รัชศกหย่งอันปีที่ยี่สิบเอ็ดแคว้นต้าเหลียงเกิดทุพภิกขภัยจากฝูงตั๊กแตนที่เข้ากัดกินพืชผลในเรือกสวนไร่นาเสียหายเป็จำนวนมากผลที่ตามมานอกจากประชาชนจะอดอยากหิวโหยแล้วยังส่งผลให้เก็บภาษีและผลผลิตได้ไม่ถึงครึ่งของที่ตั้งเป้าไว้เหลียงอ๋องผู้เป็เ้าแคว้นจึงต้องเรียกประชุมขุนนางด่วนั้แ่เช้า จนตอนนี้ก็เลยเวลาเที่ยงไปกว่าครึ่งชั่วยาม[1]แล้วยังไม่ได้ข้อสรุปว่าสมควรให้ผู้ใดเป็ผู้นำขบวนสิ่งของบรรเทาทุกข์พระราชทานไปแจกจ่ายประชาชน
“ฝ่าากระหม่อมยังยืนยันว่าท่านชายเกาเล่อเป็ผู้มีน้ำพระทัย ทรงห่วงใยผู้ประสบภัยยิ่งทรงบริจาคข้าวสารกว่าร้อยเกวียนและเงินอีกหลายหมื่นตำลึงช่วยบรรเทาทุกข์เช่นนี้จึงไม่ต้องห่วงว่าสิ่งของที่พระราชทานจะไปไม่ถึงมือราษฎร”
เซี่ยเฉิน หรือซีผิงโหว[2]มหาขุนพลผู้กุมอำนาจทางการทหารแค่นหัวเราะเมื่อได้ยินน้ำเสียงที่กล่าวอย่างเป็การเป็งานของมหาเสนาบดีหลี่ว่านไห่ส่วนบรรดาขุนนางในท้องพระโรงก็ต่างปรึกษาหารือกันเสียงดังระงม
“ฝ่าาผู้คุมขบวนบรรเทาทุกข์นอกจากจะนำสิ่งของพระราชทานไปส่งแก่พื้นที่ต่างๆ แล้วยังต้องสู้รบปรบมือกับขุนนางท้องที่เพื่อป้องกันการยักยอกเงินหลวงจำเป็ต้องมอบหมายให้ผู้มีความเด็ดขาดยุติธรรมหากทรงตัดสินเพียงว่าผู้ใดบริจาคมากบริจาคน้อย เกรงว่าจะไม่เหมาะสมพ่ะย่ะค่ะ”
เซี่ยเฉินมิอาจนิ่งเฉยอีกต่อไปเนื่องจากหากให้ท่านชายเกาเล่อเป็ผู้คุมขบวนจริงเกรงว่าสิ่งของพระราชทานที่เบิกจากกรมคลังส่วนหนึ่งคงไหลเข้ากระเป๋าของวังตะวันออกอีกส่วนไหลไปหล่อเลี้ยงเครือข่ายขุนนางท้องถิ่นจะตกถึงมือผู้ประสบทุกข์สักกี่มากน้อย
“อืม… ท่านมหาขุนพลพูดมิผิด”
หลี่ว่านไห่ไม่แม้แต่จะชะงักสักนิดแม้อีกฝ่ายจะเป็ถึงหนึ่งในขุนนางสามฝ่าย[3]แต่ตำแหน่งมหาเสนาบดีของหลี่ว่านไห่เองก็มิใช่หนึ่งในขุนนางสามฝ่ายหรือ?ผู้รับใช้ราชสำนักมากว่าสามสิบปีอย่างเขาหากไม่มีทางรับมือกับเสียงแมลงหวี่ฝ่ายบู๊เ่าั้มีหรือจะไต่เต้ามาเป็มหาเสนาบดีได้
“เพียงแต่… ฉีอ๋องที่ท่านเสนอมานั้นจริงอยู่ที่ทรงพระปรีชาด้านการปกครองทหาร แต่มิใคร่สันทัดด้านการปกครองพลเรือนกอปรกับหลายปีมานี้ทรงยุ่งง่วนอยู่แต่กับการรบทัพจับศึกหากฝ่าาทรงมอบหมายให้รับผิดชอบการพลเรือนเกรงว่าจะไม่ค่อยเข้าพระทัยในธรรมเนียมเท่าใดนัก”
เซี่ยเฉินคิ้วกระตุกหลายปีมานี้ฉีอ๋องทรงวุ่นวายอยู่แต่กับการนำทัพขับไล่คนเถื่อนมิได้กินดีอยู่สบายเช่นองค์ชายพระองค์อื่นๆ ดังนั้นจึงเป็ที่รักใคร่ของชาวบ้านแถบชายแดนตะวันตกซึ่งเป็พื้นที่ประสบภัยหนักที่สุดขุนนางท้องที่มีหรือจะกล้าหือเมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษผู้น่าเกรงขามผู้นั้น
เหลียงฟู่ผู้เป็เ้าครองแคว้นต้าเหลียงได้แต่ถอนพระปัสสาสะพลางส่ายพระพักตร์พระองค์ไม่ได้หนักพระทัยเื่ฉีอ๋องจะจัดการขุนนางท้องที่ได้หรือไม่แต่ครั้งนี้อย่างไรก็มิสมควรส่งฉีอ๋องไปอีก จะให้เหลียงเกาเล่อผู้นั้นไปก็ไม่ได้ทั้งสองเป็ถึงขุนนางสามฝ่าย มีทั้งอำนาจทั้งประสบการณ์อยู่ล้นเหลือนอกจากจะไม่รู้พระทัยพระองค์แล้วยังไม่คิดจะเสนอชื่อคนอื่นที่ดีกว่านี้แล้วหรืออย่างไร
พลันก็ทอดพระเนตรไปเห็นฝูเซิ่งท่านราชครูผู้รั้งตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนพระองค์ซึ่งเป็ตำแหน่งสุดท้ายในขุนนางสามฝ่ายมากว่าสามสิบปีแม้นจะมิได้มีอำนาจในหกกรมการปกครองเช่นมหาเสนาบดี หรือกุมอำนาจกองทัพเช่นมหาขุนพลแต่ก็เป็ทั้งพระอาจารย์ของพระองค์และเหล่าราชนิกูล มีเหล่าลูกศิษย์ลูกหามากมายอีกทั้งยังเป็ที่ปรึกษาที่ทรงไว้วางพระทัยมากที่สุดเรียกได้ว่ามีบารมีไม่ด้อยไปกว่าอีกสองตำแหน่งเลย
“ท่านราชครูว่าอย่างไรท่านคิดว่าสมควรส่งผู้ใดไป”
ฝูเซิ่งก้าวออกมาถวายคำนับก่อนจะทูลว่า“ทูลฝ่าา ทุพภิกขภัยครั้งนี้ร้ายแรงที่สุดในรอบห้าสิบปีชาวประชาต่างทุกข์ยากอดอยากล้มตายไปไม่น้อย ที่ยังอยู่บ้างก็ทนอยู่อย่างหิวโหยบ้างก็รวมกลุ่มซ่องสุมกันเป็โจรออกปล้นสะดมภ์ หากไม่รีบส่งข้าวในคลังไปเกรงว่าจะเป็ปัญหากระทบความมั่นคงของแคว้น”
เซี่ยเฉินกลอกตา ตาแก่ยืดยาดมากพิธีนี่เอาอีกแล้ว
“ท่านราชครูช่วยตอบเพียงจะให้ผู้ใดเป็ผู้คุมขบวนได้หรือไม่พูดเกริ่นเสียยืดยาวเช่นนี้เรามิต้องประชุมกันไปถึงเที่ยงคืนเลยหรือ”
ท่านราชครูปรายตามอง เ้าเฒ่าสมองทึ่มนี่“ข้าพูดยืดยาวเช่นนี้เพื่อย้ำถึงปัญหาในภาพรวม ทุพภิกขภัยครั้งนี้มิใช่เื่เล็กน้อยที่จะตัดสินใจโดยยังมิได้ใคร่ครวญอย่างถ้วนถี่”
“ตลอดเช้ามานี้ยังไม่พอให้ขุนนางทุกท่านได้ใคร่ครวญแล้วหรือหากยังประวิงเวลาต่อไปเกรงว่าคนที่เดือดร้อนที่สุดมิใช่ท่านราชครูหรือข้าแต่เป็ราษฎรต้าเหลียงเอง”
ท่านราชครูยิ้มในหน้าแต่ดวงตาคล้ายมีแสงวาววับ
“ขุนนางทุกท่านในที่นี้ต่างห่วงใยประชาชนไม่แพ้ท่านแต่ท่านมหาขุนพลเร่งร้อนเช่นนี้หรือมีความนัยอื่นใดในความทุกข์ของราษฎรให้กังวลอีก”
เ้าจิ้งจอกเฒ่าพูดเช่นนี้มิใช่กำลังใส่ความเขาต่อหน้าพระพักตร์หรือ
“เหอะ ทั้งชีวิตนี้ข้าได้อุทิศให้แก่สันติสุขของแคว้นต้าเหลียงไปั้แ่ออกทัพครั้งแรกย่อมไม่มีเื่ใดให้กังวลเหนือทุกข์สุขของชาวต้าเหลียง ท่านราชครูเองเล่าเห็นว่าครึ่งปีมานี้มีเื่การหาบุตรเขยมาให้กังวลหากวันนี้ไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับการประชุมข้าเองก็พอเข้าใจ”
ฝูเซิ่งโกรธจนหนวดกระดิกส่วนฝ่าาทรงทนฟังสองเฒ่าไม้เบื่อไม้เมานี่เถียงกันต่อไปไม่ไหวจึงกระแอมเสียงดังทั้งท้องพระโรงจึงเงียบลง
“ขบวนจะเคลื่อนไปภายในเค่อ[4]สองเค่อนี้เสียที่ไหนท่านมหาขุนพล ท่านก็ใจเย็นฟังท่านราชครูหน่อยเถิด”
เซี่ยเฉินจำใจรับคำ “พ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านราชครู ว่าต่อไปเถิด”
“พ่ะย่ะค่ะ”ท่านราชครูฝูแสยะยิ้มปรายตาไปมองขุนนางผู้กุมอำนาจสูงสุดของฝ่ายบู๊อย่างสะใจ“เนื่องจากประชาชนอดอยากไปครึ่งแคว้น จึงมีกองโจรออกปล้นสะดมภ์ระหว่างทางอยู่มากสมควรให้ผู้สันทัดด้านการคุ้มกันไปด้วย กระหม่อมจึงขอเสนอชื่อเลี่ยเหว่ยให้ทรงพิจารณาพ่ะย่ะค่ะ”
“เลี่ยเหว่ย... เลี่ยเหว่ย…”ดำริอยู่ครู่หนึ่ง “เลี่ยเหว่ย รองผู้บัญชาการทหารองครักษ์? อืม… น่าสนใจเด็กคนนี้เป็คนละเอียดรอบคอบ เสียแต่ไม่ค่อยยืดหยุ่นเท่าไรนัก”
“เื่นั้นไม่ต้องห่วงพ่ะย่ะค่ะเลี่ยเหว่ยมีบ้านเกิดอยู่ที่ชิงไห่ ย่อมคุ้นเคยกับเส้นทางแดนประจิมเป็อย่างดีอย่างไรก็ดี กระหม่อมเพียงเสนอให้เขาไปคุ้มกันขบวนเท่านั้น แต่ผู้คุมขบวนกระหม่อมเสนอให้ทรงมอบหมายหน้าที่นี้ให้ท่านชายเกาเล่อ โดยมีติงอี้เทารองเ้ากรมคลัง คอยช่วยเหลือพ่ะย่ะค่ะ”
พระนัยเนตรวาววับริมโอษฐ์หยักขึ้นอย่างสมพระทัย มีติงอี้เทาและเลี่ยเหว่ยไปด้วยเท่านี้ก็เบาพระทัยได้แล้ว ฝ่ายเซี่ยเฉินแม้จะไม่พอใจแต่ก็หาช่องขัดไม่ได้
เมื่อได้ข้อสรุปแล้วขุนนางทั้งหมดก็ต่างแยกย้ายยกเว้นท่านราชครูฝูเซิ่งและซีผิงโหวเซี่ยเฉินที่ถูกฝ่าาทรงรั้งไว้เมื่อหารือเื่การจัดกำลังคุ้มกันเสร็จแล้วก็เปลี่ยนมาหารือเื่ที่ผ่อนคลายกว่า
“ได้ยินว่าท่านกลุ้มใจเื่บุตรเขยมาหลายเดือนแล้วท่านยังไม่ถูกใจบุตรจวนใดหรือ” ตรัสถามด้วยสุรเสียงคล้ายคุยกับญาติมิตร
“ก็มีเล็งๆ ไว้บ้างพ่ะย่ะค่ะ”
ตอบแล้วก็ถอนหายใจเมื่อนึกถึงปฏิกิริยาของบุตรียามเขาพูดเื่แต่งงานเหลือบไปมองตาเฒ่าทึ่มทื่อที่เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจแวบหนึ่งก่อนจะตัดสินใจอ้อมแอ้มตอบ“แต่ดูท่าว่าจะยากแน่แล้ว”
ฝ่ายเซี่ยเฉินเมื่อเห็นท่านราชครูผู้ยิ่งใหญ่ทำท่ากระมิดกระเมี้ยนเช่นนั้นก็อดซักถามไม่ได้“เป็บุตรชายบ้านใด เหตุใดท่านจึงทำเหมือนหมดหนทางเช่นนั้นเล่า”
ท่านราชครูได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งอึกอัก
“เช่นนั้นให้เราสอดมือเข้าไปยุ่งดีหรือไม่เพียงผ้าแพรผืนเดียวเท่านั้น ต่อให้ยัยหนูอิงอิงดื้อรั้นเพียงใดก็มิอาจปฏิเสธ”
ดำริจะพลิกวิกฤตเป็โอกาส ออกราชโองการสมรสพระราชทานซื้อใจขุนนางใหญ่ผู้นี้
“มิได้พ่ะย่ะค่ะ มิได้”
“ถ้าอย่างนั้นท่านก็สร้างสะพานทอดให้บุตรีท่านกับชายผู้นั้นพบกันบ่อยๆคนที่ท่านราชครูหมายตาย่อมมิใช่บุรุษธรรมดา ยัยหนูอิงอิงต้องประทับใจแน่”
“นั่นก็…มิได้อีกพ่ะย่ะค่ะ”
“นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ยัยหนูอิงอิงอายุจะยี่สิบอยู่แล้ว ท่านจะปล่อยให้เทื้อคาเรือนก่อนรึ”
พระสุรเสียงทุ้มต่ำเจือแววไม่พอพระทัยท่านราชครูได้ยินดังนั้นก็เริ่มกระวนกระวาย กระแอมไอครั้งหนึ่งก่อนจะพูดออกมา“เอ่อ ทูลฝ่าา เื่นั้นนางบอกจะเป็คนคัดเลือกสามีด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ”
“หืม”
เื่นี้แม้เซี่ยเฉินจะไม่ได้สนใจข่าวทางจวนสกุลฝูแต่ก็ได้ยินผ่านหูมาบ้างจึงทำเพียงนิ่งเงียบรอดูท่าทางจนปัญญาของจิ้งจอกเฒ่าที่ถือว่าตนฉลาดล้ำเหนือผู้ใดแต่ต้องมาตกม้าตายเพราะบุตรี
“บุตรีกระหม่อมแต่งกลอนไว้บทหนึ่งใครไขปริศนาได้ นางยินดีแต่งเป็ภรรยา แต่…”ท่านราชครูนำกระดาษที่เขียนลอกกลอนบทนั้นถวายแด่เ้าเหนือหัวขันทีคนสนิทรีบมารับไปให้ทอดพระเนตร
“แต่อะไรหรือ”ทอดพระเนตรกลอนบทนั้นปราดหนึ่งก็แย้มพระสรวล พระเนตรเป็ประกาย ยัยหนูอิงอิงไม่เคยทำให้ผิดหวัง
“แต่กระหม่อมกังวลว่าจะได้บุรุษไม่สมฐานะต่อไปภายหน้า อิงอิงจะต้องลำบาก”
“ท่านอย่าได้กังวลไปกลอนนี้เกรงว่าแม้แต่ถังจือไห่ กวีเอกแห่งแดนใต้ก็คงจะไขปริศนาไม่ได้โดยไว”
นั่นก็อีกที่เขากังวลหากไม่มีใครแก้กลอนนี้ได้เลยเล่า บุตรสาวเขามิใช่จะขายไม่ออกเลยหรือ
“เอาอย่างนี้สิท่านราชครู ท่านก็ถอดกลอนนี้แล้วแอบบอกคำตอบแก่บุรุษที่ท่านเล็งไว้ผู้นั้นเป็อย่างไร”
“คือว่า…” ท่านราชครูกระสับกระส่ายอีกครั้ง“คือว่า…คำตอบนั้น... กระหม่อมก็ยังไม่มีเวลาค้นหาให้กระจ่างดีพ่ะย่ะค่ะ”
พระหัตถ์ขวาพลันตบลงบนพระนลาฏ (หน้าผาก) ทรงรู้แจ้งประเดี๋ยวนั้นถึงคำว่า หัวเราะไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออกส่วนเซี่ยเฉินนั้นแทบกลั้นขำไม่ไหว
[1] 1 ชั่วยามของจีน เท่ากับ 2 ชั่วโมง
[2]บรรดาศักดิ์ขุนนางจีนในสมัยศักดินารองจากอ๋อง ได้แก่กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน (เทียบกับบรรดาศักดิ์ไทยได้เป็ เ้าพระยา พระยา พระ หลวง ขุนตามลำดับ)
[3] จีนในสมัยศักดินามีบาง่เวลาที่ปกครองระบบ"สามฝ่ายหกกรม"
ซึ่ง สามฝ่าย คือตำแหน่งขุนนางขั้นที่ 1 (เื่นี้แบ่งเป็1. มหาขุนพลคุมกองทัพ 2.มหาเสนาบดี คุมฝ่ายพลเรือน 3. ราชครูที่ปรึกษาส่วนพระองค์) ส่วน หกกรม คือตำแหน่งขุนนางขั้นที่ 2 (ในเื่นี้แบ่งเป็กรมอาญา กรมมหาดไทย กรมคลัง กรมโยธา กรมพิธีการ กรมกลาโหม
[4]1 เค่อประมาณ 15 นาที