เอเลน่า
ในที่สุดมาร์โก้กับเอเลน่าก็พร้อมทำงาน เด็กทั้งสองนั่งอยู่บนโต๊ะไม้ในลูกแก้วของมาร์โก้พร้อมกับม้วนแผนที่ที่ยืมมาจากห้องสมุด มาร์โก้ยกกระดาษที่ทำเมื่อ่บ่ายขึ้นมาดูก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจและคว้าดินสอไม้ขึ้นมา
“วันนี้เธอไปฝึกก่อนก็ได้นะ เอเลน่า”
“โอเค” เอเลน่าเลี่ยงสายตาของอีกฝ่ายเล็กน้อย “แล้ววันนี้จะให้ฉันฝึกอะไร”
“คุมพลังเวทย์ พร้อมกับเวทย์ไร้ร่ายไปด้วยกันเลย” มาร์โก้ชี้นิ้วไปยังถุงกระสอบด้านข้าง “ในนั้นมีถ่านอยู่ เอาออกมาเป็เชื้อเพลิงแล้วจุดซะ ถ้าเธอจำที่ชั้นสอนเมื่อวานเื่ความร้อน พลังงาน เชื้อเพลิงได้ล่ะก็น่าจะใช้เวลาฝึกแบบไม่ใช้คำร่ายไม่เกินชั่วโมงหรอก”
“โอเค”
เมื่อเอเลน่าแยกตัวออกไปฝึกมาร์โก้ก็เริ่มงานของตัวเอง เด็กชายกางแผนที่แผ่นที่เก่าที่สุดออกและวางกระดาษที่เตรียมไว้ทับลงไปก่อนจะเริ่มเอาดินสอวาดลอกลายในแผนที่ลงไปอย่างช้าๆ เมื่อเสร็จแผนที่แรกก็ต่อแผนที่ที่สอง และสามไปเรื่อยๆ จนเวลาผ่านไปพักใหญ่และเอเลน่าจุดไฟได้สำเร็จ งานของมาร์โก้ก็เสร็จไปแทบจะพร้อมๆ กัน เด็กชายกวาดตาดูผลงานของตัวเองรอบหนึ่งอย่างพอใจก่อนจะปาดเหงื่อข้างจมูก เอาเข้าจริงแล้วการนั่งนิ่งๆ เพื่อเขียนอะไรสักอย่างต่อเนื่องกันเกือบครึ่งชั่วโมงแบบนี้เป็อะไรที่ร่างกายเด็กของเขาไม่ชินเอาซะเลย
“เสร็จแล้วเหรอ” เอเลน่าเดินเข้ามาและชะโงกดูงานของเขาอย่างสนอกสนใจ
“ใช่ เรียบร้อย” มาร์โก้พยักหน้ารับ “ทางเธอเป็ไงบ้าง จุดไฟได้ไวกว่าที่คิดนะ แอบร่ายเวทย์รึเปล่า”
“ไม่มีทาง อย่าดูถูกกันสิ” เด็กหญิงเท้าเอวเชิดปากน้อยๆ “แต่กว่าจะกระตุ้นความร้อนขึ้นมาได้นี่ยากเอาการเลยนะ ฉันยังใช้เวทย์แบบใหญ่ๆ ไม่ได้เลย เมื่อไหร่อาการสั่นของฉันจะหายไปสักทีนะ”
“บางทีมันอาจจะไม่หายไปหรอก”
“อะไร? ไหนก่อนหน้านี้นายบอกว่าอาการนี้แก้ได้ไม่ใช่เหรอ”
“ฉันแค่บอกว่ามันไม่เป็ปัญหา” มาร์โก้หันมาเผชิญหน้ากับเด็กสาวตรงๆ “แต่เื่การจัดการกับมันเป็เื่ยุ่งยากและฉันขอเวลาอีกหน่อย เชื่อใจฉันเถอะ เอเลน่า”
เอเลน่าสบตากับดวงตาสีดำสนิทของมาร์โก้อยู่หลายวินาทีก่อนจะหัวเราะออกมาจนมาร์โก้เลิกคิ้วอย่างประหลาดใจ
“ขำอะไรของเธอ”
“ขำที่นายพูดแบบจริงจังด้วยหน้าเปื้อนๆ แบบนั้นน่ะสิ”
“เปื้อน? หน้าฉันเปื้อนอะไรงั้นเหรอ” มาร์โก้ขมวดคิ้วก่อนจะถูใบหน้าตัวเอง
“น่าจะรอยเปื้อนดินสอน่ะ ทางซ้าย...ไม่ๆ ข้างจมูก ขึ้นไปอีกหน่อย...ว้า...” เอเลน่าบอกทางให้มาร์โก้เช็ดหน้าก่อนจะส่ายหัวอย่างอ่อนใจ “นี่แน่ะ มาร์โก้”
และก่อนที่จะทันยั้งคิด เอเลน่าก็ก้าวเข้าชิดร่างอีกฝ่ายและยื่นมือออกไปถูรอยเปื้อนที่ข้างจมูกของมาร์โก้ให้อย่างอ่อนโยนจนมันจางหายไป เด็กสาวยิ้มและตวัดตาขึ้นไปสบกับมาร์โก้ก่อนจะชะงัก เพราะอีกฝ่ายนั่นนิ่งราวกับแข็งค้างไปแล้ว เอเลน่าเองก็เพิ่งมารู้ตัวตอนนี้เองว่าตอนนี้ทั้งสองอยู่ใกล้กันเพียงคืบเดียวเท่านั้นเอง
“อ่า ขอโทษที”
เด็กสาวถอยกายออกมาเล็กน้อยก่อนจะหลบตาไปทางอื่น มาร์โก้เองก็เหมือนจะได้สติกลับมาในตอนนั้น เขารีบหันกลับไปและรวบรวมงานขึ้นมาถือเอาไว้ เอเลน่าอาศัยจังหวะเหล่มองไปยังอีกฝ่ายก่อนจะชะงักเมื่อพบว่าแก้มของเด็กชายนั้นแดงเรื่อ
‘หรือว่า หมอนี่ก็เขินสินะ’
เมื่อรู้ว่าไม่ได้เป็ฝ่ายเขินอยู่ฝ่ายเดียวเอเลน่าก็ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อยและทำทีเป็เดินไปช่วยมาร์โก้ต่อเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกของตัวเอง ดูท่าทางว่าด้านจิตใจของเอเลน่านั้นจะเติบโตไวกว่าร่างกายไปซะแล้ว ทั้งการได้รับมุมมองใหม่ๆ จากมาร์โก้อยู่ตลอด รวมไปถึงชีวิตก่อนหน้านี้ที่อยู่ในเกมการเมือง ในตอนนี้เธอจึงเรียนรู้ที่จะเปิดเผยบางอย่างและซ่อนบางอย่างเอาไว้อย่างชาญฉลาดเกินเด็กสาววัยเดียวกันไปเยอะแล้ว
“ตกลงแล้วนายจะทำอะไรกันแน่?”
“โลกนี้น่ะเกิดการต่อสู้อยู่ตลอด โดยเฉพาะพวกขอบนอกๆ ของทวีปกลาง” มาร์โก้พูดพลางค่อยๆ นำแผนที่ที่วาดเสร็จมาซ้อนกัน “ดังนั้นสภาพภูมิประเทศแถวนั้นจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่ถ้าเราเอาแผนที่มาซ้อนกันแบบนี้ละก็...”
มาร์โก้นำหมุดไม้ไผ่ตรึงแผ่นกระดาษทั้งหมดเข้าด้วยกันก่อนจะยกชูมันขึ้น เอเลน่ามองแผนที่ที่ซ้อนกันในมือของมาร์โก้ก่อนจะพบว่าแสงจากกองไฟที่เธอจุดขึ้นนั้นทะลุผ่านกระดาษที่ถูกทำให้ใสด้วยไขมันจนเห็นภาพจากกระดาษทุกแผ่นได้พร้อมๆ กัน กลายเป็ภาพแผนที่จากทุกยุคทุกสมัยไปแล้ว
“ทีนี้ก็จะใช้ข้อมูลตรงนี้ บวกกับประวัติศาสตร์ ฉันน่าจะพอคาดเดาที่อยู่ของสมบัติที่ยังไม่ถูกค้นพบก็ได้”
“แค่นี้จะพอเหรอมาร์โก้” เอเลน่าเอียง “ฉันหมายถึง...สมบัติพวกนั้นเป็ที่หมายตาของนักล่าสมบัติกับนักสำรวจมาหลายร้อยปีแล้ว แต่สมบัติที่ถูกค้นพบกลับมีแค่ชิ้นเดียวเองนะ นายคิดว่ามันจะง่ายขนาดนั้นเหรอ”
“ส่วนหนึ่งฉันก็หวังพึ่งโชคลางอยู่เหมือนกัน”
“อีกส่วนล่ะ?”
“อีกส่วนคือ มันน่าสนุกกว่าในห้องเรียนน่ะสิ”
“พูดอย่างนี้ทั้งๆ ที่นายให้ฉันนั่งเรียนแทนนายเนี่ยนะ”
“เอาน่า เธอไปนั่งเรียนเถอะ จะได้มีพื้นฐานเข้าไว้ เวลาฉันสอนจะได้ไวขึ้นหน่อย”
“เหอะ” เอเลน่าเชิดคาง “นายน่ะเอาแต่ขลุกอยู่ในห้องสมุดทั้งวันแบบนั้น จะบอกว่าแค่นั้นก็เก่งขึ้นได้งั้นเหรอ ถ้าเื่แบบนั้นเป็ไปได้จริงละก็โลกนี้คงมีห้องสมุดมากกว่าโรงเรียนไปแล้ว”
เมื่อพูดจบเอเลน่าก็ชะงักเนื่องจากมาร์โก้ยื่นมือออกมาข้างหน้า มานารอบตัวปั่นป่วนจากพลังเวทย์ของเด็กหนุ่มก่อนที่จะพากันเคลื่อนไหว เอเลน่าจับตาดูมานาพวกนั้นก่อนจะพบว่าพวกมันกำลังขมวดเป็เส้นและไหลเวียนด้วยรูปแบบของมานาแบบที่อาจารย์เพิ่งสอนให้วันนี้ ไล่ั้แ่รูปแบบมาตรฐานสำหรับการร่ายรวดเร็ว แบบวงกว้าง แบบหน่วงพลัง แถมมาร์โก้ยังมีรูปแบบต่างๆ ที่เธอไม่รู้จักอีกด้วย
มานารวมตัวอีกครั้งก่อนจะเร่งพลังงานจนลุกพรึ่บ เปลวไฟขนาดเท่าลูกบอลปรากฏเหนือฝ่ามือของมาร์โก้ก่อนจะเปลี่ยนรูปร่างเป็สุนัขเพลิงแล้วสลายหายไป มานาอีกกลุ่มรวมตัวลากเอาไอน้ำมารวมตัวกันเป็ก้อน ก่อนที่มาร์โก้จะจ่ายพลังเวทย์เพิ่มเข้าไป เพียงพริบตาลูกบอลน้ำก็จับแข็งกลายเป็ก้อนน้ำแข็งก้อนหนึ่งไปเป็ที่เรียบร้อย ซึ่งความคล่องแคล่วนี่ก็ทำเอาเอเลน่าอ้าปากค้างไปเลย
ทั้งควบคุมการไหลของสายมานา การแปลงสภาพพลังเวทย์และแปรรูปลักษณ์ที่ในชั้นเรียนยังไม่มีใครทำได้แม้แต่คนเดียว มาร์โก้กลับทำสำเร็จได้แบบไม่เปลืองแรงด้วยซ้ำ
“ไม่ต้องห่วง ยังไงซะฉันก็ต้องกลับไปเรียนอยู่แล้วล่ะ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้” มาร์โก้กล่าว “เอาล่ะ เธอกลับออกไปพักผ่อนได้เลย ฉันคงนอนในนี้แหละ”
“โอเค เจอกันตอนเช้านะ”
“ราตรีสวัสดิ์”
“ราตรีสวัสดิ์”
ห้วงมานาไหวกระเพื่อมเป็ระลอกเมื่อเอเลน่าถอนตัวออกไปจากลูกแก้ว มาร์โก้เหม่อมองจุดที่เด็กสาวเพิ่งหายไปเมื่อครู่อย่างเซื่องซึมก่อนจะถูจมูกเบาๆ
กลิ่นสบู่ล่ะ...
“ฮ้าวววว....”
เมื่อยามเช้าของวันใหม่มาเยือนพร้อมกับแสงแดดสีส้มอ่อน ร่างบางในชุดนอนก็พลิกตัวอย่างเกียจคร้านอยู่สองสามคราก่อนจะสั่งให้ตัวเองลุกขึ้นนั่ง เด็กสาวผู้ยังสะลึมสะลือเคี้ยวเส้นผมที่มุมปากเบาๆ ก่อนจะใช้นิ้วเกี่ยวมันออกไปและคว้าน้ำจากกระบอกข้างตัวมาล้างหน้าจนใบหน้านั้นเริ่มสดใสขึ้นมา
‘สองวันแล้วนะ....’
เด็กสาวเหม่อมองไปยังพื้นที่ห้องของมาร์โก้ที่อยู่ติดกันอยู่เนิ่นนาน สองวันมาแล้วที่เด็กชายคนนั้นออกมาเพื่อแค่ทำงานประจำวันของโรงแรมและกลับเข้าไปอยู่ในลูกแก้วเหมือนเดิม ตอนเช้าหลังจากไปถึงโรงเรียนก็ไปฝังตัวเองอยู่ในห้องสมุดจนถึงเย็น แม้แต่ตอนกลางวันก็ไม่ไปหาอะไรทานด้วยซ้ำ ดูเหมือนอะไรก็ตามที่เขากำลังคิดทำอยู่นั้นจะสำคัญมากและใกล้สำเร็จมาแล้วเช่นกัน
แต่แบบนี้เธอเองก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน เวลาเข้าไปฝึกในลูกแก้วด้วยกันตอนกลางคืนมาร์โก้ก็แทบจะไม่พูดอะไรกับเธอเลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่มายืนดูเธอใน่ท้ายๆ ของการฝึกโดยไม่พูดอะไรมากมายนัก แต่เขามีความคิดเห็นอย่างไรนั้นเอเลน่าก็ไม่สามารถอ่านออกได้เลยแม้แต่น้อย
เอเลน่าบิดตัวอีกรอบก่อนจะลุกออกจากเตียง วันนี้เป็วันว่างที่พวกเขาไม่มีวิชาเรียนทั้งคู่จึงตัดสินใจที่จะอยู่ที่โรงแรมนี้กันทั้งวัน แต่มาร์โก้ก็ไม่ได้บอกกับเธอเอาไว้ว่าให้เธอทำอะไรใน่เช้าที่ว่างๆ แบบนี้จนเอเลน่าออกแนวเคว้งเล็กน้อย
ไอ้ครั้นจะเข้าไปหามาร์โก้ในลูกแก้วนั่นทั้งๆ ที่ยังไม่ได้นัดกันก็กระไรอยู่ด้วยสิ
เด็กสาวเปลี่ยนชุดอย่างเหม่อลอยพร้อมกับคว้าริบบิ้นสีเทามารวบเรือนผมทองขึ้นเป็โพนี่เทลทิ้งปลายผมแตะเรี่ยๆ บริเวณกลางหลัง เด็กสาวเรียกกระจกน้ำขึ้นมาและหมุนตัวสำรวจร่างตัวเองในเงาสะท้อนก่อนจะสลายเวทมนตร์ไปด้วยความพึงพอใจ
‘หมอนั่นจะว่ายังไงนะ’
เด็กสาวจินตนาการถึงใบหน้าเนือยๆ นั่นที่ตะลึงค้างให้กับการเปลี่ยนทรงผมของเธอแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ บางทีหมอนั่นอาจจะตะลึงแบบนี้ก็คงจะดีหรอก
แล้วทำไมมันถึงดีล่ะ?
คำถามดังกล่าวเกิดขึ้นในหัวของเอเลน่าจนเ้าตัวชะงักไป เด็กสาวนิ่งค้างอยู่ชั่วขณะก่อนจะตัดสินใจเลิกครุ่นคิดเกี่ยวกับเื่พวกนี้และแหวกผ้าม่านเปิดออกไป วันว่างๆ แบบนี้บางทีเธออาจจะลองไปหามุมสวยๆ ในเมืองหย่อนใจบ้างท่าจะดี
“อรุณสวัสดิ์”
เสียงทักทายที่ดังขึ้นนั้นทำเอาเอเลน่าสะดุ้งแทบหลุดกรี๊ด เด็กสาวหันไปตามเสียงและพบว่ามาร์โก้นั่งอยู่ตรงบริเวณเตียงของเขา เด็กชายสบตากับเด็กสาวพร้อมรอยยิ้มประหลาดก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“นั่นเธอจะไปไหน”
“ฉัน...ก็กำลังจะไปเดินเล่นในเมือง” เอเลน่าตอบ “มีอะไรรึเปล่า” เธอถามกลับด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ แน่นอนว่าเธอไม่เคยเห็นรอยยิ้มแบบนี้ของมาร์โก้มาก่อนเลย
“ตามฉันมาในลูกแก้วก่อนเถอะ” มาร์โก้ยังคงอมยิ้ม
“โอเค”
เอเลน่าผงกหัวก่อนจะตามมาร์โก้เข้าไปในลูกแก้ว ทีแรกเธอนึกว่าเขาอย่างจะโชว์ผลลัพท์จากการวิเคราะห์แผนที่ตลอดหลายวันให้เธอดู แต่เมื่อเข้ามาในลูกแก้วแล้วเธอก็พบว่ตัวเองนั้นคิดผิด มาร์โก้เดินนำเธอไปยังพื้นที่ว่างและหันกลับมาเผชิญหน้ากับเธอตรงๆ
“วันนี้” เด็กชายพูดช้าๆ “ฉันจะฝึกเวทมนตร์ใหม่ให้เธอ”
“เวทมนตร์ใหม่?”
เอเลน่าเอ่ยทวนอย่างประหลาดใจพลางเริ่มปั่นสมองคิด เวทย์ใหม่ที่ว่าคืออะไร หรือจะเป็เกราะมานาที่เธอยังคงทำไม่เป็กันแน่
“เกราะมานา?”
“ไม่ใช่” มาร์โก้ส่ายหน้า “เป็เวทย์สำหรับเธอโดยเฉพาะเลยล่ะ”
“เวทย์ สำหรับฉันงั้นเหรอ?”
“ใช่” มาร์โก้พยักหน้าก่อนจะกดเสียงลงให้ขึงขังขึ้น “ทีนี้ เอเลน่า อย่าลืมตั้งสมาธิให้ดีด้วยล่ะ เพราะถ้าเธอพลาดล่ะก็ ผลกระทบของมันคงไม่ใช่เบาๆ แน่”
“ไม่ใช่เบาๆ เหรอ” เอเลน่าใจฝ่อเล็กน้อย ถ้าพูดถึงผลกระทบที่รุนแรงล่ะก็มันต้องหมายถึงเวทย์ที่ทรงพลังตามไปเหมือนเงาตามตัว แล้วมาร์โก้จะสอนเวทย์ระดับสูงให้เธองั้นเหรอ
“เป็อะไรไป” มาร์โก้จับสังเกตสีหน้าของเด็กสาวได้แทบจะในทันที
“ก็ นายจะสอนเวทย์ชั้นสูงให้ฉันสินะ” เอเลน่าบิดปลายนิ้วตัวเองเบาๆ “ฉัน...คิดว่าฉันไม่น่าจะฝึกไหวง่ายๆ หรอกนะ ทุกวันนี้แค่เวทย์พื้นฐานฉันยังต้องฝึกใหม่ทั้งหมดั้แ่ต้นเลย”
“อ๋อ ถ้าเื่นั้นไม่ต้องห่วงหรอก” มาร์โก้หัวเราะ “เพราะเวทย์ที่ฉันสอนน่ะ ถึงจะทรงพลังสุดๆ แต่มันก็เป็เวทย์ที่ฉันสร้างมาให้เธอใช้โดยเฉพาะ ไม่ต้องห่วงเื่ทำมันไม่ได้หรอก ห่วงเื่คุมไม่ให้มันทรงพลังเกินไปดีกว่า”
“เพื่อฉัน...โดยเฉพาะ?”
“ลงมือทำจะเข้าใจได้ง่ายกว่านะ” มาร์โก้ยิ้มบางๆ “เธอเตรียมตัวพร้อมรึยัง”
เอเลน่าสบตากับดวงตาสีนิลของเด็กชายเผ่ามนุษย์ตรงหน้าอยู่หลายวินาที และอย่างเคย ร่างกายและอารมณ์ของเด็กสาวค่อยๆ สงบลงอย่างมั่นคง มันเป็อย่างนี้มาั้แ่เมื่อครั้งที่พวกเขาคุยกันหลังจากคราวที่มาร์โก้ฟื้นขึ้นมาจากอาการาเ็แล้ว โดยที่ไม่รู้ตัว เอเลน่านั้นจะสงบจิตใจลงได้อย่างมากเมื่อพูดคุยกับมาร์โก้ และเธอนั้นเชื่อสิ่งที่อีกฝ่ายบอกเต็มที่โดยไร้ข้อกังขาอะไรเลยแม้แต่น้อย ซึ่งนั่นอาจเป็เพราะมาร์โก้เป็คนแรกและคนเดียวที่ทำลายกำแพงในจิตใจเธอลงไปได้สำเร็จก็เป็ได้
“โอเค ฉันพร้อมแล้ว”
มาร์โก้พยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ “งั้นก็เริ่มเลย ขั้นแรก แผ่พลังเวทย์ควบคุมมานารอบตัวซะ ไม่ต้องกว้างมาก ใช้พลังแค่3ใน10ก็พอ”
เอเลน่าแผ่พลังเวทย์ออกมาตามที่เด็กชายบอก พริบตานั้นมานาส่วนใหญ่ในรัศมีเกือบๆ 5เมตรก็ถูกควบคุมด้วยพลังเวทย์ของเอเลน่าทันที มาร์โก้ถอยกายออกมาเล็กน้อยและใช้ััเวทย์ตรวจเช็กผลลัพธ์นั้น ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เขาให้เอเลน่าเริ่มฝึกใหม่ั้แ่พื้นฐานเพื่อปรับปรุงคุณภาพของพลังเวทย์เธอก็จริง แต่ที่ได้มาเป็ผลพวงด้วยนั่นก็คือเื่ของปริมาณ แม้จะใช้พลังเพียง3ใน10แต่ปริมาณมานาที่เธอควบคุมนั้นยังมากกว่ายามที่มาร์โก้ใช้พลังครึ่งหนึ่งเสียอีก
‘สมกับเป็อาราธีร์ล่ะนะ’
หรือเราอ่อนซ้อมเองหว่า?
มาร์โก้เบะปากก่อนจะสะบัดหัวเบาๆ ไล่ความคิดไร้สาระออกไป เด็กชายรวบรวมมานากลุ่มเล็กๆ และบีบอัดมันเข้าด้วยกันจนพลังงานพุ่งขึ้นสูง อนุภาคมูลฐานของมานาเริ่มะโเข้าสู่ภาวะกระตุ้นอันไร้ซึ่งความเสถียรก่อนจะตกกลับลงมาสู่ระดับชั้นปกติพร้อมๆ กับปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแสงสเปกตรัมสีขาวนวล มาร์โก้สะบัดนิ้วเบาๆ ลูกบอลแสงขนาดจิ๋วนี่ก็วิ่งไล่ไปตามนิ้วเขา แทรกเข้าไปในกลุ่มมานาของเอเลน่า
“ตรงนี้ ตรงนี้ กับตรงนี้” มาร์โก้พูดขึ้นเมื่อลูกบอลแสงของเขาผ่านจุดที่มานาของเด็กสาวสั่นระริก “รู้สึกถึงมันได้สินะ”
“อื้อ” เอเลน่ารับคำ “สามจุดใหญ่ตรงนี้ กับอีกหกจุดเล็กรอบๆ”
“ดี” มาร์โก้สะบัดมือเบาๆ “ที่นี้ สร้างกระแสมานาไหลวนรอบตัว แล้วค่อยๆ ใช้กระแสพวกนั้นต้อนกลุ่มมานาที่กำลังสั่นให้มาอยู่รวมกัน”
“ต้อน?”
“ใช่ จินตนาการเหมือนว่าเป็ฝุ่นกลางสายลม ค่อยๆ พัดพาพวกมันไปจากทุกทาง ขั้นตอนนี้ไม่มีทริคอะไรมาก เธอต้องลองทำด้วยตัวเองแล้วใช้ร่างกายจดจำวิธีการที่ได้ผลเอา”
“...โอเค”
เอเลน่ารับคำก่อนจะค่อยๆ หลับตาลงและเปลี่ยนไปใช้ััเวทย์รับรู้โดยรอบแทนสายตาเพื่อเพิ่มสมาธิ เธอค่อยๆ ใช้มือน้อยทั้งสองควบคุมมานาให้ไหลตาม้า ขลุกขลักอยู่เล็กน้อยแต่ในที่สุดเธอก็รวบรวมกลุ่มก้อนของมานาที่กำลังสั่นทั้งหมดให้มาอยู่เบื้องหน้าเธอจนได้
“ผลักมันออกห่างเธอไปอีกนิด โอเค ประมาณนั้นแหละ”
“ทีนี้ บีบพวกมันเข้าหากันเป็ก้อน” มาร์โก้บอกพลางแอบร่ายเวทย์ไว้ข้างหลัง “สร้างเปลือกมานาทรงกลมล้อมรอบพวกมันแล้วบีบเปลือกนั้นให้เล็กลง แค่นั้นแหละ”
เอเลน่าสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะเริ่มลงมือตามที่มาร์โก้บอก เปลือกมานาห่อหุ้มและค่อยๆ หดตัว และเหมือนกับมานาข้างในกำลังต่อต้าน แรงสั่นของมันรุนแรงมากขึ้นจนปลายนิ้วของเอเลน่าแทบจะสั่นตามไปด้วย ทั้งๆ ที่เธอเพิ่งจะบีบพวกมันเข้าไปเล็กน้อยเท่านั้น
การสั่นนี่อีกแล้ว
เด็กสาวเม้มปากแน่น หัวใจกระตุกวูบๆ จนปลายนิ้วเย็นเฉียบ อาการแปลกประหลาดที่ทำร้ายชีวิตทั้งหมดของเธอยังคงตามมาหลอกหลอน ภาพจำสมัยที่ยังอาศัยอยู่ในปราสาทก็ผ่านเข้ามาในหัว เอเลน่าที่ผ่านการตรวจอาการจากแพทย์คนที่เท่าไหร่ไม่รู้ที่ตระกูลเชิญมานั่งอย่างหมดหวังอยู่หน้าประตูห้องโถง รับฟังพ่อแม่กระซิบพูดคุยกับหมอท่านนั้น
“อาการสั่นนี่รักษาไม่หาย มันติดตัวเธอมาั้แ่เกิด และจะติดไปตลอดชีวิตราวกับคำสาป...”
หัวใจเด็กสาวกระตุกวูบอีกครั้ง เธอรู้สึกได้ถึงน้ำตาที่เริ่มรื้นขึ้นมาด้านใน ความหวาดกลัวเริ่มเข้าเกาะกุมจิตใจของเธอจนหมดสิ้น ท่ามกลางความมืดมิดนั้น เด็กสาวพลันรู้สึกว่าตัวเองนั้นช่างโดดเดี่ยวเสียเหลือเกิน
“เอเลน่า”
เสียงเรียกแ่เบาทว่าอ่อนโยนดังขึ้นข้างตัวอย่างกะทันหันจนเอเลน่าสะดุ้ง เด็กสาวหันขวับไปข้างตัวและพบว่ามาร์โก้นั้นยืนอยู่ข้างๆ เธอั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ เด็กชายสะบัดมือเบาๆ เกราะมานาบางๆ รูปหกเหลี่ยมอันเป็เอกลักษณ์ก็พุ่งเข้ามาห่อหุ้มร่างของเด็กสาวเอาไว้
“ไม่ต้องกลัวผลสะท้อนหรอกน่า ฉันกางเกราะให้แล้ว”
“ไม่ ไม่ใช่ผลสะท้อน” เด็กสาวแทบจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่แล้ว “แต่มันสั่น มาร์โก้ เวทย์นี่ไม่สำเร็จแน่ๆ ถ้ามันยังสั่นกันอยู่แบบนี้ คนอย่างฉันน่ะ...”
เมื่อเอเลน่าพูดจบเธอก็พบว่าปฏิกิริยาตอบรับของเด็กชายนั้นไม่เหมือนกับที่เธอคิดแม้แต่น้อย กลับกันนั้นมาร์โก้อ้าปากค้างก่อนจะตบหน้าผากตัวเองเพี๊ยะใหญ่
“ยายบ้าเอ๊ย ยังกลัวเื่ไม่เป็เื่อยู่นั่นแหละ” เด็กชายถอนใจเฮือกก่อนจะชี้นิ้วไปข้างหน้า “ดูสิ่งที่เกิดขึ้นให้เต็มตาซะก่อนเถอะ”
เอเลน่าขมวดคิ้วก่อนจะหันไปตามที่มาร์โก้ชี้ และภาพที่เธอเห็นนั้นก็กลับกลายเป็ภาพที่เด็กสาวไม่มีวันลืมไปได้แม้จะผ่านเวลาจากนี้ไปอีกกี่สิบปีก็ตาม ตรงจุดนั้น ท่ามกลางกลุ่มก้อนของมานาที่สั่นระริกนั้นเด็กสาวก็ได้เห็นประกายแสงสว่างวูบวาบอยู่ตรงกึ่งกลาง บัดเดี๋ยวดับ บัดเดี๋ยวโผล่มาใหม่อยู่อย่างนั้น
“นั่นอะไรน่ะ”
“มานาที่เป็เชื้อเพลิงกำลังได้รับพลังงานมากเกินไปจนมันเริ่มปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบอื่น นี่แค่ขั้นเริ่มต้นเท่านั้นแหละ” มาร์โก้บอก “เอาล่ะ บีบพวกมันเข้าให้มากกว่านี้สิ”
บางอย่างในน้ำเสียงของเด็กชายเหมือนสร้างความอบอุ่นขึ้นกลางร่างกายของเอเลน่าอย่างน่าประหลาด เด็กสาวหันกลับไปข้างหน้าและสูดลมหายใจเข้าลึกสุดปอด นิ่งค้างรวบรวมพลังอยู่ชั่วขณะก่อนจะเริ่มบีบมันอีกครั้ง
แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น
มานาของเอเลน่าสั่นอย่างรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ ก่อนจะเปล่งแสงสว่างวาบพร้อมกับเสียงลั่นเปรี๊ยะ และวินาทีต่อมาเปลวไฟสีเหลืองเขียวก็พลันลุกโหมขึ้นต่อหน้าของเด็กสาวผู้ที่บัดนี้อ้าปากค้าง
“สวยจัง”
เปลวไฟสีเขียวสะบัดอย่างเชื่องช้าทว่าแผ่ความร้อนที่ไม่น่าดูแคลนออกมารอบๆ เอเลน่าพิจารณาลูกไฟตรงหน้าของตัวเองก่อนจะกลืนน้ำลายเบาๆ เปลวไฟสีออกเขียวจะเกิดก็ต่อเมื่อใช้มานาเป็เชื้อเพลิงในการเผาผลาญ ซึ่งจะให้ไฟที่รุนแรงกว่าไฟปกติทว่ากินพลังเวทย์มากขึ้นเป็เงาตามตัว ดังนั้นนี่จึงเป็เวทย์ชั้นสูงที่เธอยังไม่เคยฝึกสำเร็จมาก่อนเลย
แต่ตอนนี้เธอกลับทำมันสำเร็จได้อย่างง่ายดายซะงั้น!
เอเลน่าค่อยๆ ถอนพลังเวทย์ออกมาจนลูกไฟสีเขียวเริ่มเล็กลงจนกระทั่งสลายหายไป เด็กสาวระบายลมหายใจออกมายาวๆ ก่อนจะหันไปหามาร์โก้ และพบว่าอีกฝ่ายส่งยิ้มบางมาให้เธอก่อนแล้ว
“เป็ไงบ้าง เอเลน่า”
“สุดยอดเลย” เด็กสาวลูบขนแขนที่กำลังลุกให้กลับเป็ปกติ “เวทย์ไฟระดับนี้ฉันไม่เคยใช้ได้มาก่อนเลย นายรู้ได้ยังไงน่ะว่าฉันจะทำได้”
“อาการสั่นของมานาของเธอน่ะมันคุ้นๆ ั้แ่ฉันเห็นแล้ว พอลองนึกดูดีๆ ฉันถึงนึกออกมาความคุ้นนั่นมันมาจากไหน”
“จากไหนเหรอ”
“จากตอนที่ฉันเห็นอาจารย์เมอดีลร่ายเวทย์” มาร์โก้ตอบ “ตอนที่เอล์ฟร่ายเวทย์น่ะมานามันจะออกอาการแปลกๆ ด้วยตัวของมันเองเหมือนกับมานาของเธอเลยล่ะ เหมือนกับเป็เจตจำนงของมานาหรืออะไรทำนองนั้น”
เด็กชายหยุดพูดก่อนจะสะบัดมือไปข้างตัวก่อนจะร่ายเวทย์สร้างเปลวไฟสีเขียวแบบของเอเลน่าลูกเล็กๆ ขึ้นมาเหนือฝ่ามือ “ฉันเองก็สร้างไฟแบบนั้นได้ แต่การจะสร้างน่ะต้องบีบอัด ต้องสั่น และเติมเชื้อเพลิงต่อเนื่อง ซึ่งขั้นที่ยากที่สุดก็คือการสั่นพวกมันซึ่งจะเปลืองพลังเวทย์ แต่มานาของเธอน่ะมันสั่นด้วยตัวเองอยู่แล้ว ยิ่งรวมจุดที่สั่นเข้าด้วยกันก็ยิ่งสร้างการสั่นที่รุนแรง เพราะฉะนั้นลำพังแค่เธอบีบมันนิดหน่อยมันก็ลุกพรึ่บขึ้นมาได้แล้ว”
“มานาของฉัน เหมือนกับของเอล์ฟงั้นเหรอ”
“ใช่ คุณสมบัติพิเศษส่วนบุคคล” มาร์โก้พยักหน้า “ก็เหมือนกับพรจากพระเ้านั่นแหละ”
หางตาเอเลน่าอุ่นขึ้นจนเด็กสาวต้องแสร้งเบือนหน้าหนีและแอบเช็ดน้ำตาออกไปพร้อมกับข่มเสียงสะอื้นเอาไว้สุดความสามารถ คงไม่มีใครคาดเดาได้ว่าในตอนนี้เธอนั้นมีความสุขมากมายถึงเพียงไหน หลายต่อหลายปีที่เธอต้องถูกสิ่งที่เป็เหมือนคำสาปนี่พันธนาการเอาไว้และฉุดลากเธอลงมายังจุดที่ตกต่ำที่สุดในชีวิต มาร์โก้กลับช่วยเหลือเธอขึ้นมาจากห้วงแห่งความสิ้นหวังนั่น ไม่ใช่แค่ในเื่ของพลังเวทย์ แต่รวมไปถึงาแในใจของเด็กสาวด้วยเช่นกัน
“ขอบใจนะ มาร์โก้” เอเลน่าพยายามอย่างยิ่งไม่ให้เสียงของตัวเองสั่นเครือ “ปลดเกราะมานาของนายได้แล้วมั้ง เปลืองพลังเวทย์แย่”
“หา เื่สิ” เด็กชายแยกเขี้ยว “ไอ้ตะกี๊น่ะแค่เริ่มต้น เดี๋ยวเราฝึกอีกเวทย์กันต่อ”
“เอ๋ อีกเวทย์”
“ใช่ อีกเวทย์หนึ่ง” มาร์โก้ยิ้มกริ่ม “ถ้าฉันเดาไม่ผิดเธอน่าจะใช้มันได้ เป็เวทย์ระดับสูงมากๆ จนฉันเองยังอิจฉาเลยล่ะ”
และก่อนที่เอเลน่าจะทันได้ตอบอะไรมาร์โก้ก็ชิงร่ายเวทย์ เกราะมานาที่หนาและเรียงตัวกันซับซ้อนกว่าเดิมหลายเท่าก่อตัวขึ้นรอบร่างของทั้งสองก่อนจะถูกมาร์โก้เสริมความแข็งแกร่งเข้าไปอย่างต่อเนื่อง
“เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ เอเลน่า” มาร์โก้ไม่ยิ้มอีกต่อไปแล้ว “การฝึกนี้ไม่ง่ายแบบเวทย์ไฟตะกี๊หรอกนะ”
“แฮ่กแฮ่กแฮ่ก!!”
เสียงหอบหายใจหนักหน่วงของเด็กทั้งสองประสานก้องไปในลูกแก้วทึบ เอเลน่านั้นดูจะหอบหนักกว่ามาร์โก้อยู่เยอะ เด็กสาวทิ้งตัวลงคุกเข่าพลางหอบหนักจนแก้มกลายเป็สีชมพู เหงื่อหยดเล็กไหลเต็มใบหน้าและแผ่นหลังจนร่างกายเธอชุ่มไปหมด
มาร์โก้เองก็ยังดูดีกว่าแค่เล็กน้อย เด็กชายยืดอกเพื่อเพิ่มพื้นที่ปอดและค่อยๆ หายใจ สูดลมหายใจเข้าให้เร็วและลึกที่สุดก่อนจะระบายออกมาทางปากยาวๆ เมื่อใช้การหายใจแบบสงวนออกซิเจนไว้ในตัวไม่นานเขาก็เริ่มหายจากการเหนื่อยหอบก่อนจะหันไปดูรอบๆ
“เละเทะชะมัด” เด็กหนุ่มถึงกับบ่นออกมา
สภาพในลูกแก้วตอนนี้เละเทะจริงๆ อย่างที่มาร์โก้ว่า ข้าวของที่มาร์โก้จัดไว้เป็ระเบียบตอนนี้กระจายเกลื่อนกลาด (ยังดีที่ไม่มีของสำคัญพังไป) พื้นที่เคยราบเรียบบัดนี้ก็เกิดหลุมบ่อเล็กใหญ่เต็มไปหมด บางแห่งเกรียมดำและยังคงมีควันลอยออกมาให้เห็นจางๆ มาร์โก้กวาดตาดูสภาพพื้นที่ตลบหนึ่งก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ความแรงก็สมกับเวทย์นี้ล่ะนะ แต่เื่ความแม่นยำนี่เธอต้องฝึกอีกเยอะ”
“มัน..คุมยาก...จะตายไป” เอเลน่าพูดหอบๆ “แล้วไอ้เวทย์นี่น่ะ มันเทียบเท่าเวทย์ระดับ5หรือ6เชียวนะ”
“การหมุนกระแสของเธอมันไม่ต่อเนื่อง” มาร์โก้พูดพลางเริ่มลงมือเก็บของ “สำคัญที่จินตนาการ เอเลน่า จินตนาการเท่านั้น กระแสกำลังไหลแบบไหน เธอจะดึงส่วนไหนออกมาโจมตีทางไหน แล้วส่วนที่เหลือจะหมุนต่อไปทางไหน ฝึกจินตนาการในหัวบ่อยๆ ระหว่างที่ว่างมันจะช่วยเธอได้เยอะ”
“โอเค” เด็กสาวพยักหน้ารับ “แล้วมีจุดไหนอีกที่ฉันต้องปรับปรุง”
“....ก็ เื่ของความรุนแรง” มาร์โก้กุมคาง “เธอใช้เวลาหน่วงมากเกินไปในการ “ยิง” แต่ละครั้ง ถึงจะรุนแรงแต่ก็คาดเดาได้ง่ายเกินไป รวบรวมพลังให้เร็วและเยอะกว่านี้ใน่สั้นๆ ่แรกก็ประมาณนี้แหละ แต่ที่เธอขาดมากที่สุดก็คือประสบการณ์สู้จริงมากกว่า”
“จริง” เอเลน่ายอมรับอย่างว่าง่าย “ดูท่าทางเื่นี้แหละที่นายจะต้องฝึกให้ฉันหนักที่สุด”
“อ่า เพราะงั้นฉันถึงจะเปลี่ยนแผนหน่อย”
“เปลี่ยนแผน?”
“ใช่” มาร์โก้หยุดเพื่อส่งพลังเวทย์ออกไปตรวจสอบนอกลูกแก้วรอบหนึ่ง “ใกล้เที่ยงแล้ว เดี๋ยวเราไปพักผ่อนหาอะไรกินให้เรียบร้อยแล้วเดี๋ยวเราไปโรงเรียนกัน”
“ไปโรงเรียน? แต่วันนี้ไม่มีคาบนี่”
“ไปหาอาจารย์คนหนึ่งน่ะ” เด็กชายมองหัวที่กระเซอะกระเซิงของเอเลน่าก่อนจะหัวเราะเบาๆ จนเด็กสาวหน้าแดงวูบ
“อย่าหัวเราะสิ” เอเลน่าบ่นงุด “ก็ใครใช้ให้นายสะท้อนเวทย์ฉันกลับมาแบบนั้นล่ะ เล่นซะริบบิ้นขาดเลย”
“อ่า งั้นเอานี่ไปแทนคำขอโทษก็แล้วกัน”
เด็กชายคว้าอะไรบางอย่างจากกล่องไม้และโยนมาทางเอเลน่า เด็กสาวเอื้อมมือไปรับมันเอาไว้และพบว่าสิ่งนั้นคือริบบิ้นสีแดงเส้นใหญ่ มาร์โก้ยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“เธอน่าจะเข้ากับสีแดงมากกว่าเทานะ”มาร์โก้บอก“แล้วผมทรงนั้นก็ดูเข้ากับเธอดีด้วย”
“อื้อ ขอบใจนะ”
เอเลน่ากุมริบบิ้นสีแดงอันนั้นไว้แน่นก่อนจะขอตัวออกไปพักผ่อนด้านนอก เมื่อออกมาจากลูกแก้วได้เด็กสาวก็พุ่งกลับเข้าไปในห้องตัวเองสุดฝีเท้าและโดดผลุงลงเตียง แก้มทั้งสองเห่อแดงจนใบหน้าร้อนวูบวาบ เด็กสาวพลิกตัวนอนหงายมองดูเพดานห้องอย่างเหม่อลอย ริบบิ้นสีแดงกำแน่นอยู่ในมือเหนืออกข้างซ้ายที่บัดนี้หัวใจเต้นตุบๆ ราวกับมันอยากจะโดดออกมาจากหน้าอกเสียให้ได้
วินาทีนั้นเอง เอเลน่าก็พลันเข้าใจความรู้สึกของใจเธอในที่สุด
‘เรา...ชอบหมอนั่นเข้าแล้วสินะ’
เด็กหญิงเอเลน่าาาา อยากให้ถึงโมเม้นต์เลิฟๆของคู่นี้จังเลยนะครับ(55555)
เวทย์หลักของเอเลน่าคืออะไรเราจะไปเฉลยกันในตอนหน้านะครับ แต่บอกเลยว่าเถื่อนแน่นอนครับ เนื่อเื่ การต่อสู้่แรกๆนี่ก็จะมีเอเลน่าเป็ตัวดาเมจหลักเลยล่ะครับผม
เอาจริงๆมาร์โก้ก็เก่งนะครับ เก่งกว่าเด็กคนอื่นๆเยอะเลย แต่เอเลน่านั้นมีพร์อยู่กับตัวแถมยังได้มาร์โก้ช่วยสนอให้เลยพัฒนาได้เร็วกว่า มาร์โก้เองก็้าเวลามากกว่านี้อีกสักพักแหละครับถึงจะเริ่มเถื่อนตามขึ้นมา
ปล. กลิ่นสบู่ที่มาร์โก้ได้กลิ่นจากมือของเอเลน่ามาจากไหนน้าาาา พวกที่ไม่ได้อ่านตอนที่แล้วก็สงสัยกันต่อไปนะครับ 55555