ค่ำคืนนี้ยาวนานและมืดมิดกว่าทุกคืนที่ผมเคยัั ท้องฟ้าเบื้องนอกหน้าต่างบานใหญ่ไร้แสงดาว มีเพียงเสียงลมพัดอื้ออึงราวกับพายุใหญ่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน แต่พายุที่รุนแรงที่สุดในเวลานี้กลับไม่ได้อยู่ข้างนอกนั่น... มันกำลังโหมกระหน่ำอยู่ภายในห้องนอนใหญ่ของเรา
ความมืดสลัวของห้องที่เปิดเพียงโคมไฟหัวเตียงดวงเล็ก ทอดเงาของผมและผู้หญิงที่ผมรักที่สุดให้ทาบทับไปบนผนัง บนเตียงกว้างที่เคยอบอวลไปด้วยความสุขและความเร่าร้อน บัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความรวดร้าวที่บีบอัดหัวใจจนแทบแหลกสลาย
“ฮึก... ภัทร... พี่ไม่เหลืออะไรแล้ว...”
เสียงสะอื้นไห้ที่หลุดลอยออกมาจากริมฝีปากบางสวยของ ‘เกด’ บาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของผมหยดแล้วหยดเล่า ผู้หญิงที่เคยสง่างาม มั่นใจ และแข็งแกร่งดั่งหงส์ที่โบยบินอยู่เหนือใคร บัดนี้กลับกลายเป็เพียงนกน้อยที่ปีกหักและเปียกปอน ร่างกายอรชรของเธอสั่นเทาอย่างรุนแรงในอ้อมกอดของผม ใบหน้าที่เคยเชิดหยิ่งและเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ บัดนี้ซุกซบอยู่กับแผงอกของผม หยาดน้ำตาอุ่นร้อนไหลซึมผ่านเนื้อผ้าลงมาแตะผิวเนื้อของผม... มันร้อนผ่าวราวกับน้ำกรดที่กรีดลึกลงไปในิญญา
“หุ้นส่วนธุรกิจทิ้งพี่... พวกเขาทิ้งพี่ไปหมดแล้วภัทร... ธนาคารก็ระงับวงเงิน... บริษัทที่พี่สร้างมากับมือ... มันกำลังจะพังทลาย ฮึก... พี่ทำอะไรไม่ได้เลย...” เธอละล่ำละลักพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและแหบพร่า มือเรียวบางที่เคยกุมบังเหียนธุรกิจนับร้อยล้าน บัดนี้กลับกำเสื้อของผมแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ราวกับผมเป็ที่พึ่งสุดท้ายที่เธอเหลืออยู่บนโลกใบนี้
ผมก้มลงมองเรือนผมสีเข้มที่ยุ่งเหยิงของเธอ กลิ่นแชมพูหอมอ่อนๆ ที่ผมหลงใหลบัดนี้เจือปนไปด้วยกลิ่นของความเศร้าโศก ผมกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น หวังเพียงว่าความอบอุ่นจากร่างกายของผมจะช่วยบรรเทาความหนาวเหน็บในใจเธอได้บ้าง มือของผมลูบไล้แผ่นหลังบางที่สั่นสะท้านอย่างแ่เบาและทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าเธอจะแตกสลายไปมากกว่านี้
“ไม่เป็ไรนะครับ... ไม่เป็ไร คนเก่งของผม ร้องออกมาเถอะครับ ร้องออกมาให้หมด ผมอยู่นี่แล้ว...” ผมกระซิบข้างขมับของเธอ พร้อมกับกดจูบลงไปบนกลุ่มผมนุ่มอย่างแสนรัก น้ำเสียงของผมพยายามอย่างยิ่งที่จะมั่นคง เพื่อเป็เสาหลักให้เธอได้พิงพัก
“พี่กลัว... ภัทร... พี่กลัวเหลือเกิน พี่ไม่เคยรู้สึกมืดมนขนาดนี้มาก่อนเลย มันเหมือนทุกอย่างที่พี่ทุ่มเทมาทั้งชีวิตกำลังจะหายไปในพริบตา...” เธอเงยหน้าขึ้นมองผม ั์ตาคู่สวยที่เคยทอประกายเด็ดเดี่ยว บัดนี้แดงก่ำและเอ่อล้นไปด้วยม่านน้ำตาที่บดบังทุกสิ่ง ความเ็ปที่ฉายชัดในดวงตาของเธอทำให้ผมแทบหยุดหายใจ
ผมเชยคางเธอขึ้นมาอย่างทะนุถนอม ใช้นิ้วโป้งเกลี่ยซับหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มเนียนอย่างเบามือ ผมสบตาเธอด้วยความรู้สึกทั้งหมดที่ผมมี ความรัก ความห่วงใย และความภักดีที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย
“ฟังผมนะคุณเกด...” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงจังที่สุด “ไม่ว่าพรุ่งนี้โลกมันจะถล่มลงมา ไม่ว่าบริษัทของคุณจะเป็ยังไง ไม่ว่าคุณจะสูญเสียอะไรไป... แต่สิ่งหนึ่งที่คุณจะไม่มีวันเสียไป คือผม... ผมจะอยู่ตรงนี้ ข้างๆ คุณเสมอ ต่อให้คุณจะไม่เหลือเงินสักบาท ต่อให้เราต้องไปเริ่มต้นนับศูนย์กันใหม่ ผมก็จะเป็คนจับมือคุณเดินก้าวผ่านมันไปเอง... ผมสัญญาด้วยชีวิตของผม”
คำพูดของผมทำให้เกดนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ั์ตาของเธอไหวระริก น้ำตาหยดใหม่ร่วงหล่นลงมาอาบแก้ม แต่มันไม่ใช่เพียงน้ำตาแห่งความสิ้นหวังอีกต่อไป มันเจือปนไปด้วยความซาบซึ้งและตื้นตันใจ เธอโผเข้ากอดผมอีกครั้ง ซุกใบหน้าลงกับซอกคอของผม สะอื้นไห้อย่างหนักหน่วงราวกับเด็กหลงทางที่ได้พบที่พักพิง
ผมกอดเธอไว้ ปล่อยให้เธอระบายความอัดอั้นออกมาจนหมดสิ้น ในใจของผมเ็ปที่ผมเป็เพียงนักออกแบบระบบไอทีฟรีแลนซ์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ผมไม่มีเงินทุนมหาศาลที่จะไปอุ้มชูบริษัทของเธอได้ ผมไม่มีอำนาจหรือเส้นสายที่จะไปเจรจากับนายธนาคารหน้าเืพวกนั้น สิ่งเดียวที่ผมมี คือสองมือนี้ และหัวใจที่รักเธออย่างสุดซึ้ง ผมหวังเพียงว่า ความรักของผมจะเป็เกราะกำบังที่ช่วยปกป้องหัวใจของเธอไม่ให้แตกสลายไปมากกว่านี้... แต่ผมหารู้ไม่เลยว่า สำหรับผู้หญิงที่แบกรับความรับผิดชอบอันหนักอึ้งอย่างเกด... ลำพังแค่อ้อมกอดของผม... มันไม่เพียงพอที่จะกอบกู้ซากปรักหักพังของบริษัทที่เธอรักเทียบเท่าชีวิตได้
แสงแดดอ่อนๆ ของเช้าวันใหม่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา กระทบเปลือกตาจนผมต้องขยับตัวตื่น ความรู้สึกแรกที่ััได้คือความว่างเปล่าข้างกาย ผมควานมือไปบนที่นอนฝั่งของเกด มันเย็นชืด... บ่งบอกว่าเธอลุกออกไปจากเตียงนานแล้ว
ผมลืมตาขึ้นมองเพดานห้อง สมองประมวลผลเื่ราวเมื่อคืนที่ผ่านมา ความกังวลก่อตัวขึ้นในใจทันที ผมรีบลุกจากเตียง คว้าเสื้อคลุมมาสวมและเดินออกจากห้องนอนเพื่อตามหาเธอ บ้านทั้งหลังเงียบสงบ เงียบจนผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นรัว
ผมเดินลัดเลาะผ่านห้องนั่งเล่น สายตาสอดส่ายมองหา ร่างบางคุ้นตา ก่อนจะชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นเงาของใครบางคนยืนอยู่ที่มุมระเบียงฝั่งทิศตะวันตก มุมนั้นค่อนข้างเป็ส่วนตัวและถูกบดบังด้วยไม้กระถางทรงสูง
นั่นคือคุณเกด... เธอยืนหันหลังให้ผม สวมเพียงชุดคลุมอาบน้ำผ้าซาตินสีเข้ม แผ่นหลังบางนั้นดูบอบบางเหลือเกินในยามนี้ เธอยืนนิ่งราวกับรูปปั้น มือข้างหนึ่งยกโทรศัพท์แนบหู ท่าทางระแวดระวังและเกร็งเครียดจนสังเกตได้ชัด
บรรยากาศรอบตัวเธอดูอึมครึมผิดปกติ ราวกับมีมวลอากาศหนักอึ้งกดทับอยู่ ผมตั้งใจจะเดินเข้าไปสวมกอดเธอจากด้านหลังเพื่อทักทายยามเช้า แต่เสียงที่ลอยแว่วมาตามสายลม ทำให้สองเท้าของผมต้องหยุดชะงักราวกับถูกตอกตะปูตรึงไว้
“...คุณจะช่วย... พิจารณาเื่นี้ได้ไหมคะ...” เสียงของเกดสั่นพร่าและแ่เบา แตกต่างจากน้ำเสียงเด็ดขาดที่เธอใช้คุยธุรกิจตามปกติ มันเป็น้ำเสียงของการ ‘ขอร้อง’ และ ‘อ้อนวอน’ อย่างที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน
ผมขมวดคิ้วเข้าหากัน ความสงสัยพุ่งพล่านในอก ใครกันที่ทำให้ผู้หญิงหยิ่งทระนงอย่างเกดต้องยอมลดตัวลงไปขอร้องด้วยน้ำเสียงแบบนั้น?
“...ได้ค่ะ... บ่ายนี้... พบกันนะคะ”
ประโยคสุดท้ายของเธอสิ้นสุดลง พร้อมกับจังหวะที่ผมเผลอขยับตัวจนปลายเท้าไปโดนกระถางต้นไม้เล็กๆ เสียงดังกุกกักเบาๆ เกิดขึ้น
เกดสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกไฟดูด เธอรีบลดโทรศัพท์ลงและหันขวับมามองผมทันที ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความตื่นตระหนกและร่องรอยของความหวาดระแวงวาบผ่านั์ตาของเธออย่างรวดเร็วก่อนที่เธอจะพยายามซ่อนมันไว้ เธอกดวางสายโทรศัพท์ด้วยมือที่สั่นเทาจนผมเห็นได้ชัด ก่อนจะรีบเก็บมันลงในกระเป๋าเสื้อคลุม
“ตื่นแล้วเหรอภัทร...” เธอทักทายผมด้วยน้ำเสียงที่พยายามดัดให้ดูเป็ปกติที่สุด แต่มันกลับฟังดูแปร่งหูและแห้งแล้ง
ผมเดินเข้าไปหาเธอ สังเกตเห็นใบหน้าที่ยังคงซีดเซียว ร่องรอยความบอบช้ำจากการร้องไห้อย่างหนักเมื่อคืนยังคงปรากฏอยู่ใต้ดวงตา แต่สิ่งที่ทำให้ผมกังวลมากกว่า คือท่าทีมีพิรุธที่เธอพยายามปกปิด
“ครับ... ตื่นมาไม่เจอคุณ ผมเลยออกมาตาม” ผมตอบพลางเอื้อมมือไปแตะแขนเธอเบาๆ “เมื่อกี้... คุยโทรศัพท์กับใครอยู่เหรอครับ ท่าทางดูเครียดเชียว”
ผมถามด้วยความเป็ห่วง บริสุทธิ์ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ตั้งใจจะจับผิดอะไร แต่คำถามของผมกลับทำให้เกดชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาของเธอหลบวูบ ไม่กล้าสบตาผมตรงๆ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ราวกับกำลังรวบรวมความกล้า
ริมฝีปากบางคลี่รอยยิ้มจางๆ ส่งมาให้ผม... เป็รอยยิ้มที่ผมดูออกว่าเธอกำลัง ‘ฝืน’ อย่างหนัก
“อ๋อ... ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ “พี่เพิ่งคุยกับ... เอิ่ม... ทีมที่ปรึกษาหนี้กลุ่มเก่าของพี่น่ะจ้ะ”
“ทีมที่ปรึกษา?” ผมทวนคำ
“ใช่จ้ะ... พี่ลองติดต่อไปหาพวกเขา เผื่อว่าจะมีหนทางช่วยเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ หรือหาแหล่งทุนสำรองใหม่ๆ ได้บ้าง...” เธออธิบายต่อ สายตาเริ่มกลับมาสบกับผม “พวกเขาบอกว่าพอจะมีลู่ทางอยู่บ้าง... นัดให้พี่เข้าไปคุยรายละเอียดบ่ายนี้น่ะจ้ะ”
คำโกหกสีขาวถูกถ่ายทอดออกมาอย่างแเี พร้อมกับแววตาที่พยายามฉายความหวัง เพื่อให้ผมสบายใจ ผมมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ แม้จะรู้สึกตะหงิดใจกับท่าทีลุกลี้ลุกลนก่อนหน้านี้ และน้ำเสียงอ้อนวอนที่ผมได้ยินแว่วๆ มันดูไม่เหมือนการคุยกับทีมที่ปรึกษาเลยสักนิด... แต่ด้วยความรักและความเชื่อใจที่ผมมีต่อเกดจนหมดหัวใจ ผมเลือกที่จะปัดความสงสัยนั้นทิ้งไป
ผมเชื่อว่าเธอทำทุกอย่างเพื่อบริษัท และผมเชื่อในตัวเธอ
“จริงเหรอครับคุณเกด!” ผมยิ้มกว้างออกมาด้วยความโล่งใจ ความหนักอึ้งในอกของผมเบาบางลงไปมาก ผมดึงมือทั้งสองข้างของเธอมากุมไว้หลวมๆ “เห็นไหมครับ ผมบอกแล้วว่ามันต้องมีทางออก ฟ้าไม่ใจร้ายกับคนเก่งอย่างคุณเกดหรอกครับ”
ผมบีบมือเธอเบาๆ เพื่อส่งผ่านกำลังใจทั้งหมดที่ผมมี เกดมองหน้าผม รอยยิ้มของเธอยังคงดูฝืนๆ และในเสี้ยววินาทีหนึ่ง ผมแอบเห็นแววตาของความรู้สึกผิดวูบผ่านั์ตาคู่สวยนั้น แต่มันก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
“ขอบใจนะภัทร... สำหรับทุกอย่าง” เธอพึมพำเสียงเบา ก่อนจะขยับตัวเข้ามาซุกในอ้อมกอดของผม ผมกอดเธอไว้แน่น สูดดมกลิ่นหอมประจำตัวเธอด้วยความรัก
ผมดีใจที่เธอมีไฟสู้ต่อ ดีใจที่เห็นเธอกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง แม้จะยังไม่มั่นคงนักก็ตาม... แต่ผมไม่รู้เลยว่า... ภายใต้อ้อมกอดนี้ หัวใจของเธอกำลังเต้นรัวด้วยความหวาดกลัว และความรู้สึกผิดที่กำลังกัดกินิญญาของเธออย่างช้าๆ
่บ่ายของวันเดียวกัน แสงแดดจัดจ้าสาดส่องลงมาสะท้อนกับตัวรถยนต์หรูคู่ใจของเกดที่จอดสตาร์ทเครื่องรออยู่หน้าบ้าน
ผมยืนมองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความชื่นชมผสมกับความห่วงใย เกดปรากฏตัวในชุดสูททำงานเข้ารูปสีเข้มด้วยการตัดเย็บสุดเนี้ยบ ที่เสริมให้เธอดูน่าเกรงขามและทรงอำนาจ ผมที่เคยปล่อยสยายถูกเกล้ามวยอย่างเรียบร้อย แต่งหน้าโทนธรรมชาติแต่ปกปิดร่องรอยความอ่อนล้าได้อย่างมิดชิด เธอสวมเสื้อเกราะแห่งความมั่นใจกลับขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมที่จะออกไปรบในสมรภูมิธุรกิจ
แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังมองเห็นความประหม่าที่ซ่อนอยู่ในแววตา และมือที่กำกระเป๋าถือแน่นจนเกินพอดี
“พร้อมไหมครับคนเก่ง” ผมถามพลางเอื้อมมือไปจัดปกเสื้อสูทให้เธออย่างเบามือ
เกดสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยักหน้าช้าๆ “พร้อมจ้ะ... พี่จะทำให้ดีที่สุด”
“ผมเชื่อมั่นในตัวคุณนะ ไม่ว่าผลการคุยบ่ายนี้จะออกมาเป็ยังไง จำไว้นะครับว่าผมรอคุณอยู่ที่บ้านเสมอ” ผมส่งยิ้มอบอุ่นให้เธอ ก่อนจะโน้มตัวลงไปประทับริมฝีปากที่แก้มเนียนใสของเธอฟอดใหญ่ เพื่อเติมพลังใจให้เต็มเปี่ยม
เกดหลับตาลงรับััจากผม เมื่อเธอลืมตาขึ้น แววตาของเธอสั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับมีหยาดน้ำตากำลังจะเอ่อล้นออกมา แต่เธอก็กะพริบตามันกลับไป เธอเอื้อมมือมาลูบแก้มผมเบาๆ สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความหมายมากมายที่ผมไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด
“พี่รักภัทรนะ... รักมาก... จำคำของพี่ไว้นะ” เธอพูดด้วยเสียงกระซิบที่สั่นเครือเล็กน้อย ก่อนจะผละออกและรีบก้าวขึ้นรถไปราวกับกลัวว่าตัวเองจะเปลี่ยนใจ
กระจกรถเลื่อนปิดลง ผมโบกมือให้เธอขณะที่รถหรูค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปจากรั้วบ้าน ผมยืนมองตามไฟท้ายรถที่ค่อยๆ หายลับไปสุดถนนด้วยหัวใจที่พองโตไปด้วยความหวัง ผมสวดภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้การเจรจาของเธอราบรื่น ขอให้บริษัทของเธอกลับมาลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง...
...ผมยืนส่งเธอด้วยรอยยิ้มแห่งความเชื่อใจอย่างเต็มเปี่ยม... โดยที่ไม่รู้เลยว่า...
จุดหมายปลายทางที่แท้จริงของรถยนต์หรูคันนั้น... ไม่ใช่บริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน หรือสำนักงานกฎหมายใดๆ อย่างที่เธอบอกผม
แต่มันกำลังมุ่งหน้าตรงไปยัง ‘สโมสรส่วนตัวสุดหรู’ ใจกลางเมือง พื้นที่ปิดทึบที่มีเพียงกลุ่มอภิมหาเศรษฐีและผู้ทรงอิทธิพลระดับประเทศเท่านั้นที่มีสิทธิ์ก้าวเท้าเข้าไป
และในห้องรับรองพิเศษที่หรูหราที่สุดของสโมสรแห่งนั้น... ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าคมคายและแววตาที่เต็มไปด้วยความเ้าเล่ห์ร้ายกาจ กำลังนั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์อยู่บนโซฟาหนังแท้ มือหนาแกว่งแก้วไวน์แดงชั้นเลิศไปมาเบาๆ ริมฝีปากหยักลึกยกยิ้มอย่างผู้ชนะ
‘กิตติธัช’ อดีตสามีที่เกดเกลียดชังเข้ากระดูกดำ มหาเศรษฐีผู้กุมชะตากรรมของธุรกิจนับไม่ถ้วน... กำลังรอคอยการมาเยือนของ ‘เหยื่อ’ ที่กำลังเดินเข้ามาติดกับดักอย่างจนตรอก
เขากำลังถือไพ่ทุกใบที่เหนือกว่า รอคอยที่จะยื่น ‘ข้อเสนอ’ และ ‘เงื่อนไข’ อันแสนสกปรก... เงื่อนไขที่จะบังคับให้เกดต้องยอมแลกศักดิ์ศรี ร่างกาย และิญญา... เพื่อต่อลมหายใจให้บริษัทของเธอ
และมันกำลังจะกลายเป็ชนวนะเิลูกใหญ่... ที่พร้อมจะฉีกทึ้งความรัก ความเชื่อใจ และชีวิตคู่ของเราสองคน... ให้แหลกสลายไปตลอดกาล