รถยนต์คันหรูแล่นไปตามถนนคอนกรีตที่ทอดยาวขนานกับชายฝั่ง สายตาของชายหนุ่มบนเบาะหลังทอดออกไปนอกหน้าต่าง มองเกลียวคลื่นที่ซัดกระทบฝั่งสลับกับแนวต้นมะพร้าวที่ไหวเอนรับลมทะเลในบ่ายคล้อย ก่อนที่เครื่องยนต์สี่ล้อจะค่อย ๆ ชะลอความเร็วและจอดนิ่งอยู่ที่ท่าเรือท้องถิ่น
ชายหัวเกรียน คิ้วคม ในชุดสูทดำก้าวลงมาจากฝั่งคนขับ แล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูให้เ้านายของตน เขาคือ ‘ภูผา ศิลารักษ์’ ทายาทของเ้าของอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของประเทศ ก่อนเ้าตัวจะก้าวเท้าที่สวมรองเท้าดำพื้นหนาลงมาจากรถ พร้อมถอดแว่นกันแดดออก เผยให้เห็นั์ตาเ็า ก่อนจะกวาดมองเรือโดยสารที่จอดเรียงรายอยู่ตรงท่า สองเท้าก้าวตามลูกน้องที่หยิบกระเป๋าเดินทางจากท้ายรถขึ้นมาถือไว้ในมือ
“อ้าวทางนี้ ขนขึ้นได้เลย!” ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนจะเป็เ้าของเรือร้องเรียก
“เคป๋า ขอบใจ” ลูกน้องของภูผาตอบรับ ก่อนจะหันกลับมาเตือนเ้านายเสียงเรียบ
“ระวังนะครับคุณภู”
ภูผาพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนก้าวขึ้นเรือสองชั้นสภาพพอใช้ได้ด้วย
ความระมัดระวัง สำหรับภูผา นักธุรกิจหนุ่ม วัย 27 ปี เ้าของใบหน้าเรียบนิ่ง นี่คือการกลับมาที่เกาะบ้านเกิดครั้งแรกในรอบหลายปีของเขา—การกลับมาที่เขาไม่ได้ปรารถนาเลยแม้แต่น้อย หากแต่เป็คำสั่งของปู่ ที่้าขยาย
ธุรกิจของครอบครัว โดยให้เขามาไล่ซื้อที่ดินของชาวบ้าน เพื่อนำไปสร้างเป็รีสอร์ตหรูริมทะเล และที่สำคัญหนึ่งในที่ดินเ่าั้ มีที่ดินของตาเขาด้วย
“คุณภูครับ เป็ยังไงบ้างครับ?” เสียงทักดังขึ้นทันทีที่เท้าของเขาแตะพื้นท่าเรือ เ้าของเสียงคือชายหนุ่มผิวแทน รูปร่างล่ำสันในเสื้อฮาวายลายดอกและกางเกงขาสั้น ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะรับกระเป๋าจากลูกน้องหัวเกรียนไปถือไว้
“ก็สบายดี นายล่ะ?” ภูผาถามเสียงเรียบ
“ก็ดีครับ ทางนี้ครับ เดี๋ยวเราจะขึ้นรถแล้วก็เอาของไปเก็บที่ที่พักก่อน แล้วตอนเย็น ๆ อาจจะออกมาเดินดูบรรยากาศในหมู่บ้าน” “ไกลไหม?”
“ที่พักไม่ไกลมากครับ สักประมาณห้า...”
“ฉันหมายถึง...ที่พักกับบ้านตาฉันน่ะ” อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อย ก่อนตอบกลับเสียงอ้อมแอ้ม
“อ อ๋อ ก็ไม่มากครับ ที่พักของเราอยู่ติด ๆ กันกับบ้านคุณภูเลย”
“...บ้านฉันหรอ” เสียงเอ่ยแ่เบาของภูผาทำให้ธัชชัยเหลือบมองเขาอย่างเงียบ ๆ แต่แทนที่จะขยายความ เขากลับเปลี่ยนเื่ทันที
“เอ้อ! แต่ที่นี่อาหารทะเลอร่อยสุด ๆ เลยนะครับคุณภู น้ำจิ้มก็เด็ด!
ผมพึ่งมาอยู่ได้อาทิตย์เดียวเองนะ แต่กินจนติดใจไปหมดแล้ว” เขาว่าพลางยกนิ้วโป้ง “อย่าให้รู้ว่ามัวแต่เที่ยวเล่นอย่างเดียวละกันธัช”
“แหะ ๆ ครับคุณภู” ธัชชัยยิ้มแหย ๆ “เอ้อนี่ พี่นง! ถึงรถแล้ว กลับไปได้เลย.. เดี๋ยวทางนี้ดูแลคุณภูต่อเอ๊งงง”
“เออ.. ฝากด้วยละกันไอธัช” ทนงศักดิ์พยักหน้ารับ ก่อนหันกลับมา
มองภูผา “ถ้ามีอะไรโทรหาผมได้ตลอดนะครับ”
“ขอบใจมากนะ กลับดี ๆ”
“ครับ” ชายหัวเกรียนก้มหัวให้เ้านายเล็กน้อยก่อนจะหันหลังกลับ
“นี่พี่! ฝากบอกป้าติ๋มด้วยนะว่ากับข้าวที่นี่อร่อย ไม่ต้องห่วง”
“เอ้อ”
“เออแล้วฝากบอกดาวด้วยนะ เดี๋ยวฉันกลับ ถ้าโดดเรียนล่ะเจอแน่!”
“เอ้อ!! มีอีกมั้ยห้ะ ไอ้ธัช!??” “แค่นี้ล่ะพี่!” ธัชชัยหัวเราะร่า
ภูผาถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนเดินไปเปิดประตูรถ
“เอ้าคุณภู อย่าพึ่งเครียดสิคร้าบ มาทะเลทั้งที ผมว่าคืนนี้เนี่ยเราป-”
“นอน”
“อ อ่าว” ธัชชัยรีบเปิดประตูเข้ามานั่งหลังพวงมาลัย ในฐานะสารถี
อย่างไว เพราะไม่อยากให้เ้านายหนุ่มอารมณ์เสียซะก่อน
“ไหงงั้นล่ะครับ นาน ๆ เราจะได้มาทั้งที”
“ธัช..”
“....” ธัชชัยเงียบ รอฟังคำพูดเ้านายหนุ่มอย่างใจจดใจจ่อ
“ไปได้แล้ว”
“โห่ววว คุณภูวว” เสียงโอดครวญของธัชชัยดังขึ้นขณะที่รถยนต์เอสยูวีคันหรูที่สุดบนเกาะแล่นออกไปบนถนนลูกรัง มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านริมทะเล...
.
.
.
.
.
ผมชื่อภูผา "ศิลารักษ์" นั่นเป็นามสกุลของคุณปู่ เ้าของบ้านที่ให้ผมพักอาศัยั้แ่อายุ 13 หลังจากย้ายออกจากบ้านไม้ริมทะเลที่หมู่บ้านท่าแล บนเกาะพุตัง จังหวัดภูเก็ต แต่จะเรียกว่าบ้านก็คงไม่ถูกนัก เพราะที่นี่คือคฤหาสน์หลังใหญ่ ต้องเรียกว่าคุณปู่คือ "เ้าของคฤหาสน์ศิลารักษ์" ถึงจะถูก
เด็กชายวัย 14 ปี นั่งลงกับโต๊ะ บรรจงเขียนตัวอักษรทีละตัว พยายามเรียบเรียงความคิดออกมาให้เป็ถ้อยคำที่สละสลวยและน่าอ่านที่สุด
แต่เอาจริง ๆ ถึงมันจะดูดีกว่าชีวิตก่อนหน้านี้มากแค่ไหน แต่ผม กลับคิดถึงชีวิตเมื่อก่อน ที่ได้วิ่งเล่นอยู่ริมทะเล มองดูหาดทรายสีขาว เพราะตอนนี้ผมไม่มีความสุขเลย คิดถึงเมื่อก่อน ่เวลาที่ได้ยิ้ม ได้หัวเราะ กับน้อง ได้อยู่ในบ้านที่มี ก๊วย ตา ยาย และแม่ ตอนนี้ผมรู้สึกโดดเดี่ยว เหลือเกิน
"ฮึก... แม่ครับ ผมคิดถึงแม่จัง..."
หยดน้ำตาไหลลงมาขณะที่ในห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงสะอื้นของเด็กชายสะท้อนอยู่ในบรรยากาศที่ว่างเปล่า
ชีวิตประจำวันของผมนับั้แ่มาอยู่ที่นี่ คือการเรียนพิเศษตามตารางที่คุณย่าจัดเตรียมไว้ให้หมด คุณปู่เป็คนเคร่งขรึม จริงจัง ส่วนคุณย่าก็ระเบียบจัด หากทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ ท่านก็จะหาครูมาสอนทันที ท่านบอกว่า “อยู่ในตระกูลผู้ดี ต้องทำตัวให้สมกับเป็ผู้ดี”
.
.
“หึ กิริยามารยาท เหมือนไม่มีคนสั่งสอน..” เสียงเ็าของชายวัยกลางคนทำให้เด็กชายตัวแข็งทื่อ คำพูดนั้นบันทึกลงในเซลล์ประสาทของเขาอย่างลึกซึ้ง สายตาที่จ้องมองมาด้วยความรังเกียจ ทำให้เขาต้องก้มหน้าหลบด้วยความหวาดกลัว มือที่กำกันแน่นเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ
“คุณคะ..” คุณนายของบ้านในชุดเดรสสีแดงเืหมูที่ยืนกอดอกอยู่ก่อนแล้ว หันกลับไปจ้องหน้าสามีพลางยืนบังเด็กชายไว้
“เดี๋ยวดิฉันจัดการเอง อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ จำไม่ได้หรือคะ?”
“..งั้นก็ตามใจคุณละกัน!” คุณท่านถอนหายใจแรง เมื่อรู้ว่าสู้อำนาจนางพญาของบ้านไม่ได้ จึงได้แต่พูดปัดก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกไป
คุณนายโสภาหันกลับมามองหน้าหลานชาย ก่อนจะเอ่ยต่อ
“ฉันจะหาครูมาสอนเธอเอง หลาย ๆ เื่ที่สำคัญในการอยู่ที่นี่และในสังคม หวังว่าเธอจะตั้งใจเรียน เข้าใจไหม?”
“เข้าใจครับ..”
.
.
ปากกาลูกลื่นในมือถูกวางลง เมื่อนึกถึงภาพเหตุการณ์ที่เหมือนพึ่งจะเกิดขึ้น แก๊งง!! เสียงแก้วสแตนเลสตกพื้น ดึงสติให้เด็กชายหลุดจากภวังค์ความคิด ก่อนจะหันไปเจอกับ "เมี๊ยวว~" เ้าแมวสีดำขนสั้นรูปร่างปราดเปรียวมองมาด้วยดวงตากลมใส แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“คุณภูเป็อะไรมั้ยครับ!!?” ธัชชัย เด็กชายวัย 15 ปี รีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามาในห้องของภูผาที่ประตูแง้มเปิดอยู่ ด้วยความร้อนรน หลังจากได้ยินเสียงดัง ผ่านกระดานไม้ลงไปชั้นล่าง
“ไอ้ดำ..” ตายแล้ว ไอ้ลูกแมวดำ ตัวที่เขาพึ่งแอบเก็บมาจากข้างทางทำเื่ซะแล้ว
“หือ..แมวธัชหรอ?” ภูผายกเ้าแมวดำขึ้นด้วยสองมือ
“อ เอ่อ คือว่า...คือผมแอบเก็บมาครับ!!”
“ถ้าคุณภูไม่ชอบ!! ผมจะเอาไปให้พ่อเลี้ยง แต่อย่าทำอะไรมันนะครับ”
“อะไร? ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย ถ้าไปให้พ่อ ก็ลำบากพ่อนายเปล่า ๆ ธัชเป็คนเก็บมาไม่ใช่หรอ?”
“ค ครับผมเก็บมา”
“งั้นธัชก็เลี้ยงไปสิ เราไม่ได้ว่าอะไร” ภูผานั่งลูบหัวเ้าแมวดำขี้อ้อนที่เอาแต่คลอเคลียตรงฝ่ามือ แววตาเป็ประกายประหนึ่งกำลังขอความเมตตา
“ไม่ธัช เราเปลี่ยนใจแล้ว เราจะเลี้ยงแมวตัวนี้เอง นายตั้งชื่อไว้หรือยัง”
“เอ่อ ยังครับ”
“งั้นเราตั้งเอง อืม..” สายตาคมมองไปที่แก้วบนพื้น เด็กชายธัชชัยได้แต่เกาหัวแกรก ๆ งงกับเ้านายตัวเอง “เรานึกออกแล้ว...ชื่อเก็กฮวยละกัน” ‘เอ้..น้ำเก็กฮวยนี่สีดำหรอวะ?’
“เอ้อธัช” “ค ครับ”
“ไปหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดน้ำด้วย เดี๋ยวพื้นห้องเราจะเหนียว”
“โอเคครับคุณภู” เด็กชายตัวสูงรีบวิ่งลงบันได้ไม้ไปเสียงตึงตัง ทำให้ภูผาได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ “ระวังล้มนะธัช!!” ธัชชัยโตกว่าเขาก็จริง แต่ก็ยังทำตัวเหมือนเด็กไม่มีผิด
“เมี๊ยวว~” เสียงใสเอ่ยเรียกเ้านายใหม่ที่ติดกับดักเธอเข้าอย่างจัง ปิ๊ง ๆ
บ้านไม้สีขาวหลังนี้ คือบ้านเล็ก เป็บ้านที่ผมอาศัยอยู่ั้แ่ที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ เพราะคุณปู่ไม่อนุญาตให้ผมอยู่ในบ้านใหญ่ ความจริงคุณย่าเตรียมห้องไว้ให้ผมแล้ว แต่หลังจากที่คุณปู่พูด ผมก็รู้สึกว่า ตัวเองน่าจะเหมาะกับการอยู่บ้านหลังเล็กเสียมากกว่า และผมก็น่าจะสบายใจกว่าการต้องอยู่ร่วมชายคาเดียวกับคุณปู่ ผมจึงบอกคุณย่าว่าผมจะอยู่บ้านไม้สีขาวหลังนี้ ซึ่งก็จริงอย่างที่ผมคิด มันสบายใจกว่าจริง ๆ คุณย่าบอกผมว่า ทุกเย็นจะต้องมาทานข้าวในบ้านใหญ่ เผื่อจะมีเื่สำคัญอะไรไว้พูดคุยบ้าง ส่วน่เวลาอื่นอยากอยู่ที่ไหนก็อยู่ไป แต่คุณย่ากำชับว่า เวลาอาหารเย็น ต้องมาให้ตรงเวลา ห้ามให้คนอื่นรอเด็ดขาด จนถึงตอนนี้ผมก็อยู่ที่นี่มาได้หลายเดือนแล้ว คิดถึงบ้านไม้ริมทะเลเหลือเกิน บ้านหลังนี้เหมือนเป็สถานที่พักพิงที่ทำให้คิดถึงที่นั่นได้เสมอ ผมรู้สึกโชคดีจริง ๆ ที่ยังมีบ้านสีขาวหลังนี้ บ้านหลังที่แม่เคยอยู่
หากจะพูดถึงคำว่า ‘บ้านของฉัน’ สำหรับผมแล้วแน่นอนว่าก็ต้องเป็บ้านไม้สีขาวหลังนี้ เพราะเป็ที่พักพิงในยามที่รู้สึกอ้างว้าง และ
แคว๊กก..
“เห้ออ... เราจะเขียนเรียงความแบบนี้ไปส่งคุณครูจริงหรอ?”
เรียงความหัวข้อ "บ้านของฉัน" ที่เขาตั้งใจจะเขียนให้ดี แต่กลับกลายเป็เขียนยาวไปไกลเกินกว่าคำว่า บ้าน ปกติเขาไม่ค่อยได้มานั่งเขียนอะไรแบบนี้ แต่พอมีโอกาสได้เขียนเื่ของตนเองก็กลายเป็พล่ามยาว ออกนอกประเด็นไปไกล
“สงสัยว่าจะต้องเขียนไดอะรีส่วนตัวแล้วจริง ๆ”
สมัยที่ยังอยู่ที่เกาะ เขาเห็นแม่ชอบเขียนบันทึกประจำวันของตนเองอยู่เกือบจะทุกวัน แม่เคยบอกว่าการเขียนบันทึกช่วยให้เราได้ทบทวนตัวเอง และเป็เพื่อนคุยที่ดี “ถ้าวันไหนภูอยากจะพูดคุยกับใครสักคน แม่ว่าก็ไม่เลวนะ ถ้าเพื่อนคนนั้น จะเป็ตัวลูกน่ะภูผา เชื่อแม่สิ บางทีเขาอาจจะเป็เพื่อนที่ดี และชวนลูกคุย เก่งกว่าที่ลูกคิดนะ”
ภูผาพับกระดาษที่ฉีกออกมาเมื่อครู่และทับมันไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง ก่อนจะเก็บลงลิ้นชักไว้ดังเดิม
เป็เวลาบ่ายสามกว่าแล้ว เด็กชายยังคงบรรจงร่างเรียงความลงในกระดาษรายงาน ลบแล้วลบอีก จนมีแต่ขี้ยางลบสีดำ
“คุณภูครับ! ลงมาปั่นจักรยานเล่นกันเถอะครับ!” เสียงธัชชัยะโขึ้นมาจากข้างล่าง ทำให้ภูผาต้องชะโงกหน้าออกจากหน้าต่างไปดู
“ไม่ธัช! เรายังเขียนงานไม่เสร็จ ธัชไปได้เลย” หลังจากพูดเสร็จเขาก็กลับมานั่งดังเดิม แต่ประโยคที่ธัชชัยพูดต่อจากนั้นทำให้เขาต้องเปลี่ยนใจ
“แต่คุณพันกับคุณมิ้งมานะครับ ตอนนี้เข้าไปหาคุณผู้หญิงในบ้านใหญ่ ตอนที่เจอกัน คุณมิ้งให้ผมมาบอกคุณภูครับ!”
คุณพันกับคุณมิ้งที่ธัชพูดถึงคือ พรรณพิชา ศิลารักษ์ หรืออาพัน น้องสาวคนเล็กของคุณพ่อ และลูกสาวเพียงคนเดียวของคุณปู่คุณย่า กับอามิ้ง
สุมิตตา แฟนสาวของคุณอา ทั้งคู่เป็คู่รัก หญิงรักหญิง ที่คบหากันมาั้แ่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งเขาเองก็มองเื่นี้เป็เื่ปกติ หากแต่มันจะไม่ถูกใจผู้ใหญ่ในบ้านผู้เคร่งครัดขนบธรรมเนียมอย่าง คุณปู่
นั่นจึงเป็สาเหตุที่อาทั้งสองเลือกออกไปอยู่ข้างนอกด้วยกัน โดยไม่พึ่งพาคนที่บ้านใหญ่ ต้องบอกว่าคุณอาเป็คนใจดีกันทั้งคู่และก็หัวสมัยใหม่มาก อีกอย่าง ยังเป็คนที่ซื้อจักรยานคันที่เขาใช้ขี่เล่นอยู่ทุกวัน ๆ ให้อีกด้วย แล้วแบบนี้เขาจะปฏิเสธคำชักชวนนั้นได้อย่างไร นาน ๆ คุณอาคนสวยจะมาทั้งที
‘พักสมองบ้าง คงไม่เป็ไร’
“โอเค.. เดี๋ยวเราลงไป!”
“วู้วว ให้มันได้ยังงี้สิครับคุณภู!!” ธัชชัยกำหมัดหวดอากาศไปหนึ่งทีอย่างดีใจ ่นี้นอกจากไปโรงเรียนคุณหนูของบ้านก็ไม่ค่อยออกไปไหนเลย พาให้เขาไม่มีเื่อ้างลุงขอออกไปเล่นด้วย นี่จึงเป็โอกาสเที่ยวเล่นชั้นดี ทีเด็ด เลยล่ะ
“อ่าว งั้นเดี๋ยวพันไปถามภูให้ ว่า-”
“สวัสดีครับ อาพัน” ภูผายกมือสวัสดีผู้เป็อาด้วยความนอบน้อม
“สวัสดีครับ อามิ้ง”
“อ้าวภู สวัสดีจ้ะ พอดีเลย อาว่าจะไปถามเราพอดี”
“หือ เื่อะไรหรอครับ อาพัน?”
“พอดีเห็นอามิ้งบอกว่าฝากบอกเราไปแล้ว ว่าจะออกไปปั่นจักรยาน แต่อาว่านาน ๆ จะมาหาหลานทั้งที เราไปเดินช้อปปิ้งที่ห้างกันดีกว่าไหม?”
“พอดีมีห้างเปิดใหม่แถวร้านอาน่ะภู” สุมิตตาเสริม “ตอนแรกอาว่าจะพาเราไปปั่นจักรยานเล่นก่อน แล้วค่อยขับรถไปห้าง แต่อาพันเขาบอกว่าถ้าไปปั่นจักรยานเล่นด้วย น่าจะกลับมาไม่ทันทานข้าวมื้อเย็นที่บ้าน”
“ภูว่าไง วันนี้เราไปซื้อของมั้ย? เผื่อภูจะไปเดินดูของที่อยากได้ด้วย แล้ววันหลังเราค่อยไปปั่นจักรยานก็ได้” พรรณพิชาเสนอแนวทางที่ดูเหมาะ
“อืม..ก็ดีครับ ผมว่าจะไปดูหนังสือพอดี”
“เค ดีล” อาสาวดีดนิ้ว เมื่อข้อเสนอของเธอสำเร็จ
“ปะมิ้ง สตาร์ทรถ” แล้วประตูรั้วก็เปิดออก รถยนต์คันเล็กเคลื่อนตัวออกสู่ถนนใหญ่ มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองย่านการค้า โดยมีคุณอาทั้งสอง คุณหลาน และคุณผู้ติดตาม เด็กชายธัชชัย ภูซ้าย ผู้ซึ่งทำหน้าผิดหวังั้แ่ได้ยินว่าจะออกไปเดินซื้อของข้างนอกแทน เพราะคิดว่าตัวเองจะไม่ได้ไปด้วย แต่นั่นก็อยู่ในสายตาของคุณหนูสุดที่รัก ที่ปล่อยให้เพื่อนเพียงคนเดียวในบ้านถูกทิ้งร้างไว้ไม่ได้ ‘ธัช ไม่ไปหรือไง อามิ้งบอกว่าเบาะหลังนั่งได้หลายคน เร็วสิ เขาเดินไปขึ้นรถกันหมดแล้ว เดี๋ยวเราก็ทิ้งไว้ซะหรอก’
“ห ห้ะ? จริงหรอครับ ผมได้ไปด้วยใช่มั้ย ฮือ คุณภู คุณหนูของบ่าว”
“ปล่อยย”
“คุณภูวว” ธัชชัยเกาะแขนภูผาแน่น พร้อมคลอเคลียประหนึ่งเป็เ้าแมวดำ เขาก็เลียนแบบมันมานั่นแหละเห็นออเซาะเ้านายขนาดนั้น แล้วได้ผลซะด้วย
บรรยากาศในรถคลอไปด้วยเสียงเพลงจากวิทยุที่สุมิตตาเปิด แจมกับเสียงพูดคุยของเด็กข้างหลัง ที่ดูจะเหมือนแมวหยิ่ง กับหมาผู้ร่าเริง สุมิตตาที่ลอบมองผ่านกระจกมองหลังพลางคิดในใจก่อนจะหลุดหัวเราะ
“หึ ๆ” พลางทำให้พรรพิชาที่นั่งคอยช่วยดูทางหันมามอง
“มิ้งง เป็อะไร อยู่ดี ๆ ก็ขำ”
“เปล่า ดูร่าเริงเชียว ข้างหลังอะ” พรรณพิชาหันกลับไปมองแล้วยิ้มตาม
“นี่ภู มาอยู่บ้านที่นี่เป็ไงบ้างจ้ะ? โอเคไหม”
“ก็ ดีครับอา”
“แล้วภูมีอะไรติดไหม แบบ ที่โรงเรียน เพื่อน หรือว่าการใช้ชีวิต อืม...” พรรพิชามองบนพลางเรียบเรียงคำพูดของตัวเอง
“ต้องถามอย่างงี้ดีกว่า มีเื่อะไรที่อยากให้อาช่วยมั้ย? จะที่โรงเรียน หรือที่บ้านก็ได้นะ”
“ที่โรงเรียนก็ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมว่าโอเคดี”
“แล้วที่บ้านล่ะ เป็ไง? ภูอึดอัดไหม?”
“ก็ ที่ผมอยู่บ้านเล็ก คิดว่าสบายใจดีครับอา”
“อ๋ออ โอเค” พรรณพิชาพยักหน้าเข้าใจในสิ่งที่หลานชายสื่อ
“จริง ๆ คุณย่าของเราน่ะ อยากให้เราไปอยู่บ้านใหญ่มากกว่านะ แต่ท่านก็เข้าใจแหละ ไม่อยากให้เราอึดอัด” พรรณพิชาเว้น่ “คุณพ่อของอา ปู่ของภูน่ะ จริง ๆ ท่านไม่ใช่คนใจร้ายอะไรหรอก แต่ก็นั่นแหละ เอาเป็ว่า ถ้ามีอะไรบอกอาได้...หรือจริง ๆ ภูจะย้ายไปอยู่กับอาก็ได้นะ”
“ค ครับ?”
“อาพูดจริง ๆ นะ ถ้าวันไหนเรามีเื่ไม่สบายใจ โทรบอกอา เดี๋ยวอาจะมารับ” พรรณพิชาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เห็นอย่างนี้ อาพันของภูนี่ เป็คุณหนูสุดแสบของบ้านศิลารักษ์เลยนะ ไฝว้มาหมดแล้ว หมา แมว ก็ไม่เว้น” “บ้ามิ้ง... มั่วแล่ว” เสียงหัวเราะเกิดขึ้นบนรถยนต์คันเล็ก