บทที่ 17
เป้าหมายหุบเขาอวี้เฟิง
จางหยุนเดินทางมาถึงชายแดนของอาณาจักรชิง เป้าหมายของเขาคือการเดินทางไปยังหุบเขาอวี้เฟิง
ส่วนที่ตั้งของหุบเขาอวี้เฟิง ตามแผนที่ที่เขาได้รับมา มันคือหุบเขาขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่หลายหมื่นลี้ เป็พื้นที่บริเวณชายแดนที่ตั้งอยู่ใจกลางอาณาจักรถึงสามอาณาจักร
โดยที่สถานที่แห่งนั้นที่ถูกเรียกว่า หุบเขาอวี้เฟิง ก็เป็เพราะว่าป่าขนาดใหญ่แล้วก็ูเาสูงใหญ่ที่ตั้งล้อมรอบหุบเขาแห่งนั้น
สำหรับหุบเขาอวี้เฟิงเป็สถานที่ที่ค่อนข้างพิเศษ คนธรรมดาทั่วไปแทบจะไม่สามารถเข้าไปภายในดินแดนแถบนั้นได้เลย
คำอธิบายที่บอกเอาไว้ภายในแผนที่ บอกเอาไว้ว่าพื้นที่บริเวณแถบนั้น มีพื้นที่ระดับซับซ้อนไม่สามารถนำเอารถม้าเดินทางเข้าไป ร่างกายของมนุษย์ธรรมดาไม่มีทางที่จะทนการเดินทางเข้าไปภายในป่าลึกผ่านูเาในระยะทางหลายพันลี้ได้โดยการเดินเท้าอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะมีความอดทนมากขนาดนั้น แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถรอดชีวิตจนไปถึงบริเวณด้านในหุบเขาอวี้เฟิงได้
เพราะว่าบริเวณเขตรอบๆหุบเขาอวี้เฟิง มันมีสัตว์อสูรที่ดุร้ายอยู่ เพราะแบบนั้นมนุษย์ธรรมดาทั่วไป แทบจะไม่มีโอกาสเดินทางเข้าไปถึงบริเวณด้านใน แล้วพบเจอกับสถานที่ที่ผู้บำเพ็ญเพียรรวมตัวกันอยู่
เพราะแบบนั้นสำหรับเมืองธรรมดาๆ ในราชวงศ์ต่างๆ ชาวบ้านมากมายก็มักจะมองเหล่าผู้บำเพ็ญหรือว่าเทพเซียนพวกนั้นเป็เื่ที่อยู่ไกลตัวมาก
อาจจะมีคนธรรมดาหลายคนที่รู้เกี่ยวกับหุบเขาแห่งนั้น แล้วก็รู้ว่าด้านในมีเหล่าผู้บำเพ็ญรวมตัวอยู่ แต่พวกเขาก็ไม่มีกำลังเดินทางเข้าไปตามหาว่าเป็เื่จริงหรือไม่
สำหรับจางหยุนแล้วการเดินทางเข้าไปภายในนั้นอาจจะไม่ใช่เื่ยาก จางหยุนในยามนี้ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถเหาะเหินได้ แต่ด้วยความสามารถของร่างกาย เขาก็แทบจะเป็เหมือนกับคนที่สามารถใช้วิชาตัวเบาเหินทะยานไปตามต้นไม้ได้เหมือนพวกจอมยุทธ์ในยุทธภพแล้ว
ใน่ที่ระหว่างเดินทางไปถึงชายแดน จางหยุนที่ฝึกฝนมาตลอดทาง ในยามนี้ััได้ถึงการเพิ่มขึ้นของพลังปราณิญญาภายในร่างกาย แต่เขาเองก็ยังไม่สามารถ ััได้ถึงโอกาสในการทะลวงผ่าน
เขายังคงเป็ผู้บำเพ็ญขอบเขตผนึกตันเถียนขั้นสองอยู่เหมือนเดิม สำหรับซากเทวะในตอนนี้จางหยุนได้หลอมร่างขององค์ชายใหญ่ และหัวหน้าองครักษ์หวังเป็ซากเทวะแล้ว ทำให้เขาได้รับซากเทวะใต้บัญชาเพิ่มขึ้นมาอีก
าแทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้ มันหายไปแทบหมดหลังจากที่หลอมร่างของทั้งสองให้กลายเป็ซากเทวะ
แม้กระทั่งศีรษะที่ถูกตัดจนกระเด็นของหัวหน้าองครักษ์หวังยังเชื่อมติดกันเลย ทำให้เขานั้นมีซากเทวะถึงสามตน แล้วนี่ก็ทำให้เขานั้นได้ััถึงการหล่อเลี้ยงซากเทวะทั้งสาม
แน่นอนว่าเมื่อมีซากเทวะเพิ่มขึ้น การพัฒนาของซากเทวะก็ช้าลง เป็เพราะว่าพลังงานที่ถูกแบ่งออกไป แต่กระนั้นมันก็ไม่ได้ช้าขนาดนั้น
เพราะใน่หลายวันที่ผ่านมา ซากเทวะขององค์ชายใหญ่ที่ตอนแรก เป็เพียงแค่ซากเทวะระดับทองแดงขั้นต่ำ ใน่หลายวันก็ทะลวงไปสู่ขั้นกลางแล้ว
ส่วนหัวหน้าองครักษ์หวัง ที่ตอนที่ถูกหลอมมีขอบเขตบำเพ็ญเพียร อยู่ในระดับผนึกตันเถียนขั้นหก เมื่อถูกหลอมมันเองก็กลายเป็ซากเทวะระดับทองแดงขั้นกลางในทันที ใน่หลายวันที่ผ่านมาจางหยุนััได้ว่าซากเทวะของหัวหน้าองครักษ์หวังมันเองก็ใกล้ที่จะทะลวงแล้ว
ต้องรู้ก่อนว่านี่เป็การฝึกฝน ในขณะที่เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการเดินทางด้วยซ้ำ เพราะแบบนั้นจำนวนของซากเทวะที่เพิ่มขึ้น มันแทบจะไม่มีผลต่อความรวดเร็วในการพัฒนาเลย
ใน่หลายวันที่ใช้ในการเดินทาง นอกจากใช้ในการฝึกฝนก็ยังมีการทำความเข้าใจหลายอย่าง เป็การทำความเข้าใจของที่ได้มาจากตัวขององค์ชายใหญ่ผู้นั้น และหัวหน้าองครักษ์หวัง
อย่างแรกเลยคือหัวหน้าองครักษ์หวัง ตำราทั้งสองเล่มที่อยู่ภายในถุงผ้าของอีกฝ่าย อย่างแรกคือเคล็ดวิชาในการฝึกฝนปราณ เป็เหมือนกับเคล็ดวิชาฝึกฝนลมหายใจ เช่นเดียวกับเคล็ดกลืนมรณะ เพียงแต่ว่าเมื่อได้ทำความเข้าใจเล็กน้อย จางหยุนก็ััได้ถึงความต่างชั้น เคล็ดวิชาฝึกปราณนั้นแทบจะไม่มีอะไรเลย เทียบกันแล้วเคล็ดกลืนมรณะมีความสูงส่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด เพียงแต่จางหยุนก็ไม่ได้ทิ้งมันเขายังคงเก็บมันเอาไว้เผื่อว่าไปขายได้
ส่วนตำราอีกเล่มเป็วิชาดาบขององครักษ์วังหลวง วิชาดาบนี้เป็วรยุทธ์ของผู้บำเพ็ญเพียร มันคือวิชาดาบที่เรียกว่าดาบสามสะบั้น จางหยุนยังไม่มีเวลาในการฝึกฝนเพราะแบบนั้นเลยเก็บเอาไว้ก่อน อย่างสุดท้ายก็คงจะเป็ดาบที่เขาพกติดตัวอยู่ในตอนนี้ที่น่าจะเป็ของที่มีประโยชน์ที่สุด หัวหน้าองครักษ์หวังมีสมบัติเพียงแค่นี้
ส่วนที่น่าสนใจจริงๆน่าจะเป็สมบัติที่ติดตัวองค์ชายใหญ่ผู้นั้น อย่างแรกเลยคือของที่จางหยุนให้ความสนใจมากที่สุด นั่นก็คือแหวนที่น่าจะเป็สมบัติวิเศษเก็บของ
หลังจากที่ได้ลองสำรวจดูแล้ว แล้วลองใช้งานดูสรุปแล้วมันเองก็เป็สมบัติเก็บของจริงๆ การใช้งานมันเองก็ง่ายดายมากนั่นคือการถ่ายเทจิตััแล้วก็ปราณิญญาเข้าไป ก็จะสามารถเรียกรู้ว่าเก็บของที่อยู่ด้านในได้
ส่วนพื้นที่ที่อยู่ด้านใน จางหยุนััดูแล้วน่าจะมีความกว้างราวกับห้องเก็บของเล็กๆแห่งนึง นี่ทำให้จางหยุนย้ายของทั้งหมดบนตัวของตนเองเข้าไปเก็บด้านใน แล้วมันก็ทำให้เขานั้นเดินทางสะดวกสบายขึ้นมากโดยที่ไม่ต้องมีขนของอันใด
จางหยุนคิดว่าแหวนเก็บของนี้น่าจะมีราคาไม่น้อย ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะใช่ของวิเศษธรรมดา นอกจากแหวนเก็บของที่น่าสนใจแล้ว ด้านในแหวนเก็บของมันก็มีของเก็บอยู่ด้านในด้วย โดยที่ของที่อยู่ด้านในประกอบไปด้วยตำราสองเล่ม เล่มหนึ่งเป็ตำราสอนควบคุมเพลิง โดยที่มันเป็การสอนทำการบังคับควบคุมปราณิญญา ประสานเข้ากับธาตุจนบังเกิดกลายเป็เปลวเพลิง
ส่วนตำราอีกเล่มค่อนข้างจะน่าสนใจ มันไม่ใช่ตำราการฝึกฝนปราณของราชวงศ์อะไร แต่มันกลับเป็ตำราที่อธิบายเกี่ยวกับเื่ความรู้การบำเพ็ญทั่วไป
ภายในตำราเล่มนี้มันทำให้ จางหยุนรู้เกี่ยวกับเื่โลกแห่งการฝึกตนมากขึ้น และเขาเองก็ได้รู้เกี่ยวกับเื่ขอบเขตเบื้องต้นของผู้บำเพ็ญแล้ว
ภายในตำราเล่มนั้นกล่าวถึงสามขอบเขตแรกแห่งการบำเพ็ญ สามขอบเขตนี้เป็เหมือนกับรากฐานสำคัญของเส้นทาง
โดยที่ทั้งสามขอบเขตประกอบไปด้วย ขอบเขตแรกผนึกตันเถียน ขอบเขตที่สองหลอมกระดูก ขอบเขตที่สามสร้างรากฐาน
จางหยุนในตอนนี้อยู่ในขอบเขตแรก นั่นก็คือขอบเขตผนึกตันเถียน และแน่นอนว่าการที่เขาได้รู้เกี่ยวกับ 2 ขอบเขตที่ถัดไป มันก็ทำให้จางหยุนรู้แล้วว่าซากเทวะเงิน แล้วก็สร้างซากระดับทองคำ เปรียบเทียบได้กับระดับไหนของผู้ฝึกตน
จากข้อมูลในส่วนนี้ ทำให้เขาได้รู้ว่าซากเทวะระดับเงิน ก็น่าจะเทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมกระดูก ซากเทวะระดับทองคำก็เทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญที่อยู่ในระดับสร้างรากฐาน
และเมื่อได้รู้ถึงขอบเขตทั้งสาม ก็ทำให้จางหยุนตระหนักได้ว่าราชครูผู้นั้น เป็ถึงตัวตนที่อยู่เหนือกว่าเขาถึงสองขอบเขต
การพัฒนาของพลังที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้น จางหยุนรู้ดีที่สุดว่ามันมีมากมายขนาดไหน เพราะแบบนั้นสำหรับตัวตนที่อยู่เหนือกว่าเขาถึงสองขอบเขต จางหยุนรู้ดีว่าตนเองไม่มีทางที่จะรับมือกับอีกฝ่ายได้อย่างแน่นอน เพราะแบบนั้นการเลือกที่จะหนีมาถือว่าเป็ทางเลือกที่ถูกต้องแล้ว
นอกจากนี้ภายในตำราเล่มนี้ยังมีการอธิบายง่ายๆ เกี่ยวกับสองขอบเขตแรกด้วย โดยที่ภายในตำรานั้นถูกเขียนเอาไว้ว่าสองขอบเขตแรกอย่าง ผนึกตันเถียนและหลอมกระดูกมีทั้งหมดสิบขั้น แบ่งเป็ขั้นหนึ่งถึงสามระดับต่ำ ขั้นสี่ถึงขั้นหกเทียบเท่าระดับกลาง ขั้นเจ็ดถึงขั้นเก้าเทียบกับระดับปลาย ขั้นสิบถูกเรียกว่าระดับสมบูรณ์