“วันนี้ไม่ได้ล่าสัตว์มีเพียงน้ำแกงผักป่าและเห็ดเท่านั้น”
เหวินซิ่วชิงต้มน้ำจนเดือดกำลังจะใส่ผักป่าและเห็ดลงไป
“รอเดี๋ยวเ้าค่ะ!”หลินเสวี่ยจู๋ร้องห้าม
ทั้งครอบครัวรู้สึกว่าฉากนี้ดูคุ้นเคยยิ่งนัก
โอ้ เมื่อวานตอนที่กำลังจะย่างไก่ก็มีเื่เช่นนี้เกิดขึ้นด้วยอยากเห็นว่านางจะมีวิธีการกินที่แปลกใหม่อะไรอีก
หลินเสวี่ยจู๋จ้องมองทุกคน“ต้มน้ำแกงผักป่าก่อนเถิดเ้าค่ะ ส่วนเห็ดประเดี๋ยวค่อยนำมาทอดกินกัน”
“ได้”เหวินซิ่วชิงใส่ผักป่าลงหม้ออย่างคล่องแคล่ว
หูอี้ถ่งหยิบกระบอกไม้ไผ่ที่ตัดอย่างประณีตจำนวนแปดกระบอกออกมาจากตะกร้าหวายก่อนจะเอ่ยราวกับกำลังพูดถึงของล้ำค่า “หลินเหนียงจื่ออีกประเดี๋ยวพวกเราใช้สิ่งนี้ดื่มน้ำแกงกันเถิด”
หลินเสวี่ยจู๋ใเล็กน้อยรีบถามทันที “ท่านทำมันขึ้นมาได้อย่างไร?”
หูอี้ถ่งก้มหน้าลงอย่างนอบน้อม“ข้ารู้ว่าหลินเหนียงจื่อผูกไมตรีกับผู้คุมหม่าซิง แต่หลินเหนียงจื่อไม่อยากใช้งานเขามากนักข้าจึงใช้แผ่นทองแดงสองแผ่นที่มีอยู่แลกกับการขอให้หม่าซิงช่วยข้าสับไม้ไผ่ให้กลายเป็กระบอกไม้ไผ่”
เมื่อเห็นหลินเสวี่ยจู๋ไม่พูดไม่จาหูอี้ถ่งก็ร้อนใจขึ้นมาทันที “หลินเหนียงจื่อ ท่านอย่าว่าที่ข้าคิดเองเออเองเลยข้าไม่ได้ใช้ชื่อของท่าน เพียงแต่หม่าซิงผู้นั้นน่าจะรู้ว่าข้าทำงานให้หลินเหนียงจื่อ...”
เมื่อพูดถึงคำสุดท้าย เสียงของเขาก็เบาลงเรื่อยๆจนแทบไม่ได้ยิน
หลินเสวี่ยจู๋ถอนหายใจทีหนึ่งก่อนจะเอ่ยอย่างจริงจัง “ครอบครัวของพวกเรามีคนมากมายถึงเพียงนี้ ทว่าไม่มีสักคนที่คิดจะใช้สายสัมพันธ์ระหว่างข้ากับหม่าซิงไปขอร้องให้เขาทำธุระให้ท่านรู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด?”
หูอี้ถ่งส่ายหน้าด้วยความสับสน
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยต่อ“เนื่องจากมีสายตาของผู้คนจำนวนมากคอยจับจ้องอยู่ การใช้ประโยชน์จากสายสัมพันธ์ย่อมทำให้พวกเราได้รับผลประโยชน์เล็กน้อยแต่กลับทำให้หม่าซิงตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก จนอาจทำให้เขาหันมาแว้งกัดพวกเราได้ดังนั้นน้ำใจคนต้องใช้ในเวลาสำคัญเท่านั้น ยามปกติหากไม่ใช้ได้ก็ไม่ใช้”
คนที่เพิ่งถูกรับเข้ากลุ่มกลับกล้าที่จะใช้ประโยชน์จากสายสัมพันธ์ของนางจะปล่อยให้เขาเคยชินกับการทำเช่นนี้ไม่ได้
“หลินเหนียงจื่อข้าผิดไปแล้ว” หูอี้ถ่งคุกเข่าลงกับพื้น ปรารถนาที่จะตบตนเองสักสองทีเดิมทีเขาเพียงคิดที่จะตอบแทนหลินเหนียงจื่อ ไม่คาดคิดว่าจะปล่อยไก่ทำให้หลินเหนียงจื่อไม่สบอารมณ์
เขายอมรับผิดแล้ว เมื่อเห็นเช่นนี้น้องชายทั้งสองก็ตื่นตระหนกรีบคุกเข่าลงกับพื้นยอมรับผิดตามพี่ชายทันที
หลินเสวี่ยจู๋รู้ว่าแผ่นทองแดงสองแผ่นนั้นคือทรัพย์สินทั้งหมดของพวกเขานางเอ่ยปากให้พวกเขาลุกขึ้น ทว่าในขณะเดียวกันก็สังเกตท่าทีของพวกเขาไปด้วย
จากนั้นนางก็หยิบกระบอกไม้ไผ่กระบอกหนึ่งวางไว้ตรงหน้าพวกเขา“ในเมื่อของสิ่งนี้มีจำนวนจำกัด ข้าจะแบ่งให้พวกท่านสามคนพี่น้องหนึ่งกระบอก พวกท่านคงไม่มีความเห็นอื่นกระมัง”
สามพี่น้องนิ่งงันไปชั่วขณะ
หูอี้ถ่งเอ่ยด้วยท่าทีลนลาน“ของสิ่งนี้พวกเราไม่้า เก็บไว้ให้ครอบครัวของหลินเหนียงจื่อเถิด”
หลินเสวี่ยจู๋เอ่ยอย่างอ่อนโยน“เอาไปเถิด ระหว่างทางย่อมมีประโยชน์แน่นอน”
พูดจบนางก็แจกจ่ายกระบอกไม้ไผ่ออกไปผ่านไปครู่หนึ่งน้ำแกงผักป่าก็ต้มเสร็จ
หลินเสวี่ยจู๋โรยเกลือลงไปส่วนเหวินซิ่วชิงใช้ช้อนตักน้ำแกงส่วนหนึ่งออกมาแล้วแบ่งให้พี่น้องสกุลหู
หลินเสวี่ยจู๋มอบขนมปังสีดำให้พวกเขาอีกสามชิ้นเป็กรณีพิเศษ
เมื่อพี่น้องสกุลหูได้ดื่มน้ำแกงผักป่าและกินขนมปังสีดำน้ำตาก็คลอเบ้า
หูอี้ถ่งเอ่ย“หลินเหนียงจื่อ ตลอดการเดินทางหลายวันมานี้ พวกเราพี่น้องได้กินอิ่มเป็ครั้งแรกขอบคุณหลินเหนียงจื่อ”
หลินเสวี่ยจู๋กลัวว่าพวกเขาทั้งสามจะเกิดความสงสัยจึงบอกวิธีทำเกลือจากขี้เถ้าให้ฟัง
พี่น้องสกุลหูได้ฟังก็ใจสั่นสะท้านพวกเขามองว่าไม่ว่าผู้ใดที่รู้เคล็ดลับระดับนี้ล้วนไม่แพร่งพรายออกสู่ภายนอก
แต่หลินเหนียงจื่อกลับบอกพวกเขาโดยไม่ปิดบังเลยแม้แต่น้อยแม้แต่คนรอบข้างยังหูผึ่งโดยไม่รู้ตัว ทว่าหลินเสวี่ยจู๋กลับไม่อนาทรร้อนใจ
หากไม่กินเกลือนานๆ จะทำให้เกลือแร่ในร่างกายไม่สมดุลส่งผลต่อการทำงานของร่างกายอย่างรุนแรง
แม้ว่าเกลือที่ทำจากขี้เถ้าจะไม่เหมาะกับการบริโภคในระยะยาวแต่ด้วยเงื่อนไขในปัจจุบัน กลับเป็วิธีที่ง่ายต่อการได้รับไอโอดีนมากที่สุด
นางบอกวิธีการนี้ก็เพราะหากมีผู้ใดที่สามารถทำแบบนางได้นางก็ยินดีเป็อย่างยิ่ง
เมื่อกินน้ำแกงผักป่าหมดแล้วพี่น้องสกุลหูก็ลุกขึ้นไปทำงานทันที
พวกเขาทั้งสามคนล้วนเก่งเื่งานฝีมือเพียงแต่ไม่มีเงินที่จะติดสินบนให้ผู้คุมปลดโซ่ตรวน จึงทำงานไม่ค่อยสะดวกนัก
ทว่าด้วยความช่วยเหลือของพวกเขาทำให้หลินเสวี่ยจู๋สร้างเก้าอี้พนักพิงสูงให้หยวนซิวเสร็จไปกว่าครึ่งแล้ว คาดว่าน่าจะเสร็จพรุ่งนี้
เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดสนใจหลินเสวี่ยจู๋ก็หยิบน้ำมันหมูขวดเล็กออกมาจากตะกร้าหวายเงียบๆ ก่อนจะเทลงไปในหม้อ
กลิ่นหอมของน้ำมันหมูแพร่กระจายออกไปทันที
พวกหลินเฉิงจางได้กลิ่นก็ตอบสนองทันทีพวกเขาล้อมวงเข้ามาอย่างรวดเร็ว พยายามบดบังสายตาของผู้อื่น ทว่าสายตาบังได้แต่กลิ่นกลับปิดไม่ได้
หลายคนหันมามองพวกเขาด้วยความสนอกสนใจ
หลินเสวี่ยจู๋เทเห็ดลงในหม้อเพื่อกลบกลิ่นหอมของน้ำมันหมูเดิมทีนางวางแผนที่จะใช้น้ำมันหมูในการทอดเห็ด แต่ไม่คิดว่ากลิ่นหอมของน้ำมันหมูจะแพร่กระจายออกไปเช่นนี้นางจึงต้องเปลี่ยนจากทอดไปเป็ผัด
หลินเฉิงเหยามองการกระทำของหลินเสวี่ยจู๋ด้วยท่าทีเรียบเฉยก่อนจะถามขึ้นว่า “หลานสาว น้ำมันหมูนี่เ้าคงไม่ได้หยิบติดมือมาจากหมู่บ้านด้วยกระมัง?”
ขณะที่หลินเสวี่ยจู๋ใช้แท่งไม้ไผ่เสียบเห็ดผัดก็เผยรอยยิ้มหวานแล้วเอ่ยชมเชย “ท่านอาฉลาดจริงๆ เ้าค่ะ”
ความจริงแล้วยังมีเครื่องปรุงจากหมู่บ้านอยู่ในมิติของนางด้วยแต่ตอนนี้ไม่สะดวกที่จะนำออกมาก็เท่านั้น
นางใส่น้ำมันหมูลงไปเล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้เห็ดติดหม้อจะได้ไม่ต้องสิ้นเปลืองเห็ดโดยใช่เหตุ
หลินเฉิงเหยาพยักหน้า เขาไม่แปลกใจแม้แต่น้อยตะกร้าบนหลังของหลานสาวอาจดูธรรมดา แต่ความจริงแล้วกลับซ่อนความลึกลับไว้ภายในตะกร้าที่ดูธรรมดาถึงเพียงนี้กลับมีของที่ไม่คาดคิดอยู่ข้างในเสมอ
ช่างเถิดๆ ในเมื่อถามแล้วไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนมิสู้หลับตาทั้งสองข้าง กินอาหารอร่อยๆ ให้หมดไปจะดีกว่า
ความคิดของคนที่เหลือก็คล้ายคลึงกับหลินเฉิงเหยาพวกเขาไม่้ารับรู้ถึงความลึกลับในการซ่อนสิ่งของของหลินเสวี่ยจู๋ ขอเพียงมีของกินที่ทำให้มีชีวิตรอดได้ก็นับว่าพวกเขาได้กำไรแล้ว
ทั้งครอบครัวล้อมวงเข้ามาใกล้หม้อและใช้แท่งไม้ไผ่เสียบเห็ดขึ้นมากิน แม้ว่าคืนนี้จะไม่มีเนื้อ แต่มีเห็ดก็เพียงพอแล้วเห็ดผัดมีเนื้อััคล้ายเนื้อสัตว์ นอกจากกลิ่นหอมของเห็ดแล้ว ยังมีกลิ่นหอมเข้มข้นของน้ำมันหมูและกลิ่นเค็มของเกลือด้วย
ทั้งครอบครัวกินอย่างอิ่มหมีพีมันแต่สำหรับครอบครัวอื่นๆ ที่เก็บเห็ดมาเช่นกัน มีบางครอบครัวที่มีหม้อ ส่วนครอบครัวที่ไม่มีหม้อก็ใช้วิธีย่างแทนรสชาติที่ออกมาย่อมจืดชืด แต่ยังดีที่เลี้ยงปากท้องได้ จึงไม่มีผู้ใดสร้างปัญหา ทุกคนล้วนเข้านอนเร็วมีเพียงครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋เท่านั้นที่ยังคงยุ่งอยู่กับการเฝ้ากองไฟ
แม่นมหม่าเป็ผู้นำในการพาหลินเจียย่วนลู่ซื่อ ชุ่ยเอ๋อร์ และกู้เจินเหนียงสานรองเท้าบูทฟางคนละสามคู่ซึ่งเพียงพอสำหรับทั้งครอบครัว
นอกจากนี้ ทั้งก่อนและหลังอาหารเย็นเหล่าสตรีก็รวมตัวกันสานเสื่อฟางอีกสามผืน
เมื่อเหลือบไปเห็นแม่นมหม่ามีสีหน้าตื่นเต้นหลินเสวี่ยจู๋ก็เอ่ย “ไม่นับของกินและดื่ม ของที่พวกเราใช้ระหว่างทางล้วนมอบให้สามพี่น้องสกุลหูด้วยหนึ่งส่วน”
“เข้าใจแล้วเ้าค่ะ”แม่นมหม่ารับปากอย่างยินดี
หลินเสวี่ยจู๋แหงนหน้ามองท้องฟ้าอันมืดมิดอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็กังวลอยู่บ้าง
เดินต่อไปอีกหนึ่งวันก็จะเข้าไปในส่วนลึกของูเาแล้ว
หากนางจำไม่ผิดละก็ ูเาที่ไม่มีที่สิ้นสุดลูกนั้นคืออุปสรรคแรกที่ขบวนเนรเทศต้องเผชิญ
คนในครอบครัวของนางก็ต้องเผชิญอุปสรรคเช่นกันเนื่องจากหลินเจียย่วนจะเสียชีวิตที่นั่น
.............................