บทที่ 4 หลี่โย่วเวยผู้อ่อนโยน?
???
ด่านแรกผ่านไปแล้ว ช่างเป็เื่ที่ง่ายดายและน่าขบคิดเหลือเกิน
หลี่จื่อเย่คงไม่ยอมรับแน่ว่าเขาแอบส่งของกำนัลไปให้
ส่วนฉินเอ๋อร์นั่วก็คงไม่ยอมรับเหมือนกันว่า นางปล่อยผ่านเพราะรับของกำนัล
ยามพระอาทิตย์อัสดง ฉินเอ๋อร์นั่วก็จากไป ก่อนจะไปนางได้บอกถึงการทดสอบครั้งที่สอง
ภายในหนึ่งวัน ให้สร้างชุดกระบวนท่ากระบี่ขึ้นมาหนึ่งชุด
“บททดสอบแจกคะแนนชัด ๆ”
หลี่จื่อเย่ได้ยินแล้วกล่าวเพียงสามคำ
แม้แต่ชาวเมืองอวี๋โจวก็ล้วนเล่าลือกันว่า เมื่อเขาอายุสิบขวบก็ได้คิดค้นชุดกระบวนท่ากระบี่ขึ้นมาหนึ่งชุด มีชื่อว่าไท่เก๊ก ข้อสอบนี้จึงเป็การแจกแต้มอย่างแท้จริง
ฉินเซียนจื่อเพื่อจะปล่อยให้ผ่าน ก็ต้องคิดอย่างหนักเช่นกัน
“ลูกชาย เ้ามั่นใจหรือไม่?”
หลี่ไป่วานเห็นท่าทางสบาย ๆ ของลูกชายตนเอง จึงถามด้วยความตื่นเต้น
“แน่นอนที่สุด”
หลี่จื่อเย่โบกมือไปมาอย่างไม่ใส่ใจ แล้วหมุนตัวไปเตรียมตกปลาต่อที่สวนหลังบ้าน
“ผ่านแล้วหรือ?”
ที่สวนหลังบ้าน ริมทะเลสาบ จางซอมซ่อที่ยังคงนั่งหลับตาพักผ่อนอย่างสงบ รับรู้ถึงการมาของหลี่จื่อเย่จึงถามขึ้น
“ผ่านแล้ว”
หลี่จื่อเย่พยักหน้าตอบ
“ด้วยกระบี่ทองคำปลอม ๆ เล่มนั้นน่ะหรือ?”
คราวนี้ กลับเป็จางซอมซ่อที่ประหลาดใจ ลืมตาขึ้นมาถาม
“แน่นอน เป็ไปไม่ได้”
หลี่จื่อเย่ยิ้มแย้มแต่ไม่ถึงดวงตา กล่าวว่า “เมื่อวาน พี่สาวโย่วเวยได้มอบไข่มุกเรืองแสงจากทะเลตะวันออก เสื้อเกราะไหม์ชิ้นหนึ่ง และกระบี่อวี้ฉางให้แก่ท่านอาจารย์ฉิน ครั้งนี้ตระกูลหลี่ของข้าทุ่มเทอย่างหนัก”
“กระบี่อวี้ฉาง?”
จางซอมซ่อลุกพรวดขึ้นนั่ง อุทานด้วยความใ “กระบี่อวี้ฉางอยู่ในจวนตระกูลหลี่มาตลอดหรือ?”
“แล้วจะเป็ที่ไหนล่ะ”
หลี่จื่อเย่หยิบก้อนหินขึ้นมาโยนลงทะเลสาบ กล่าวว่า “หากไม่หยิบของล้ำค่าออกมา ท่านอาจารย์ฉินจะยอมอ่อนข้อให้ข้าได้อย่างไร”
“น่านับถือ น่านับถือจริง ๆ”
คราวนี้จางซอมซ่อยอมรับจริง ๆ เอ่ยอย่างทอดถอนใจ “สมแล้วที่ว่า เงินทองซื้อใจคนได้ ฉินเอ๋อร์นั่วบุคคลที่เหนือสามัญชนเพียงนั้น ก็ยังหนีไม่พ้นความโลภ”
“ล้วนเป็คนเหมือนกัน จะแสร้งบริสุทธิ์ไปไย”
หลี่จื่อเย่ยิ้มพลางกล่าว “ท่านอาจารย์ฉินไม่ใช่คนธรรมดาจริง ๆ ดังนั้น ราคาที่พวกข้าเสนอให้จึงไม่ธรรมดาเช่นกัน”
“แล้วการทดสอบข้อที่สองล่ะ เป็อย่างไร?” จางซอมซ่อถามด้วยความอยากรู้
“สร้างชุดกระบวนท่ากระบี่ขึ้นมาหนึ่งชุดภายในหนึ่งวัน” หลี่จื่อเย่กล่าว
“...”
จางซอมซ่อพูดไม่ออก เมื่อครู่อาจจะยังสงสัยอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าฉินเอ๋อร์นั่วตั้งใจจะปล่อยผ่าน
“ข้าไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจจริง ๆ”
จางซอมซ่อมองผิวน้ำที่เป็ระลอกตรงหน้า แล้วกล่าวว่า “ฉินเอ๋อร์นั่วผู้นั้นรักษาชื่อเสียงมาตลอด นางไม่กลัวหรือว่าสุดท้ายจะรับศิษย์ที่เป็ลูกคุณหนูเสเพลมาเป็ศิษย์ แล้วชื่อเสียงที่สร้างมาทั้งชีวิตจะพังพินาศหรือ?”
“นางย่อมกลัวสิ ไม่เช่นนั้นทำไมนางจึงเดินทางไปทั่วแคว้นต้าซางแล้วยังไม่ตัดสินใจ?”
หลี่จื่อเย่หัวเราะเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “ข้าทุ่มเทแรงกายแรงใจมากมายให้คนปล่อยข่าวลือ ไม่ใช่เพราะมีเงินมากจนเผาทิ้งหรอกนะ”
“แล้วอย่างไรเล่า?”
จางซอมซ่อขมวดคิ้วกล่าวว่า “ฉินเอ๋อร์นั่วคงไม่เชื่อว่าเ้าเป็อัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่ในตำนานเพียงเพราะข่าวลือหรอก”
“นางมาแล้ว ก็แสดงว่านางเชื่อแล้ว อย่างน้อยก็เชื่อไปส่วนหนึ่ง”
หลี่จื่อเย่เผยรอยยิ้มประหลาด “ท่านลุงจาง ท่านไม่เข้าใจหรอก แบบนี้เรียกว่าการสะกดจิต ทำไมฮ่องเต้โฉดเขลาในแต่ละราชวงศ์ถึงแยกแยะถูกผิดไม่ได้ จริง ๆ แล้วไม่ใช่ว่าพวกเขาแยกไม่ออก แต่เป็เพราะคำยุยงของขุนนางชั่วช้า และคำพูดหวานล้ำข้างหูของสนมคนโปรด หลาย ๆ ครั้ง ต่อให้ไม่เชื่อ แต่สุดท้ายก็ต้องเชื่อ”
พูดถึงตรงนี้ หลี่จื่อเย่ก็หยิบก้อนหินขึ้นมาอีกก้อน โยนลงไปในสระน้ำ “จริง ๆ แล้ว โจทย์ที่อาจารย์ฉินให้ในวันนี้ ก็ได้รับอิทธิพลมาจากข่าวลือพวกนั้น การสร้างกระบวนท่ากระบี่ขึ้นมาภายในหนึ่งวัน ต่อให้เป็ปรมาจารย์กระบี่ก็ยังทำได้ยาก อาจารย์ฉินย่อมต้องมีข้อกังขาเป็ธรรมดา นางก็เลยอยากจะมาดูให้เห็นกับตาว่าข่าวลือเป็จริงหรือไม่ ถ้าเป็จริง อัจฉริยะอย่างข้า ทั้งยังเป็เด็กดีเชื่อฟังแบบนี้ รับเป็ศิษย์ก็คุ้มค่าแล้ว”
จ้างซอมซ่อได้ฟังคำพูดของเด็กหนุ่มข้างกาย ก็เงียบไป ผ่านไปนาน จึงเอ่ยปากว่า “เ้าหนู ก่อนหน้านี้ข้าประเมินเ้าต่ำไปจริงๆ จุดเด่นของเ้าไม่ได้มีแค่รูปลักษณ์ภายนอกและชาติตระกูลเท่านั้น”
ความสามารถในการคาดเดาจิตใจผู้อื่นของเด็กหนุ่มผู้นี้ ช่างน่ากลัวเหลือเกิน
ไม่ใช่ฉินเอ๋อร์นั่วที่ปล่อยผ่าน แต่เป็เด็กหนุ่มนี่ต่างหากที่ค่อย ๆ ชักนำให้ฉินเอ๋อร์นั่วปล่อยผ่าน
“จริง ๆ แล้ว ท่านลุงจาง ท่านก็ไม่ได้ประเมินข้าต่ำไปนัก”
หลี่จื่อเย่ยิ้มแล้วกล่าวว่า “เื่ส่วนใหญ่ในโลกนี้สามารถจัดการได้ด้วยเงิน หากจัดการด้วยเงินไม่ได้จริง ๆ ข้าก็ยังมีรูปลักษณ์ภายนอกนี้ ท่านดูสิ รูปลักษณ์ของข้าเช่นนี้ ช่างน่าเกรงขามเหลือเกิน มีคำกล่าวว่าอย่างไรนะ หน้าตาดีช่วยได้มาก ตอนนี้หากข้ายืนอยู่กลางถนนแล้วบอกว่าข้าเป็คนไร้พร์ในการฝึกฝน ใครจะเชื่อเล่า”
ระหว่างที่พูด หลี่จื่อเย่ก็ยืนตัวตรงอยู่ริมทะเลสาบ สายลมพัดผ่านจนเส้นผมสีดำของเขาปลิวไสว คิ้วคมกริบ ดวงตาเป็ประกาย งดงามราวกับหยก สมกับคำที่ว่าบุรุษรูปงามดุจหยก บนโลกนี้หาใดเปรียบ
จางซอมซ่อนิ่งเงียบ สิ่งที่เ้าหนุ่มนี้พูดไม่ผิด เมื่อดูจากรูปลักษณ์ภายนอก เ้าหนุ่มผู้นี้ช่างน่าเกรงขามนัก ไม่งั้นเขาคงไม่มองข้ามมาั้แ่แรกหรอก
ผู้ฝึกยุทธ์ นอกจากพวกบ้าพลังที่เน้นฝึกฝนร่างกายแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนมีรูปร่างหน้าตาดี โดยเฉพาะผู้ที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง แม้ว่าบางคนอาจมีรูปโฉมด้อยกว่า แต่บุคลิกที่สั่งสมมายาวนานก็เพียงพอที่จะชดเชยได้
เช่นเดียวกับเขา เมื่อครั้งยังหนุ่ม เขาก็เคยเป็ชายหนุ่มรูปงามที่เป็ที่หลงใหลของสาวน้อยนับหมื่น
จางซอมซ่อจิบสุรา ในใจรู้สึกสะใจอยู่บ้าง
ฉินเอ๋อร์นั่วต้องพลาดท่าแน่!
ช่างเป็เื่ที่น่ายินดีเสียจริง
ใครบ้างไม่อยากเห็นนางฟ้าเสียท่า หรือจักรพรรดิถูกซ้อม?
เขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า เมื่อฉินเอ๋อร์นั่วรู้ว่าเ้าหนุ่มนี้ไม่สามารถฝึกฝนวิถียุทธ์ได้ นางจะมีสีหน้าเช่นไร?
“จริงสิ ท่านลุงจาง เื่ที่ข้าเคยบอกท่านก่อนหน้านี้ ท่านพิจารณาเป็เช่นไรแล้ว?” หลี่จื่อเย่เปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“เข้าร่วมตระกูลหลี่ เป็ขุนนางผู้ทรงเกียรติของตระกูลหลี่อย่างนั้นหรือ?”
จางซอมซ่อแย้มยิ้มบาง ๆ กล่าวว่า “เ้าหนู ตระกูลหลี่นั้นมีเงินทองมากมายและสุราอันเลิศรสก็มิได้ขาด แต่ข้าผู้เฒ่านี้เคยชินกับอิสรภาพ แม้สถานที่จะดีเพียงใดก็อยู่ได้ไม่นาน อีกทั้งตระกูลของเ้านั้นเน้นการค้าขายเป็หลัก มีคนคุ้มกันมากพอที่จะรับมือกับปัญหาส่วนใหญ่ได้ ไม่จำเป็ที่จะต้องเสียเงินมากมายเพื่อเลี้ยงดูข้าผู้เฒ่าคนนี้”
“นั่นเป็เื่ในอดีต”
หลี่จื่อเย่วกล่าวด้วยดวงตาอันสงบนิ่ง แต่แวบหนึ่งก็ปรากฏแววเ็า
“ต้นไม้ที่สูงเด่นย่อมถูกลมพัดโค่น สิบปีก่อน ตระกูลหลี่เป็เพียงครอบครัวพ่อค้าที่ร่ำรวยเล็กน้อย ไม่มีใครสนใจ แต่บัดนี้ทรัพย์สมบัติที่ตระกูลหลี่ร่ำรวยจนคนมากมายอิจฉาริษยา รวมถึงฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าซางที่อยู่ในวังหลวงด้วย ข่าวล่าสุด องค์ชายสามมู่เหยาได้มาถึงเมือง อวี๋โจวแล้ว คาดว่าคงกำลังหาโอกาสลงมือกับตระกูลของข้า”
“ฟังเ้าพูดเช่นนี้ ตระกูลหลี่ก็ดูจะอันตรายอยู่ไม่น้อย เช่นนี้แล้ว ข้าผู้เฒ่าก็ยิ่งต้องพิจารณาให้ดี” จางซอมซ่อจิบสุราแล้วกล่าว “การถูกราชวงศ์จับตามองนั้นไม่ใช่เื่ดีเลย ท่านพ่อของเ้าก็อายุมากแล้ว ส่วนเ้าผู้เป็ลูกชายก็เอาแต่เที่ยวเตร่ไม่สนใจกิจการบ้านเมือง หากท่านพ่อของเ้าเป็อะไรไป อาศัยเพียงพี่สาวบุญธรรมของเ้าที่ดูเหมือนจะมีนิสัยอ่อนโยนนั้น คงยากที่จะประคับประคองตระกูลหลี่อันยิ่งใหญ่นี้ได้”
“นิสัยอ่อนโยน?” หลี่จื่อเย่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ใบหน้าจะปรากฏรอยยิ้มประหลาด
พี่โย่วเวยน่ะหรือ?
ช่างเป็คำบรรยายที่เหมาะสมที่สุดเลยทีเดียว!
…