ธูปสีเขียวไหม้อย่างเงียบงัน ไม่มีเสียงลม ไม่มีเสียงไต มีเพียงเสียงเผาไหม้ของยาสมุนไพรที่หลอมลงทีละนิด
ควันของธูปไม่ลอยขึ้นสู่เพดาน แต่ค่อย ๆ ไหลลงสู่พื้นหินเหมือนหมอกบาง ทุกครั้งที่แตะพื้นมันก็แผ่ออกไปตามร่องหิน หลิงเทียนยืนอยู่กลางโถง กลิ่นของควันไม่เหมือนธูปทั่วไป มันมีกลิ่นไม้เปียกฝนปนกลิ่นดินหลังพายุ ทำให้ภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเลือนเล็กน้อย เหมือนมีมือมาดึงขอบเปลือกตาให้หนักขึ้นทีละขน เขากะพริบตาแรงกว่าปกติ แล้วรู้ว่ามันไม่ใช่ความง่วง มันเป็ความอยากให้ตนเองเชื่อสิ่งที่เห็น
เสียงร้องไห้หลังประตูเปลวไฟดังขึ้นอีกครั้ง
“ช่วยข้าด้วย...”
มันเป็เสียงเด็กหญิง ไม่ดังนัก แต่สั่นจนคนฟังรู้ว่าเ้าของเสียงกำลังกลัวจริง ๆ หลิงเทียนก้าวไปทางประตูนั้นหนึ่งก้าว ก่อนหยุด เขาไม่ได้หยุดเพราะกลัว เขาหยุดเพราะเสียงนั้นดังขึ้นพอดีกับที่เขายกเท้า ราวกับมีคนเลือกจังหวะที่จะให้เขาได้ยิน
“ท่านบอกว่าข้าเปิดได้เพียงหนึ่งบาน” เขาพูดโดยไม่หันไปมองตี้เสวียน “แล้วถ้าข้าทำลายประตูทั้งห้าล่ะ?”
“ลองดูได้” เศษจิตตอบอย่างสงบ เสียงของตี้เสวียนเรียบเสมอเหมือนน้ำในแก้วที่ไม่มีใครัั
หลิงเทียนหยิบก้อนหินจากพื้นขึ้นมา เขาไม่ใช้มันฟาดประตูทันที แต่เริ่มเดินวนรอบโถง สายตามองรอยต่อระหว่างแผ่นหิน ผนัง และบานประตูทุกบาน รอยสลักบนพื้นเชื่อมประตูทั้งห้าเข้ากับกระถางธูปกลางห้องเป็รูปดอกไม้ห้ากลี ประตูเปลวไฟมีรอยสลักเปลวอัคคี ประตูหยดน้ำมีเสียงไอหนัก ๆ ดังลอดออกมาเป็จังหวะ ประตูกระบี่มีเสียงคนสองคนต่อสู้ ประตูตราชั่งมีเสียงชายแก่ขอร้อง ส่วนประตูดวงตามีแต่ความเงียบ
ความเงียบทำให้หลิงเทียนสนใจที่สุด
“ใครอยู่หลังประตูดวงตา?” เขาถาม
ไม่มีคำตอบ
ตี้เสวียนกล่าวว่า “คำถามของเ้าอาจไม่ได้รับคำตอบทุกข้อ”
“เช่นนั้นข้าก็ไม่จำเป็ต้องตอบทุกคำสั่งของท่าน”
เขาย่อตัวลง ลูบเส้นอักขระตรงพื้น แล้วพบว่าฝุ่นในโถงไม่ได้กระจายเท่ากัน หน้าประตูสี่บานมีรอยเท้าซ้อนกันเป็แถบสีเข้ม แต่หน้าประตูดวงตาไม่มีรอยเท้าเลย ทั้งที่ควันธูปไหลผ่านตรงนั้นเช่นกัน แปลว่าไม่มีคนเดินเข้าไปหาประตูบานนั้น ทั้งที่เสียงร้องดังที่สุดอยู่บานอื่น
อีกเื่หนึ่ง ประตูทั้งห้าสูงเท่ากัน แต่เงาที่ทาบจากผลึกบนเพดานของประตูดวงตาสั้นกว่าบานอื่นเล็กน้อย สั้นไปเพียงเท่าความกว้างของนิ้ว แต่พอให้สังเกตได้
แปลว่ามันอยู่คนละระยะจากผนัง
หลิงเทียนเดินเข้าไปใกล้ เขาเอาหูแนบประตู แล้วได้ยินเสียงเบามาก ไม่ใช่เสียงคน ไม่ใช่เสียงหายใจ แต่เป็เสียงน้ำไหลอยู่ด้านหลัง ไหลเป็เส้นเล็ก ๆ ต่อเนื่อง ไม่หยุด เหมือนน้ำที่หยดลงบนแผ่นหินเดียวซ้ำ ๆ จนเกิดร่อง
“พวกที่อยู่หลังประตูเป็คนจริงหรือ?” เขาถาม
ตี้เสวียนเงียบ
“ท่านตอบไม่ได้ หรือไม่อยากตอบ?”
“หากข้าตอบ เ้าจะตัดสินใจง่ายขึ้น”
“ข้าควรตัดสินใจจากข้อมูล ไม่ใช่จากความรู้สึกที่คนออกข้อสอบอยากให้ข้ารู้สึก”
เศษจิตมองเขานิ่ง ๆ “และหากข้อมูลทั้งหมดมีแต่สิ่งที่เ้า้าเห็นเล่า?”
หลิงเทียนไม่ตอบ เขาใช้ก้อนหินเคาะประตูดวงตาสามครั้ง เสียงที่สะท้อนกลับมาต่างจากประตูอื่น มันกลวงกว่าอย่างชัดเจน ก้องนาน เหมือนเคาะกล่องเปล่า แล้วเขาก็ถอยไปดูรอยสลักบนพื้นอีกครั้ง
เส้นจากประตูทั้งสี่เดินเข้าหากระถางธูปโดยตรง แต่เส้นจากประตูดวงตาหยุดก่อนถึงกระถางหนึ่งชุ่น แล้วเลี้ยวเข้าใต้พื้น
มันคือทางเชื่อม
หลิงเทียนยิ้มบาง ๆ “ท่านให้ข้าเปิดประตูได้หนึ่งบาน แต่ไม่ได้บอกว่าห้ามเปิดพื้น”
เขาชูก้อนหินขึ้นแล้วกระแทกลงจุดที่เส้นอักขระหักเลี้ยวเต็มแรง
หินไม่แตก พื้นก็ไม่แตกเช่นกัน แรงสะท้อนกลับทำให้ข้อมือชาไปหมด หลิงเทียนกัดฟัน ไม่ยอมร้องออกมา เขาเคยหล่อเหล็กในร้านช่าง จึงรู้ว่าร้องออกไปก็ไม่ทำให้หายปวด ได้แต่กัดฟันไว้ เขามองกระถางธูปที่กำลังไหม้ลงไปเกือบหนึ่งในสาม จึงไม่คิดต่อ แต่ใช้ปลายก้อนหินขีดไปตามรอยสลัก
หากอักขระเป็วงจร การทำลายจุดหนึ่งอย่างโง่ ๆ อาจปลุกกับดัก แต่การเปลี่ยนทิศทางของเส้นเพียงเล็กน้อยอาจทำให้พลังไหลผิดทาง
เขาไม่รู้วิชาอักขระอย่างแท้จริง ทว่าเคยช่วยช่างตีเหล็กในตลาดซ่อมร่องน้ำมาก่อน ช่างเหล็กเคยบอกเขาว่า น้ำไม่เคยสู้คน มันแค่หาทางต่ำที่สุดเสมอ อักขระก็คงมีหลักคล้ายกัน
ก้อนหินขูดลงบนพื้นทีละน้อย รอยขีดแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น รอยที่สองทำให้แสงบนเส้นอักขระสั่นไหว รอยที่สาม—
เปรี๊ยะ!
กระแสไฟสีฟ้าพุ่งจากพื้นขึ้นมาตามแขน หลิงเทียนสะบัดมือทันที กลิ่นไหม้ลอยขึ้นจากฝ่ามือ ผิวที่ถูกไฟคล้ำขึ้นทันที เจ็บแปลบ เหมือนถูกเหล็กแดงวางลงบนผิว เขาถอยหลังหอบหายใจ แต่เมื่อมองกลับไป เส้นอักขระจากประตูดวงตากลับสว่างขึ้น ขณะที่แสงของประตูสี่บานเริ่มหรี่ลง
เสียงร้องของเด็กหญิงเงียบไปชั่วขณะ
จากนั้นประตูดวงตาก็เปิดออกเอง ไม่มีเสียงบานพับ ไม่มีเสียงเฟือง มันแค่เปิด เหมือนเปลือกตาที่ลืมออก
ด้านหลังไม่ใช่ห้องขัง หากเป็ทางเดินแคบซึ่งมีประตูเหล็กห้าบานเรียงตามผนัง แต่ละบานเชื่อมไปยังด้านหลังประตูหลักทั้งห้าบานจริง ๆ ตรงกลางทางเดินมีคานหินขนาดใหญ่กั้นอยู่ หากดึงคานลง ประตูทั้งหมดจะเปิดพร้อมกัน แต่กลไก้ากำลังค่อย ๆ ปล่อยทรายลงมา ทรายไหลเป็เส้นบาง ๆ ลงใส่ถาดทองเล็ก ๆ ที่ติดอยู่กับคาน น้ำหนักของทรายจะทำให้คานขยับกลับในเวลาไม่นาน
หลิงเทียนประเมินเวลาในใจ ตอนนี้ถาดยังเบา เขามีเวลาไม่ถึงครึ่งถ้วนชา
เขาวิ่งเข้าไปทันที
เขาดึงคานหินสุดแรง ข้อนิ้วที่ถูกไฟเมื่อครู่ส่งความเจ็บขึ้นมาจนเขาแทบปล่อยมือ คานขยับเพียงนิดเดียว ก่อนกลไกทั้งหมดเริ่มสั่น เสียงประตูเหล็กทั้งห้าดังครืน
“ข้าช่วยดึงได้ แต่จะเปิดอยู่ได้ไม่นาน” เขาะโ “คนที่อยู่ข้างใน ฟังข้า! เมื่อประตูเปิด วิ่งตามเสียงข้า อย่าหยุดหยิบอะไรทั้งนั้น!”
ประตูเปลวไฟเปิดก่อน เด็กหญิงตัวเล็กวิ่งออกมาพร้อมแขนข้างหนึ่งถูกไฟลวก แขนซ้ายของนางแดงบวม เปลือกผิวลอกขึ้นเป็ตุ่ม เสื้อผ้าของนางไหม้เกรียมตามชายเสื้อ หลิงเทียนเห็นเืบนแขนก็รู้ทันทีว่าที่นี่ไม่ใช่ภาพธรรมดา หรืออย่างน้อยความเจ็บก็สมจริงเกินกว่าจะปล่อยผ่าน น้ำตาของเด็กหญิงไม่ใช่น้ำตาที่สั่งให้ไหลได้ มันไหลออกมาพร้อมเสียงสะอื้นที่สั่นทั้งตัว
ประตูหยดน้ำเปิดออก ชายชราหอบไอเดินเซออกมา ต่อด้วยทหารหนุ่มจากประตูกระบี่ พ่อค้าร่างท้วมจากประตูตราชั่ง และสุดท้ายชายหนุ่มในโซ่ตรวนจากประตูดวงตา โซ่ติดข้อมือทั้งสองข้าง ยาวพอจะเดินได้แต่ไม่พอจะวิ่ง
“มาเร็ว!” หลิงเทียนะโ
ทหารหนุ่มวิ่งมาก่อน เขาเห็นเด็กหญิงล้มจึงหันกลับไปอุ้ม พ่อค้ากลับพยายามลากถุงผ้าหนักอึ้งออกมาด้วย ชายชราไอจนแทบเดินไม่ไหว ต้องจับผนังไปตามทางเดิน ส่วนคนในโซ่ตรวนยืนนิ่งอยู่ตรงประตู มองหลิงเทียนด้วยสายตาประหลาด สายตาที่ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็ความสงสัย
“ท่านจะไม่หนีหรือ?” หลิงเทียนถาม
ชายหนุ่มยกข้อมือที่มีโซ่ขึ้น “ข้าเดินไม่ได้”
“เดินไม่ได้ หรือไม่อยากเดิน?” หลิงเทียนถามกลับ “ถ้าเป็อย่างหลัง ข้าไม่ช่วย”
ชายหนุ่มขยับตัว โซ่กระทบกันดังกร๊อง “ข้าอยากออก” เขาพูดเบา ๆ “แต่ข้าเคยถูกหลอกมาก่อน”
“งั้นเ้าก็รู้ว่าคำโกหกเป็อย่างไร” หลิงเทียนตอบ “ตอนนี้ข้าโกหกไม่ได้ เพราะข้าเองก็ยังไม่รู้ว่าประตูนี้จะเปิดอยู่ได้นานเท่าไร”
คานหินกำลังเลื่อนกลับ เสียงครืดคราดดังขึ้นทุกขณะ ทรายในถาดทองเพิ่มขึ้นทีละเม็ด แต่ละเม็ดหนักเท่าน้ำหนักของความล่าช้า
หลิงเทียนสบถเบา ๆ แล้วปล่อยมือข้างหนึ่งจากคานเพื่อดึงก้อนหินทุบโซ่ให้ชายหนุ่ม เขาทุบสามครั้ง โซ่ไม่ขาด เขาจึงทุบที่ข้อต่อ ครั้งที่สี่ ข้อโซ่แตก เสียงโลหะหล่นลงบนพื้นหินดังก๊อง
“เ้าทหาร! แบกชายแก่ พ่อค้า ทิ้งถุงเสีย เด็กน้อยมากับข้า!”
พ่อค้าหน้าซีด “ในถุงมีเงินทั้งหมดของข้า! เงินที่ข้าเก็บมาสิบปี!”
“ถ้าตาย เงินจะช่วยจ่ายค่าผีให้เ้าหรือ?” หลิงเทียนะโ “เงินของคนตายเป็ของคนเปลือยที่อยู่ในหลุมศพ ไม่มีใครมาเอา”
พ่อค้ากัดฟัน มองถุงอยู่ชั่วขณะ ก่อนปล่อยถุงลงอย่างเจ็บใจ เสียงเหรียญในถุงกระทบกันดังแกร๊ง ทหารอุ้มชายแก่ขึ้นหลัง เด็กหญิงวิ่งเข้ามาจับชายเสื้อหลิงเทียน นางจับแน่นจนนิ้วเล็ก ๆ ของนางซึมเข้าไปในผ้า ส่วนชายที่เพิ่งหลุดจากโซ่ตรวนใช้มือที่เป็อิสระช่วยดันคานร่วมกับเขา
“เ้าไม่กลัวข้าหนีหรือ?” ชายคนนั้นถาม
“ถ้าเ้าหนีเร็วกว่าข้า แปลว่าเ้ามีแรงมากพอช่วยดันคาน” หลิงเทียนตอบ “เลือกเอา”
ชายหนุ่มหัวเราะหึหนึ่งครั้ง เสียงนั้นสั้นและแห้ง แต่มีความจริงใจอยู่ในนั้น แล้วเขาออกแรงเต็มที่
คานหินถูกดันขึ้นอีกนิด ทุกคนพุ่งผ่านช่องเปิดไปยังโถงหลัก ทหารวิ่งนำ แบกชายแก่บนหลัง พ่อค้าวิ่งตามหลังมือกุมอก ชายที่หลุดจากโซ่วิ่งเคียงหลิงเทียน ทว่าในจังหวะสุดท้าย เด็กหญิงสะดุดเพราะแขนที่ถูกไฟลวก นางเหยียบผ้าชายเสื้อของตนเอง นางล้มลงตรงหน้าประตู ใกล้ขอบประตูที่กำลังปิดลง หลิงเทียนปล่อยคานแล้วคว้าตัวนางออกมา ดึงด้วยมือข้างเดียว เพราะอีกมือยังจับคานอยู่
เขาดึงนางออกมาได้ แต่มือของเขายังอยู่ในช่องประตู
คานปิดลงพร้อมเสียงสนั่น
กระดูกในมือของหลิงเทียนส่งเสียงดังกึกกัก เืไหลซึมออกมาตามซอกนิ้ว หยดลงบนพื้นหินเป็จุดเล็ก ๆ สีเข้ม นิ้วก้อยข้างซ้ายงอผิดปกติ
เปลวไฟสีเขียวในกระถางธูปดับวูบ
เด็กหญิงปลอดภัย แต่มือของหลิงเทียนถูกขอบประตูบดจนเืไหล เขากัดฟันรับความเจ็บ ไม่ยอมร้องออกมา เขาแค่กลืนน้ำลายที่ขมฝาดลงคอ เืสด ๆ มีรสเค็ม จนกระทั่งเสียงตี้เสวียนดังขึ้นจากด้านหลัง
“เ้าหาทางที่สามได้”
คนทั้งห้ารอบตัวละลายกลายเป็ละอองแสง ละอองลอยขึ้นช้า ๆ เหมือนเปลวไฟที่กลับทิศ ทหารหนุ่มละลายไปพร้อมรอยยิ้มอ่อน ๆ ชายชราละลายไปพร้อมเสียงไอที่เงียบลง พ่อค้าละลายไปพร้อมถุงเงินที่หายไป เหลือเพียงเด็กหญิงที่ยังมองเขาอยู่ นางไม่ละลายเท่าคนอื่น นางค่อย ๆ เลือนไปทีละส่วน เริ่มจากเท้า ขึ้นมาตามขา จนเหลือเพียงใบหน้าและแขนข้างที่ถูกไฟลวก
นางยกแขนที่ถูกไฟลวกขึ้นช้า ๆ ให้เขาเห็นชัด ๆ แสงในโถงสะท้อนบนผิวที่บวมแดง ก่อนร่างของนางจะละลายไปจนหมด
“พี่ชาย” นางพูดเบา ๆ “พี่ช้าไปนิดเดียว หนูเลยเจ็บ”
ประโยคนั้นเบากว่าเสียงน้ำตก แต่หนักกว่าหินทั้งถ้ำ
หลิงเทียนมองแขนของนางที่เลือนหายไป นึกถึงความจริงที่ว่าแม้เขาจะหาทางที่สามได้ แขนของนางก็ยังถูกไฟลวกอยู่ดี เพราะเขามาถึงช้าไปก้าวเดียว เขามองมือตนเองที่เปื้อนเื นานกว่าจะตอบ “ใช่ ข้าช้าไป”
เด็กหญิงยิ้มเศร้า ก่อนร่างจะสลายเป็แสงเช่นกัน
ตี้เสวียนปรากฏตัวตรงหน้า เขาไม่ได้ชม ไม่ได้ตำหนิ เพียงถามว่า “เ้ายังคิดว่าการหาทางที่สามทำให้เ้าไม่ต้องเลือกหรือไม่?”
หลิงเทียนก้มมองเืบนมือของตน เืยังหยดลงบนพื้นหิน หยดละหยด
“ไม่” เขาตอบ เสียงเบาแต่หนักแน่น “มันเพียงทำให้ข้าเลือกได้มากกว่าเดิม แต่ถ้าข้าช้า คนก็ยังเจ็บอยู่ดี ทางที่สามไม่ได้ลบความเจ็บ มันแค่เปลี่ยนคนที่เจ็บ”
“แล้วเ้ายังอยากผ่านต่อหรือ?”
เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมนิ่งกว่าก่อนเข้าโถง แสงในตาของเขาไม่ใช่แสงของคนที่ชนะ แต่เป็แสงของคนที่เข้าใจว่าตนแพ้อะไร “ข้าไม่อยากผ่านเพราะท่านบอกว่าควรผ่าน แต่ข้าจะผ่าน เพราะถ้าข้าไม่รู้จักเลือกให้ดีกว่านี้ วันหนึ่งคนจริง ๆ อาจต้องเจ็บแทนข้า และข้าไม่อยากให้ความช้าของข้าเป็ความเจ็บของคนอื่น”
ตี้เสวียนยิ้มเป็ครั้งแรกที่ดูเหมือนยิ้มจากใจ
“เช่นนั้น จงเข้าสู่กระดานแม่ทัพ”
คำสั่งนั้นดังขึ้น และประตูทั้งห้าบานค่อย ๆ จมลงใต้พื้น ราวกับถูกกลืนกิน ควันธูปสีเขียวที่เคยไหลลงพื้นกลับลอยขึ้นสู่เพดานอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ทำให้หลิงเทียนเบลอ เขามองมันขึ้นไปจนหมดสิ้น ก่อนก้าวเท้าออกไปข้างหน้า มือซ้ายที่เจ็บยังกำแน่น ปล่อยเืหยดลงบนพื้นหินทุกก้าว เป็รอยเืที่บอกทางไป แม้ไม่มีใครตามมา