หยางจูพยายามข่มตาให้หลับ แต่ภาพต่างๆ ในหัวมากมายก็ผุดขึ้นมาไม่หยุดไม่หย่อน จนเธอนอนไม่ได้ เหงื่อไหลออกมาเป็เม็ดๆ จนสุดท้ายทนไม่ไหวต้องลืมตาตื่นขึ้นมา
“นี่” เด็กน้อยที่กำลังจ้องหน้าผู้เป็แม่อย่างตั้งใจถึงกับสะดุ้ง เบี่ยงตัวหลับ กลัวว่าจะถูกตบเหมือนที่ผ่านมา ทุกครั้งที่แม่ของเขาอารมณ์ไม่ดี หล่อนก็มักจะมาระบายอารมณ์กับเขาอยู่เสมอ
หยางจูชะงักเมื่อเห็นท่าทีหวาดกลัวของเด็กน้อยหน้าตามอมแมมคนนี้ ทำไมต้องทำท่ากลัวขนาดนี้ด้วย ก็แค่จะถามอะไรสักหน่อยแค่นั้นเอง “ชื่ออะไร?"
เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมาอย่างแปลกใจ จ้องหน้าผู้เป็แม่ตาไม่กะพริบ แล้วก็เบ้ปาก พยายามอดกลั้นไม่ให้ร้องไห้แสดงความเสียใจออกมา กระทั่งชื่อของเขาแม่ก็จำไม่ได้หรอกเหรอเนี่ย
“หวงชิวหนิง” ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังตอบอย่างกล้าๆ กลัว
“หวงชิวหนิง ชื่อดี” หยางจูทวนคำแล้วยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ “ว่าแต่ นายเป็ลูกชายของผู้หญิงคนนี้? เอ่อ ฉันจริงๆ เหรอ?"
เด็กน้อยรีบพยักหน้า แล้วก็เบ้ปาก ถึงจะพยายามอดทนอดกลั้นมากแค่ไหน แต่ถูกแม่เมินเฉย ทั้งยังไม่เห็นว่าเขาเป็ลูกก็อดเสียใจไม่ได้ ถึงกับร้องไห้ออกมา
“ฮือๆ”
“อาโหยว ร้องไห้ทำไม ฉันก็แค่ถามเพื่อความแน่ใจแค่นั้น” หยางจูเบิกตากว้าง ทำอะไรไม่ถูกเมื่อเห็นเด็กคนนี้ร้องไห้อยู่ตรงหน้า กลัวว่าเสียงร้องของเขาจะไปรบกวนคนอื่นให้เกิดความสงสัย เลยต้องคว้าร่างของเขาเข้ามากอด กดศีรษะของเขาเข้ามาตรงอก เพื่อปิดเสียงสะอื้นไม่ได้ดังเล็ดรอดออกไปนอกห้อง
“เงียบ ห้ามร้องเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันจะไม่รักนะ” หยางจูขู่
พอได้ยินผู้เป็แม่พูดแบบนั้นเขาก็รีบกลืนก้อนสะอึกลงท้องไปในทันที รู้สึกเสียดายที่ผู้เป็แม่ไม่ได้กอดแล้ว นี่เป็กอดแรกเลยั้แ่เขาจำความได้
“ดีมากเด็กดี” หยางจูถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นว่าลูกชายหยุดร้อง
จากนั้นสองแม่ลูกก็เล่นเกมเงียบใส่กันอีกครั้ง จนหยางจูทนไม่ไหว ลุกขึ้นจัดการกับตัวเอง ไม่รู้ว่าเธอนอนซมอยู่ในห้องนี้นานแค่ไหนแล้ว รู้สึกว่าเนื้อตัวสกปรกแล้วก็มีกลิ่นเหม็น
หลังจากอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วก็รู้สึกดีขึ้น าแตามตัวก็ดีขึ้นมาก เหลือเพียงรอยฟกช้ำที่ยังทิ้งเอาไว้อยู่ คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก เนื่องจากว่าเ้าของร่างนี้ขาวมาก ทำให้เห็นรอยฟกช้ำชัดเจน
“ลุกขึ้นได้แล้วเหรอ”
หยางจูหันไปมองตามเสียง พบว่าเป็คุณย่าเ้าของผมสีขาวทั่วทั้งหัวคนนั้นนั่นเอง ตอนนี้ท่านกำลังนั่งอยู่ที่ลานบ้าน ตากข้าวโพดแห้งอยู่ เธอไม่มีทางเลือกนอกจากเดินเข้าไปหา ในความทรงจำบอกกับเธอว่าคนนี้ก็คือผู้าุโที่สุดของบ้าน หรือเป็ย่าของสามีเธอนั่นเอง
“ดีขึ้นมากแล้วล่ะค่ะ” หยางจูลงไปนั่งข้างๆ อย่างนอบน้อม
“อืม เื่มันก็ผ่านมานานมากแล้ว สมควรให้อภัยก็ให้อภัย อย่าประชดประชันแบบนี้เลย ไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก"
หยางจูนั่งนิ่งไม่ได้พูดอะไร ดูเหมือนว่าเธอจะเข้าใจในสิ่งที่คุณย่าท่านนี้บอก ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเ้าของร่างต้องประชดสามีแบบนี้ด้วย เพราะถึงแม้ว่าจะทำตัวเหลวแหลกแค่ไหน เขาก็ไม่มารับรู้ ป่านนี้ก็คงมีความสุขอยู่กับคนรักของเขาไปนานแล้ว
“ค่ะ ต่อไปนี้ฉันจะไม่ทำตัวแบบนั้นอีก” หยางจูพูดขึ้น จนทำเอาคนแก่อดแปลกใจไม่ได้
ถึงท่านจะไม่ค่อยชอบหน้าหลานสะใภ้คนนี้มากแค่ไหน แต่หล่อนก็ถือว่าน่าสงสารที่ต้องแต่งเข้าบ้านอยู่ดี เพื่อชื่อเสียงของหลานชาย ท่านจำเป็ต้องทำ
“ดีแล้วล่ะ ิเอ๋อร์น่ะ ถึงยังไงก็เป็เืเนื้อเชื้อไขของเธอ อย่าใจร้ายกับเขานักเลย”
“ค่ะ ฉันจะดูแลเขาให้ดี” หยางจูรับคำแล้วก็เดินกลับเข้าห้องของตัวเองไป
เธอถือโอกาสสำรวจบ้านหลังนี้ไปด้วย พบว่ามันเป็บ้านชั้นเดียวที่มีขนาดยาวและกว้างเป็รูปตัวยู มีบริเวณลานบ้านสำหรับไว้ตากธัญพืชต่างๆ นอกจากนั้นแล้วบ้านหวงยังเป็ครอบครัวขนาดใหญ่ เนื่องจากว่าคุณย่าหวงยังมีชีวิตอยู่ ลูกหลานจึงยังไม่สามารถแยกบ้านได้
พ่อสามีของเธอเป็ลูกชายคนโต ฉะนั้นแล้วบ้านหลังนี้ย่อมตกเป็ของท่านอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถึงอย่างนั้นคุณย่าหวงก็ยังมีลูกชายอีกหนึ่งคน ส่วนลูกสาวอีกสองคนนั้นแต่งงานแยกบ้านไปแล้ว
พ่อสามีของเธอมีลูกทั้งหมด 4 คน ลูกชาย 3 คน และลูกสาวคนเล็ก 1 คน สามีของเธอเป็คนที่ 3 ฉะนั้นแล้วเขาย่อมไม่มีน้ำหนักในใจพ่อแม่เท่าพี่ชายคนโต
ส่วนน้องชายของพ่อสามี หรืออารองมีลูกแค่ 2 คนเป็ผู้ชายทั้งหมด นับๆ ดูแล้วหยางจูก็รู้สึกปวดหัว จะให้จดจำสมาชิกในบ้านภายในวันเดียวนั้นเป็ไปไม่ได้อย่างแน่นอน
พอเปิดประตูเข้าห้องมา ก็เห็นลูกชายหลับไปแล้ว เธอมองปฏิทินที่แขวนอยู่บนผนัง พบว่าตอนนี้เป็เดือนมีนาคม ปีค.ศ. 1976 นับๆ ดูแล้วก็เหลืออีกหลายปีกว่าจะผ่านพ้นยุคมืดนี้
เธอถือโอกาสตอนที่ลูกชายหลับ อุ้มเขาขึ้นไปนอนบนเตียง จากนั้นก็จัดการเปิดหน้าต่าง เพื่อให้อากาศข้างในห้องได้ถ่ายเท สภาพห้องไม่น่าอยู่เลยสักนิด
หญิงสาวใช้เวลา่เช้าหมดไปกับการทำความสะอาด เพราะเพิ่งหายป่วยแล้วทำงานหนัก ทำให้ร่างกายเริ่มประท้วง หยางจูรู้สึกหน้ามืดเลยนั่งลงข้างเตียง ส่งผลให้ลูกชายตัวน้อยของเธอลืมตาตื่น
“ตื่นแล้วเหรอ? หิวหรือเปล่า?”
เด็กน้อยส่ายหน้า จากนั้นก็ขมวดคิ้ว ยังไม่ถึงเวลากินข้าวสักหน่อยเขาจะหิวได้ยังไง? จากนั้นก็สำรวจห้องนอนของพวกเขาไปด้วย มันดูดีขึ้นมาก เหมือนห้องของพวกพี่ๆ เขาเลย
“งั้นเหรออ แต่ฉันหิว” หยางจูลูบท้องตัวเองเบาๆ เพราะตอนนี้ท้องของเธอเริ่มประท้วง เนื่องจากว่าั้แ่ฟื้นขึ้นมายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเธอเลยสักนิด
“แต่มันยังไม่ถึงเวลา” เด็กน้อยตอบเสียงเบาแล้วก้มหน้าลง
หยางจูมองเงาของต้นไม้ พบว่าตอนนี้มันอยู่ตรงกลางพอดี นั่นหมายความว่าตอนนี้น่าจะเป็เวลาเที่ยงพอดีไม่ใช่เหรอ?
“เราไม่กินข้าวกลางวัน ย่าทวดบอกว่าคนไม่ทำงานไม่ต้องกินข้าวกลางวัน” เด็กน้อยขยายความ
“ว่าไงนะ?” หยางจูถามเสียงหลง แต่ลูกชายของเธอหยิบผ้าห่มมาคลุมโปงหนีไปแล้ว
หยางจูรู้สึกเหนื่อยใจกับอาการหวาดกลัวของลูกชาย ไม่ว่าเธอจะขยับตัวไปไหน ดูเหมือนว่าเขาจะหวาดระแวงเธอมากไปหมด แล้วแบบนี้จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันยังไง
โชคดีที่ตอนไปอาบน้ำเธอพบกับมิติในตัวโดยบังเอิญ เป็นักเขียนก็ดีแบบนี้ คิดเอาไว้อยู่แล้วว่าต้องมีไอเทมสำหรับช่วยตัวเอก และไอเทมของเธอก็คือมิติที่มีข้าวของอยู่เต็มไปหมด มันเหมือนกับร้านสะดวกซื้อขนาดย่อมเลยก็ว่าได้ เพราะเจอเข้าโดยบังเอิญเลยลองดึงเอาของใช้ออกมาใช้อาบน้ำ
คิดได้แบบนั้นก็สำรวจของในมิติดูว่าพอจะมีอะไรที่สามารถหยับอกมาตอนนี้ได้บ้าง ไม่นานนักก็หยิบส้มออกมาจากมิติ 2 ลูก
เด็กน้อยได้กลิ่นหอม แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร เขากลัวว่าแม่จะโมโหเลยไม่กล้าเปิดผ้าห่มออกมาดู แต่ถึงยังไงก็เป็แค่เด็กอายุ 3 ขวบ จะมีความอดทนได้นานเท่าไหร่กัน ทนความหอมไม่ไหหวเลยต้องเปิดผ้าห่มออกมาดู พบว่าผู้เป็แม่กำลังยัดเ้าลูกสีส้มเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
“กินไหม?” หยางจูยื่นส้มชิ้นหนึ่งส่งให้ลูกชาย แต่เขากลับส่ายหน้าปฏิเสธเป็พัลวัน
“ไม่หิวครับ” เด็กน้อยปฏิเสธ กลืนน้ำลาย มองตามเ้าลูกสีส้มที่ส่งกลิ่นหอมไปทั่วห้อง
“แน่ใจ? หมดแล้วไม่มีอีกแล้วนะ” หยางจูถามซ้ำ เห็นท่าทางก็รู้แล้วว่าลูกชายหมาดๆ อยากจะเขมือบมันลงไปทั้งเปลือกเลยด้วยซ้ำ
“ไม่ครับ ไม่แน่ใจ”
“หึ อ่ะ…เอาไป” หยางจูยื่นส้มให้ลูกชายลูกหนึ่ง เด็กชายรับมาแล้วกัดกินคำใหญ่ กลิ่นหอมของมันยังติดจมูกอยู่ แต่ความขมของมันทำเอาเขาถึงกับชะงัก หยางจูถึึงกับกุมขมับ พูดไม่ออก ไม่คิดว่าเขาจะไม่รู้กระทั่งวิธีกินส้ม
“ส่งมานี่” เธอทนไม่ไหวถึงกับแย่งส้มกลับคืนมาจากลูกชายแล้วก็ปอกเปลือกออกอย่างเบามือ พร้อมทั้งถามเขาออกไปอย่างไม่คิดอะไร “ไม่เคยกินหรือไง?”
เด็กน้อยส่ายหน้าทันที เพราะเขาไม่เคยจริงๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่แม่ถืออยู่คืออะไร รู้แค่ว่ากลิ่นของมันหอมมาก
หยางจูเห็นแบบนั้นก็เม้มปาก พูดไม่ออกไปชั่วขณะ รู้อยู่แล้วว่ายุคนี้นั้นมันอดอยากมากแค่ไหน แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะไม่รู้จักกระทั่งส้มที่ต่อไปจะถูกปลูกทั่วไป ราคาไม่กี่หยวนเท่านั้น