บทที่ 4
เปลี่ยนชะตา (1)
เหอหลันฮวาเอ่ยบอกแก่ผู้เป็แม่สามีขอลากลับไปเยี่ยมบิดา แม้ในใจของหวงซูเยี่ยนจะสงสัยแต่สุดท้ายก็เอ่ยอนุญาตสะใภ้คนเล็กไป
แคว้นอู่ ประกอบไปด้วย 5 เมืองใหญ่ ได้แก่ เมืองคังทางเหนือ เมืองเกาทางตะวันออก เมืองซือทางตะวันออกเฉียงใต้ เมืองจิ้งทางใต้ และเมืองหยวนเมืองหลวงของแคว้น ตระกลูเหอนั้นเป็ตระกูลแม่ทัพแห่งเมืองคัง อีกทั้งเหอจิ้งถงบุตรชายคนโตของตระกูลนั้นยังเป็บัณฑิตมากความสามารถปัจจุบันดำรงตำแหน่งเ้าเมืองควบคู่ไปด้วย แน่นอนว่าในเมืองคังตระกูลเหอนับเป็ตระกูลอันดับหนึ่งเลยทีเดียว
หยวนิเหม่ยเดินทางโดยรถม้ามาพร้อมมารดาและน้องชาย หยวนเจียเย่นั้นค่อนข้างตื่นเต้นกับการเดินทางในครั้งนี้ยิ่งนักอาจเพราะ2ปีมานี้นอกจากจวนตระกูลหยวนแล้วมีเพียงสำนักศึกษาเท่านั้นที่เขาไปเยือน
“เมืองคังเป็หัวเมืองเหนือ การเดินทางค่อนข้างลำบากพวกเ้าสองคนต้องอดทนให้มากรู้หรือไม่”
สองพี่น้องยิ้มกว้างให้มารดาเหอหลันฮวาวางมือบนศีรษะบุตรชายแล้วดึงรั้งมาโอบกอด บุตรชายของนางผู้นี้สามีของนางมักกล่าวว่าเขาเป็เด็กมากความสามารถ เรียนรู้ได้เร็วเพียงเอ่ยแนะนำเล็กน้อยก็เข้าใจแจ่มแจ้ง ดังนั้นเพียงห้าขวบเขาก็สามารถสอบเข้าสถานศึกษาอันดับหนึ่งของเมืองหยวนได้เป็นักเรียนที่อายุน้อยที่สุดในสถานศึกษาหลวงเลยทีเดียว หากแต่นับจากสามีของนางจากไปตัวนางที่เป็เพียงบุตรที่เกิดจากสาวใช้ในเรือนจึงไร้ความสามารถในการสอนสั่งบุตรชายสองปีมานี้เขาจึงลำบากในการเรียนมิน้อย
หลังเดินทางด้วยรถม้ามาร่วม 4 ชั่วยาม เหอหลันฮวาจึงให้ทุกคนหยุดพักที่ชานเมืองหยวน หยวนิเหม่ยมองโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่เบื้องหน้าแล้วขมวดคิ้วเรียวกับสภาพที่ทรุดโทรม สองเท้าเล็กก้าวตามมารดามือบางกุมมือน้องชายของตนเอาไว้มั่นมิใช่เพราะหวาดกลัวหากแต่เพราะห่วงใย สองตาหวานกวาดมองโดยรอบอาจเพราะลักษณะเฉพาะของชนชั้นขุนนางของพวกนางสามคนนั้นค่อนข้างโดดเด่นอีกทั้งการแต่งตัวยังสง่างามแม้ไม่ได้สวมใส่เครื่องประดับมากมายแต่รัศมีย่อมบ่งบอกว่าพวกนางมิใช่คนชนชั้นธรรมดา หยวนิเหม่ยมิได้ชื่นชอบการเป็ที่สนใจเช่นนี้เช่นขุนหนูตระกูลอื่น ตรงกันข้ามนางกลับหวั่นวิตกในเื่ของความปลอดภัย
“เสี่ยวจู เปิดห้องอีกสองห้องด้านข้างซ้ายขวาให้ข้าที”
“คุณหนูจะเปิดให้ผู้ใดกันเ้าคะ”
เหอหลันฮวาปรายตตามองบุตรสาวของตน หยวนิเหม่ยยิ้มหวานให้มารดา ดวงตาไร้เดียงสาราวเอ่ยเื่ปกติทั่วไป
“ท่านแม่ ติ้งเกาและคนอื่นๆ ก็คงเหนื่อยเหมือนกัน อากาศ่นี้ก็หนาวมิน้อย ให้พวกเขาผลัดกันขึ้นมาพักผ่อนได้หรือไม่เ้าคะ”
เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ติดตามนั้นจะมีหน้าที่ในการดูแลม้าและทรัพย์สินบนรถม้า แต่การเดินทางครั้งนี้พวกนางมิได้นำของมีค่ามามากนัก ดังนั้นพวกเขาเพียงผลัดกันเฝ้าม้าคนละไม่กี่ชั่วยามย่อมดีกว่าทนหนาวตลอดทั้งคืน
“คุณหนูท่านช่างจิตใจดียิ่งนัก”
หยวนิเหม่ยก้มหน้ายิ้มอย่างเขินอาย เหอหลันฮวายิ้มกว้างกับท่าทางของบุตรสาวก่อนเอ่ยอนุญาตตามคำขอของนาง แน่นอนว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของิเหม่ยนั้นมิใช่อย่างที่ทุกคนเข้าใจ นางเพียงห่วงใยความปลอดภัยของตนและมารดากับน้องชายเท่านั้น จึงได้เปิดห้องสองห้องด้านข้างซ้ายขวากันผู้ไม่หวังดีมาเข้าพัก อีกทั้งหากมีบุรุษอยู่เฝ้าซ้ายขวาย่อมปลอดภัยกว่าการที่มีเพียงสตรีสามคนและเด็กชายหนึ่งคน แต่เอาเถิดในเมื่อได้ประโยชน์ทั้งสองทางนางก็ไม่คิดปฏิเสธอะไร
“ท่านแม่เ้าคะ อีกกี่วันกันเ้าคะเราถึงจะเดินทางถึงบ้านท่านตา”
“สองวัน”
หยวนิเหม่ยยิ้มแห้งไม่คิดว่าการเดินทางในยุคนี้ช่างลำบากยิ่งนัก
“เช่นนั้นเสี่ยวจูเ้าช่วยไปซื้อผ้าให้ข้าหน่อยได้หรือไม่”
“ิเหม่ยเ้าจะซื้อผ้าใหม่ทำไม มิใช่ว่าบนรถม้ามีผ้าของเ้าถึง 5หีบหรือ อีกทั้งชานเมืองเช่นนี้จะหาผ้าเนื้อดีนั้นยากนัก”
“ข้ามิอยากได้ผ้าเนื้อดีเ้าค่ะ เพียง้าผ้าที่ใส่สะดวกเหมาะแก่การเดินทางไกลเท่านั้น”
หยวนเจียเย่พยักหน้าเห็นด้วยกับพี่สาวของตน แม้เขาจะมีอายุเพียง 10 ขวบแต่แววตาของคนในโรงเตี๊ยมที่มองมายังมารดาและพี่สาวของเขานั้นล้วนอ่านมิยากนัก
“เช่นนั้นก็แล้วแต่เ้า”
เหอหลันฮวาส่ายหน้าไปมาสตรีอื่นล้วนอยากแต่งกายงดงามยามออกนอกจวน เห็นทีจะมีแต่บุตรสาวของนางที่ปรารถนาเพียงเสื้อผ้าเนื้อหยาบสวมใส่สะดวกเช่นนี้
“ิเหม่ย เ้าพาเจียเย่ลงไปทานอาหารเย็นก่อนเดี๋ยวแม่จะตามลงไป”
เหอหลันฮวาเอ่ยกับบุตรสาวหลังจากที่นางอาบน้ำผลัดเสื้อผ้าเสร็จแล้ว หยวนิเหม่ยจึงจำใจพาน้องชายลงมาด้านล่าง หากไม่ใช่ว่าที่นี่มีคนเข้าพักจำนวนมากและไม่ส่งอาหารบนห้องพักนางคงหลีกเลี่ยงการลงมายังเบื้องล่างเช่นนี้
ในอดีตเคยมีคนกล่าวกับหยวนิเหม่ยว่าแม้เราไม่ไปหาเื่ ก็มิใช่ว่าจะไม่มีเื่มาหาเรา ยามนี้หยวนิเหม่ยเข้าใจชัดเจน เมื่ออยู่ดีๆ ชายผู้หนึ่งก็เดินมานั่งร่วมโต๊ะกับนางโดยไม่เอ่ยปากสิ่งใด
“สาวน้อยเ้ามากับน้องชายเพียงสองคนหรือ”
หยวนิเหม่ยแม้จะอายุเพียงสิบสาม หากแต่รูปร่างของนางนั้นกลับกล่าวได้ว่าเติบโตเกินวัยเป็อย่างยิ่งจนคล้ายสตรีวัยปักปิ่นไปแล้ว และนี่คือสิ่งที่ตัวนางเองรู้สึกลำบากใจยามที่ถูกบุรุษเหล่านี้ใช้สายตาทอดมองมาอย่างมีความหมาย
“เช่นนั้นข้าร่วมโต๊ะด้วยได้หรือไม่”
หยวนเจียเย่กำหมัดแน่นกำลังคิดโต้ตอบแทนพี่สาวหากแต่ถูกมือบางกำมือเขาไว้แน่นเป็การส่งสัญญาณ หางตาหวานมองรอบตัวบุรุษผู้นี้แม้เดินมาเพียงลำพังแต่ทุกการเคลื่อนไหวของเขากลับอยู่ในสายตาของบุรุษอีกสามคน ดูแล้วคล้ายเป็ผู้อารักขาเช่นนี้แล้วหากน้องชายของนางกล่าววาจารุนแรงเื่ราวอาจบานปลายใหญ่โต
“เชิญคุณชายตามสบายเ้าค่ะ...ข้าเพียงมารอรับอาหารเท่านั้น เมื่อได้อาหารแล้วก็จะลุกจากไปทานบนห้อง”
“เช่นนั้นให้น้องชายของเ้าไปทานบนห้อง ส่วนเ้า...อยู่กับข้าดีหรือไม่”
ดวงตาหวานแข็งกร้าวขึ้นมาในทันทีเมื่อบุรุษแปลกหน้าไม่เพียงเอ่ยวาจาหากแต่ยังยื่นมือหนามาหมายกุมมือบาง หยวนิเหม่ยแสร้งยกมือขึ้นกุมศีรษะ
“พี่สาวท่านเป็อันใด”
หยวนเจียเย่ที่แม้ในใจคุกรุ่นด้วยความโมโหแต่เมื่อรับสัญญาณเตือนจากนางก็สงบปากคำ จวบจนเห็นท่าทางของพี่สาวจึงคาดเดาว่านางอาจกำลัง้าหาทางหลีกหนี
“ดูเหมือนโรคเก่าจะกำเริบ คุณชายเห็นทีข้าคงมิอาจอยู่ร่วมโต๊ะกับท่านเสียแล้ว”
หยวนเจียเย่ประคองพี่สาวของตตนลุกขึ้น หากแต่บุรุษตรงหน้ากลับเหยียดยิ้มไม่ยินดีที่จะปล่อยนางไปมือหนาเอื้อมไปกุมข้อมือบางแล้วกระชากนางมาจากน้องชาย
“เช่นนั้นไปพักที่ห้องข้าก่อนก็แล้วกัน”
วาจาหยาบโคลนของเขาทำให้หยวนิเหม่ยหมดสิ้นความอดทน ในเมื่อหลีกหนีไม่ได้ก็คงต้องต่อสู้ มือเล็กบิดตวัดจากผู้ถูกกุมเป็ผู้กุมข้อมือหนานั้นแทน แม้มือบางจะเล็กแต่แรงที่มีกลับไม่น้อย คุณชายตรงหน้ารูปร่างบอบบางมือนุ่มนิ่มเพียงเท่านี้ก็รู้ว่าปกติคงเป็ผู้ถูกปกป้อง นางหมุนตัวตวัดแขนหนาเขามาด้านหลัง
แกร๊ก!!
ดูคล้ายนางจะเคลื่อนไหวรุนแรงไปนิด คาดว่าตอนนี้ไหล่ขวาเขาอาจเคลื่อนหรือหักไปแล้ว
เป็เช่นที่นางคาดคิดบุรุษสามคนจากโต๊ะด้านข้างลุกขึ้นมาหานาง ในมือกุมกระบี่เอาไว้มั่นรอรับคำสั่งจากนายน้อย
“นังตัวดีปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!! พวกเ้ายืนโง่ทำไมจัดการนางสิ”
สิ้นคำสั่งบุรุษสองคนก็พุ่งเข้าหานาง หยวนิเหม่ยยกเท้าถีบที่บั้นท้ายบุรุษในมือก่อนกุมแขนน้องชายเขาดึงรั้งมาประชิดตัว
“พี่สาม!!”
หยวนเจียเย่มองพี่สาวของตนที่จัดการบุรุษตัวสูงจนกระเด็นไปใส่คนของเขาด้วยแววตาประหลาดใจ หากแต่ตกตะลึงได้ไม่นานเบื้องหน้ากลับกลายเป็แผ่นหลังของพี่สาวแทน
นางปกป้องเขาอีกแล้ว
หยวนิเหม่ยเบิกตาจดจ้องบุรุษสองคนที่ดึงกระบี่ออกชี้มาที่นาง
“ห้ามฆ่านาง...ข้าจะให้นางชดใช้ด้วยร่างกายของนาง”