตียง ยืดมือไปเกาก้น แล้วพลิกตัวกลับไปนอนต่อ
หลิงซานฉิงคร้านที่จะมองนาง จึงเริ่มค้นหาภาพวาดไปทั่วห้อง สถานที่ที่สามารถเข้าไปหาได้นางก็ไปหามาหมดแล้ว แต่กลับไม่เจอแม้แต่เงาของภาพวาด นางยืนครุ่นคิดอยู่หน้าเตียง แต่ดันเห็นมือแม่สามีบังเตียงตรงมุมหนึ่งไว้ ขนาดนอนอยู่ก็ยังคงไม่ปล่อย
พลันความคิดก็โลดแล่นเข้ามาในหัว นางเดินเข้าไปดึงมือแม่สามีออก แต่อนิจจามือนางเหมือนดั่งรากที่หยั่งลึก แม้จะดึงออกมาแค่ไหนก็ไม่ขยับเขยื้อน
ในขณะที่หมดหนทาง นางก็ลองเพิ่มแรงดึงฟูกใต้แขนออก แล้วจึงเห็นกล่องกว้างแบนใบหนึ่ง
จากนั้น นางก็นำกล่องนั้นออกมา แต่ยังไม่ทันได้เปิดออก ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
หลิงซานฉิงหยิบหมอนขึ้นอุดปากแม่สามีด้วยความเร็วแสง พลางถลึงตาใส่นางอย่างดุร้าย
ฉาซื่อที่เพิ่งตื่นยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น หญิงชราเบิกตากว้างมองไปที่หลิงซานฉิง เมื่อเคลื่อนสายตามองไปที่มืออีกข้างที่ถือกล่องอยู่ นางก็ยิ่งเบิกตากว้างขึ้นไปอีก
“อืออือ อื้อ...”
หลิงซานฉิงเขย่ากล่องนั้นอย่างถือตัว และพูดอย่างเย็นชาว่า “หากเจ้าไม่กรีดร้อง ข้าก็จะปล่อยเจ้า แต่หากเจ้ายังร้องอีก ข้าจะนำกล่องนี้ไปด้วย!”
เมื่อครู่นางยังไม่มั่นใจว่าในกล่องนี้มีภาพวาดหรือไม่ แต่เมื่อเห็นท่าทางของแม่สามีแล้ว นางถึงได้มั่นใจว่าในกล่องนี้ต้องมีภาพวาดอยู่แน่!
[1] การช่วยเหลือชีวิตคนเป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง