ไม่นานนัก เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปกว่าสองร้อยปีนับจากวันที่โลกแปรเปลี่ยนอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
อารยธรรมของมนุษย์มิได้หยุดยั้ง หากยังคงเคลื่อนไปข้างหน้าภายใต้เงื่อนไขใหม่ที่โหดร้ายและยิ่งใหญ่ในคราเดียวกัน
ยุคสมัยแห่งนักล่าัได้ฝังรากลึกลงในโครงสร้างของสังคม กลายเป็สัญลักษณ์สูงสุดแห่งอำนาจ เกียรติ และคุณค่าของชีวิต ผู้ใดแข็งแกร่ง ผู้นั้นย่อมได้รับการยกย่อง ผู้ใดอ่อนแอ ย่อมถูกกลืนหายไปกับกระแสแห่งการแข่งขันที่ไม่ปรานี
เมือง A ของประเทศเทียนหลงตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางผืนแผ่นดินที่ขยายกว้างออกไปสุดสายตา
ตึกระฟ้าสะท้อนแสงตะวันยามเช้า ถนนสายหลักทอดยาวผ่านย่านการค้าและเขตฝึกฝน
รถยนต์จำนวนมากแล่นผ่านไปมาด้วยความเร็วสม่ำเสมอ เสียงเครื่องยนต์ผสานกับเสียงประกาศข่าวสารบนจอภาพขนาดใหญ่ที่ติดตั้งตามอาคารสูง ถ่ายทอดข้อมูลเกี่ยวกับภารกิจล่าสุดและสถิติการล่าัของเขตต่างๆ มันเต็มไปด้วยบรรยากาศที่สงบสุขเลยก็ว่าได้
ท่ามกลางความคึกคักนั้น ชายหนุ่มในวัยประมาณสิบห้าถึงสิบหกปีกำลังเดินทอดน่องอยู่บนฟุตบาทอย่างไม่เร่งรีบ แสงแดดสีทองอ่อนสาดลงบนเรือนผมสีฟ้าครามที่ยาวสลวยของเขา จนเกิดประกายวาววับราวกับแสงสะท้อนบนผิวน้ำทะเล
ใบหน้าของเขาเล็กและได้รูป หล่อเหลาและสง่างามในคราเดียวกัน
ดวงตาคมใสสะท้อนความนิ่งลึกที่ไม่สมวัย เส้นสายของโครงหน้าเรียบคมราวกับถูกสลักอย่างประณีต
ผู้คนที่เดินสวนผ่านไปมาอดไม่ได้ที่จะเหลียวมอง บางคนกระซิบกระซาบถึงความโดดเด่นของเด็กหนุ่มผู้นี้
ชื่อของเขาคือหวงเยี่ยซื่อจื่อ
ทุกวันนี้ หวงเยี่ยกำลังมุ่งหน้าสู่สถาบันนักล่าัพื้นฐาน สถานศึกษาที่มุ่งเน้นการเรียนรู้เกี่ยวกับพลังิญญา โครงสร้างของั ประวัติศาสตร์า และการควบคุมเจตจำนงแห่งพลัง
เมื่อชายหนุ่มก้าวเข้าสู่เขตของสถาบัน ลานกว้างด้านหน้าเต็มไปด้วยกลุ่มหนุ่มสาวในชุดเครื่องแบบสีเข้ม บางคนกำลังซ้อมท่าพื้นฐาน บางคนยืนจับกลุ่มพูดคุย ทันทีที่สายตาของพวกเขาเหลือบเห็นเรือนผมสีฟ้าครามและใบหน้าอันงาม เสียงทักทายก็ดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน
“อรุณสวัสดิ์เ้าชายน้อย!”
“สวัสดีหวงเยี่ย วันนี้นายก็ยังสง่างามเหมือนเช่นเดิมเลยนะ”
“กรี๊ดดด! วันนี้เ้าชายน้อยก็หล่อเหลามากเลยเพคะ ได้โปรดรับเราไปเป็พระชายาเถอะ”
“เห้ย! วันนี้ใครกล้ารังแกเ้าชายน้อย พวกข้าจะจัดการกับมันให้สิ้นซากไปเลย!”
เสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน และน้ำเสียงเอ็นดูดังประสานกัน บรรยากาศรอบตัวเขาอบอุ่นอย่างประหลาด
หวงเยี่ยยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็เชิงตอบรับ รอยยิ้มบางปรากฏที่มุมปาก
“อรุณสวัสดิ์ทุกคน!”
“สบายดี พวกแกก็อย่ามัวแต่เอะอะจนลืมซ้อมล่ะ”
“เจินเย่! พูดว่าพระชายาอะไรกัน อย่าพูดเหลวไหล!”
คำพูดของเขาไหลลื่นต่อเนื่อง ฟังดูสุภาพและเป็กันเอง ไม่มีความถือตัวเลยซักนิด
สิ่งที่น่าแปลกประหลาดก็คือ บรรดานักเรียนของสถาบันแห่งนี้จำนวนไม่น้อยมีนิสัยแข็งกร้าว บางคนเคยชอบรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า บางคนเย่อหยิ่งจองหองต่อเพื่อนร่วมชั้น ทว่าทันทีที่พวกเขาเผชิญหน้ากับหวงเยี่ยซื่อจื่อ ท่าทีทั้งหมดกลับแปรเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง
ไม่มีเสียงดูิ่ ไม่มีการกลั่นแกล้ง ไม่มีการท้าทาย มีเพียงความห่วงใยและการปกป้องอย่างไม่รู้ตัว
“ถ้าใครกล้าพูดไม่ดีกับเ้า บอกพวกข้าได้เลย”
“เ้าชายน้อยไม่ต้องกังวล เื่เล็กน้อยพวกข้าจัดการเอง”
“อีกหนึ่งวันก็จะถึงเวลาที่พวกเราได้ปลุกเจตจำนงแล้ว อย่าลืมเตรียมตัวนะเว้ยเ้าชาย!”
ท่าทางเ่าั้จริงใจโดยไม่เสแสร้ง
เหตุผลทั้งหมดมิได้มาจากเพียงรูปลักษณ์หรือบุคลิก หากเกิดจากเื่ราวที่ทุกคนในสถาบันรับรู้ดี
ชื่อของเขาเป็ที่รู้จักในหมู่นักเรียนและครูอาจารย์ของสถาบันนักล่าัพื้นฐาน
แม้อายุยังน้อย ทว่าเื่ราวที่ติดตามตัวชายหนุ่มมา มันกลับหนักหนาเกินกว่าวัยเดียวกันไปไกลนัก
เมื่อสิบปีก่อน ในเหตุการณ์ที่ถูกบันทึกไว้ในรายงานว่าเป็โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่แห่งเมือง V เมืองทั้งเมืองถูกเผาผลาญ ซากอาคารกลายเป็เถ้าถ่าน ผู้คนจำนวหลายสิบล้านชีวิตสูญหายหรือเสียชีวิตไปอย่างน่าอนาถ บิดาและมารดาของหวงเยี่ยเองก็ถูกเผ่าพันธุ์ัสังหาร
และท่ามกลางความพินาศอันน่าสะพรึงกลัว เด็กชายคนหนึ่งกลับรอดชีวิตมาได้เพียงผู้เดียว ซึ่งก็คือตัวของหวงเยี่ยซื่อจื่อนั่นเอง
เด็กชายคนหนึ่งสูญเสียครอบครัว สูญเสียบ้าน ต้องสูญเสียทุกสิ่งในคืนเดียว
รายงานระบุว่าเขาถูกพบอยู่ใต้ซากอาคารที่พังทลาย ร่างเล็กถูกปกคลุมด้วยเถ้าถ่าน ร่างสั่นระริก ั์ตาสีฟ้าสดใสเบิกกว้างไปด้วยความหวาดกลัว จิตใจแทบพังทลาย ประหนึ่งได้พบเห็นฝันร้ายที่ไม่มีผู้ใดเคยคาดคิด
เื่ราวดังกล่าวถูกถ่ายทอดในชั้นเรียนประวัติศาสตร์า นักเรียนหลายรุ่นเติบโตมากับภาพของเมืองที่ถูกทำลาย และชื่อของผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียว ไม่มีผู้ใดกล้าล้อเลียนความเ็ปของเขา ไม่มีใครกล้าหัวเราะเยาะอดีตที่เต็มไปด้วยไฟและควันแห่งหายนะ
ในสายตาของพวกเขา หวงเยี่ยเป็สัญลักษณ์ของการยืนหยัด เป็เครื่องเตือนใจว่าความโหดร้ายของา มิได้อยู่ห่างไกลเลยซักนิด