“วันนี้คุณวางแผนว่าจะทำอะไรไหมคะ” มู่เสี่ยวหลันถามเว่ยอี้หานเมื่อพวกเขาออกมาจากในมิติและอยู่ในห้องนอนของตัวเองแล้ว
“ผมว่าจะลองขึ้นเขาไปวางกับดักล่าสัตว์ดูน่ะครับ เผื่อจะได้ไก่ป่าหรือกระต่ายกลับมาทำอาหารสักตัวสองตัว”
“ขึ้นเขาเข้าป่าไปแบบนั้นจะมีอันตรายไหม, ป่าแถวนี้มีสัตว์อันตรายมากหรือเปล่า, คุณต้องระวังให้มาก ๆ อย่าเข้าไปในป่าลึกนะคะ” มู่เสี่ยวหลันถามด้วยความเป็นห่วงเมื่อได้ยินว่าเขาจะไปล่าสัตว์ในป่า
“ไม่อันตรายเท่าไหร่หรอก แล้วผมก็ไม่ได้ไปลึกมาก คุณไม่ต้องห่วงนะเมื่อก่อนผมก็เคยไปฝึกในป่าลึกที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิดมาก่อน ป่าแถว ๆ นี้มีอันตรายน้อยกว่ามาก สัตว์ที่ดุร้ายส่วนมากจะอยู่และหากินภายในป่าลึกที่อุดมสมบูรณ์กว่าป่าด้านนอกมาก พวกมันจึงมักไม่ออกมา
เพ่นพ่านบริเวณเขตป่ารอบนอก เพราะกลัวโดนมนุษย์ล่าเหมือนกันนั่นแหละครับ”
“อ๊ะ ถ้าอย่างนั้นคุณลองเอาผลไม้ในมิติฉันไปเป็นเหยื่อล่อลองดูไหมคะ เพราะแม้แต่ไก่ห้าตัวในเล้ายังติดใจเลย ฮิฮิ”
“อืม แล้วผมจะลองดูนะ ไม่แน่วันนี้ผมอาจจะโชคดีล่าสัตว์ได้หลายตัวเพราะเหยื่อล่อของคุณก็ได้”
“เสียดายจังที่ฉันมีเนื้ออยู่เยอะแยะแต่เอาออกมาไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคุณก็คงไม่ต้องเหนื่อยออกไปล่าสัตว์ให้ลำบากแล้วได้พักอยู่บ้านสบาย ๆ หลังจากที่ทำงานหนักติดต่อกันมาหลายอาทิตย์แล้ว” มู่เสี่ยวหลันรู้สึกไม่ดีเลยสักนิดที่เห็นเว่ยอี้หานต้องเข้าป่าไปลำบากแบบนั้น ๆ ทั้ง ๆ ที่เธอก็มีอาหารอยู่กับตัวมากมายอยู่แล้ว
เว่ยอี้หานเอามือลูบผมเธอเบา ๆ เพื่อเป็นการปลอบโยนและรู้สึกซึ้งใจที่เธอเป็นห่วงในความปลอดภัยของเขา ไม่อยากให้เขาต้องออกไปลำบาก
“คุณไม่ต้องคิดมากนะ เมื่อก่อนผมก็ออกไปล่าสัตว์บ่อยๆ แล้วผมก็ไม่เหนื่อยด้วยต้องขอบคุณน้ำจากในมิติของคุณ คุณก็อดทนอีกสักหน่อยนะ ผมรู้ว่าคุณเบื่อ เวลาหนึ่งอาทิตย์ก็แค่เพียงแป๊บเดียวเอง หลังจากนั้นผมจะพาคุณเข้าไปในเมืองเอง”
“อื้อ ฉันจะรอนะ ถ้างั้นฉันออกไปช่วยแม่ทำอาหารก่อนดีกว่า” มู่เสี่ยวหลันหน้าชื่นขึ้นมาทันทีเมื่อพูดถึงการเข้าไปในเมือง เพราะเธออยากไปลองสำรวจดูลาดเลาใจแทบขาดแล้วนั่นเอง
“ครับคุณไปเถอะ แล้วผมจะรอทานอาหารเช้าฝีมือคุณนะ”
มู่เสี่ยวหลันเดินยิ้มหน้าบานออกไปที่ห้องครัว วันนี้เธอตั้งใจจะทำอาหารสุดฝีมือ ก็สามีเพิ่งบอกว่าเขาจะรออาหารฝีมือเธอนี่นา มื้อนี้เธอจะทำอาหารพิชิตใจผู้ชายยยยย
“อรุณสวัสดิ์ค่ะแม่” มู่เสี่ยวหลันทักทายแม่สามีอย่างอารมณ์ดี
“อ้าวเสี่ยวหลัน ตื่นแล้วเหรอจ๊ะ เธอนี่ดื้อจริง ๆ เลยนะ น่าจะพักให้เต็มที่เสียก่อน ไม่รู้จะรีบร้อนออกมาช่วยแม่ทำไมกัน เพิ่งอยู่ไฟได้สองอาทิตย์เอง ออกมาเดี๋ยวก็โดนลม ทำให้ร่างกายได้รับความเย็นเข้าไปมันไม่ดีต่อสุขภาพของผู้หญิงหลังคลอดนะลูก”
“โธ่แม่คะ ตอนนี้ร่างกายฉันแข็งแรงดีมากแล้วจริง ๆ ร่างกายของฉัน ฉันรู้ตัวเองดีที่สุด แม่ไม่ต้องห่วงนะคะเอาเป็นว่า อาหารเช้าวันนี้แม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันเอง แม่กลับไปนอนพักอีกสักหน่อยก็ได้ค่ะ ฟ้ายังไม่สว่างดีเลย”
“ไม่ล่ะ ถ้าเธออยากทำอาหารจริง ๆ แม่ก็จะไม่ห้ามเธอแล้ว ห้ามไปเธอก็คงจะดื้อที่จะทำอยู่ดี ถ้าอย่างนั้นแม่จะไปดูแลสวนผักก็แล้วกันนะจ๊ะ สวนของเรามีผักหลายชนิด เธอจะใช้อะไรก็ไปเลือกเก็บเอาได้เลย”
“ค่ะแม่ แล้วฉันจะไปเก็บผักทีหลังนะคะ”
เมื่อแม่สามีเดินออกไปจากห้องครัวแล้ว เสี่ยวหลันจึงเริ่มสำรวจวัตถุดิบในห้องครัวว่ามีอะไรบ้าง เมื่อเห็นว่ามีซี่โครงหมูอยู่สองชิ้นใหญ่ เสี่ยวหลันจึงตัดสินใจที่จะทำโจ๊กซี่โครงหมูตุ๋น โดยเริ่มจากการตุ๋นกระดูกหมู และตุ๋นข้าวรอ เมื่อน้ำซุปได้ที่เธอจึงนำน้ำซุปกระดูกหมูที่มีสีใสและรสชาติกลมกล่อมมาเคี่ยวกับข้าวที่ตุ๋นไว้ก่อนหน้านี้
จากนั้นเธอก็ลวกไข่ออนเซ็นและกะเวลาโดยไม่ต้องพึ่งพานาฬิกาด้วยความชำนาญ ซึ่งไข่ทั้งหมดเป็นไข่ของแม่ไก่ทั้งสามตัวที่ยังขยันออกไข่วันละสองฟองทุกวัน จนพวกเขาไม่ต้องซื้อไข่จากที่อื่นอีกต่อไป
อีกทั้งพวกมันมักจะออกไข่ที่มีขนาดใหญ่โตกว่าปกติหรือที่เรียกว่าไข่ไซซ์จัมโบ้อยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ไข่ยังมีรสชาติที่กลมกล่อมและไม่มีกลิ่นคาวเลยสักนิด
ส่วนลูกไก่ทั้งสองตัวที่เพิ่งนำมาเลี้ยงเพิ่ม ตอนนี้พวกมันก็กำลังโตวันโตคืน และอีกไม่นานก็คงพร้อมที่จะออกไข่ได้แล้วเช่นกันเพราะได้กินทั้งผลไม้และน้ำจากมิติของมู่เสี่ยวหลันอยู่เป็นประจำ
มู่เสี่ยวหลันทำอาหารมือเป็นระวิงเมื่อตุ๋นข้าวได้ที่แล้ว ขณะที่รอตุ๋นกระดูกหมูให้เปื่อยนุ่ม เธอก็ออกไปเลือกเก็บผักสองสามชนิด เพื่อนำมาหั่นเตรียมไว้สำหรับทำผัดผักรวมมิตรเพื่อเสริมวิตามินให้กับร่างกายในอาหารเช้ามื้อนี้
เมื่อถึงเวลาตั้งโต๊ะกินข้าว เสี่ยวหลันจึงตักโจ๊กที่มีสีขาวนวลเนื้อสัมผัสเนียนละเอียดและมีกลิ่นหอมละมุนจากกลิ่นของข้าวและน้ำซุปกระดูกหมูที่ตุ๋นด้วยความชำนาญจึงมีสีใสและไม่ขุ่น เธอตักโจ๊กใส่ชามทีละใบ โดยวางกระดูกหมูที่ผ่านการตุ๋นจนเนื้อเปื่อยนุ่มใส่ชามละสองชิ้น ตอกไข่ออนเซ็นลงไปอีกหนึ่งฟอง สุดท้ายโรยหน้าด้วยต้นหอมและขิงซอย จากนั้นเธอจึงให้ ทั้งสองสาว ชิงชิงและอิงอิง ทยอยยกเข้าไปเสิร์ฟที่โต๊ะกินข้าวภายในบ้าน ส่วนเธอก็ลงมือผัดผักรวมที่เตรียมไว้ล่วงหน้าอีกสองจาน
“ โอ้โห อาหารเช้าวันนี้น่าทานมากเลยครับ ฝีมือพี่สะใภ้สุดยอดไปเลย หน้าตาน่าทานสุด ๆ ” เว่ยอี้หยางกลืนน้ำลายดังอึกอึก เพราะทนความยั่วยวนของโจ๊กในชามที่วางอยู่ตรงหน้าไม่ไหว
ปกติครอบครัวเว่ยจะทานเพียงแต่โจ๊กไข่เหลว ๆ ไม่ก็โจ๊กผัก ไม่เคยมีกระดูกหมูตุ๋นชิ้นโตน่าทานแบบนี้มาก่อนเลยในชีวิตที่ผ่านมาทั้งสิบสองปีของเขา
“ วันนี้พวกเราโชคดีจริง ๆ ที่พี่สะใภ้เข้าครัวทำอาหารเช้าให้พวกเรากิน ไม่อย่างนั้นพวกเราต้องได้กินผัดผักกับหมั่นโถวอีกแน่เลย ” เว่ยอิงอิงยกยอพี่สะใภ้ด้วยความดีใจแล้วหันไปทำหน้าทะเล้นหยอกล้อนางเว่ยผู้เป็นแม่ เพราะปกตินางเป็นคนทำอาหารเช้าเป็นประจำนั่นเอง ก็เธอกินแต่ผักจนเบื่อแล้วนี่นา
“ ยัยลูกคนนี้นี่ มีอาหารให้กินก็ดีเท่าไหร่แล้ว ที่ผ่านมามีครอบครัวไหนบ้างที่ได้กินอาหารดีเท่ากับครอบครัวเรา แค่ไม่ต้องอดก็โชคดีขนาดไหนแล้ว ซี่โครงหมูนี่แม่ก็ตั้งใจซื้อมาตุ๋นให้ทุกคนกับเสี่ยวหลันกินบำรุงนั่นแหละ "
" เอ้า ทั้งแม่ทั้งลูกอย่ามัวแต่เถียงกันอยู่เลย ดูสิฝีมือทำอาหารของลูกสะใภ้ดูน่ากินมากเลย มัวแต่เถียงกันเดี๋ยวอาหารก็เย็นซะก่อน ที่สำคัญมื้อนี้พวกเราได้กลับมาทานอาหารกันพร้อมหน้าพร้อมตากันทุกคน แม้จะขาดเจ้าตัวเล็กสองคนที่ยังกินข้าวพร้อมกับทุกคนไม่ได้ แต่รอให้โตกว่านี้หน่อยอีกไม่นานก็คงมานั่งกินด้วยกันได้แล้ว บ้านเราเองใช่ว่าจะมีโอกาสได้กินเนื้อบ่อย ๆ ตอนนี้มีให้กินก็รีบ ๆ กินเข้าไป อย่าบ่นมาก ” เว่ยชิงเทียนห้ามศึกวิวาทะระหว่างภรรยาและลูกสาวคนเล็ก เพราะเขาเองก็อยากจะลองลิ้มชิมรสชาติของโจ๊กฝีมือลูกสะใภ้เต็มทีแล้วเหมือนกัน
“ ทุกคนรีบกินข้าวกันเถอะครับ เดี๋ยวจะเย็นชืดเสียก่อน เสี่ยวหลันอุตส่าห์ตั้งใจทำ ถ้าทุกคนอยากกินเนื้ออีก วันนี้พี่จะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ อาหยางอยากไปด้วยหรือเปล่า ”
“ พี่พูดจริงหรือพี่ใหญ่ ”
“ อือ อยากไปก็รีบกินให้เสร็จ ”
“ ไปสิไป ฉันรอให้พี่พาไปล่าสัตว์มาตั้งนานแล้ว ”
หลังจากนั้นทุกคนก็ตั้งหน้าตั้งตาจ้วงโจ๊กที่อยู่ในชามของตัวเองเข้าปาก หลังจากที่ได้ลิ้มรสชาติคำแรก แม้แต่ผัดผักจานใหญ่ทั้งสองจานก็ไม่มีเหลือ
“ พี่สะใภ้ทำอาหารอร่อยและเก่งมากเลยค่ะ แม้แต่ผัดผักก็ยังมีความกรอบหลงเหลืออยู่ไม่เห็นเละเหมือนที่ฉันทำเลยค่ะ ทั้งหวานทั้งกรอบจริงไหมพี่ใหญ่ " เว่ยชิงชิง ที่ยิ้มมีความสุขกับมื้อเช้าหันไปกระเซ้าพี่ชายพร้อมกับขยิบตาให้หนึ่งที
“ อืม เสี่ยวหลันทำอร่อยมาก สมกับที่รอคอย ”
เว่ยอี้หานยิ้มพร้อมกับหันมาสบตาของภรรยา เพื่อยืนยันคำพูดของตัวเองว่าเขาชอบอาหารฝีมือของเธอมาก ส่วนรอคอยอะไร และรอคอยทำไม มีเพียงคนสองคนในที่นี้เท่านั้นที่เข้าใจความหมายของมัน
“ พ่อกับแม่ทานเยอะ ๆ นะคะ วันนี้ฉันตั้งใจทำโจ๊กมาบำรุงทุก ๆ คนเลยนะคะ ” เสี่ยวหลันหันมาสนทนากับพ่อแม่สามีแก้เขิน หลังจากได้รับยิ้มพิฆาตจากผู้ชายที่นั่งอยู่ด้านข้าง แต่ก็ไม่ลืมตอบสามีออกทีหลังไปว่า
“ ถ้าคุณชอบฉันจะทำให้ทานบ่อย ๆ นะคะ ”
“ อะแฮ่ม พวกพี่อย่ามาจีบกันต่อหน้าพวกเราแบบนี้สิ เช้านี้พวกเรากินแค่โจ๊กอร่อย ๆ ฝีมือพี่สะใภ้ก็พอแล้ว อย่าสาดอาหารหมามาให้พวกเราเพิ่มแบบนี้สิคะ ” เว่ยอิงอิงแซวสองสามีภรรยาที่เริ่มจะสวีทหวานแหววอย่างออกนอกหน้ากะทันหัน ทั้ง ๆ ที่ปกติไม่เคยทำ
จนกระทั่งเมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมาจู่ ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างพี่ชายกับพี่สะใภ้ก็เริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่อึมครึมกันมานานหลายเดือนจนลูกสองคนคลอดออกมา ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ สร้างความยินดีให้กับทุกคนในครอบครัวเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาไม่อยากให้ลูกชายหรือพี่ชายคนโตมีชีวิตครอบครัวที่ไม่สงบสุขหรือล้มเหลว และไม่อยากให้หลานชายทั้งสองคนต้องมีครอบครัวแตกแยก พ่อไปทางแม่ไปทาง
ไม่เพียงความสัมพันธ์ระหว่างสองสามีภรรยาจะกลับกลายเป็นดีขึ้น แต่กับสมาชิกครอบครัวเว่ยทุกคนก็เช่นเดียวกัน พวกเขาชอบนิสัยที่เปลี่ยนไปหลังคลอดลูกของมู่เสี่ยวหลันมาก ไม่ใช่เมื่อก่อนเธอนิสัยไม่ดี เพียงแต่พวกเขารู้สึกห่างเหินและแปลกแยกกับสะใภ้คนนี้ อาจจะเป็นเพราะเมื่อก่อนมู่เสี่ยวหลันชอบเก็บตัวอยู่คนเดียวในห้องเวลาอยู่ที่บ้านและไม่ชอบสุงสิงกับคนในครอบครัวสามี ทุกคนจึงเกรงใจและพยายามไม่เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับเธอมากนัก
จนกระทั่งเธอคลอดลูกชายฝาแฝดให้กับครอบครัวเว่ย ทุกคนต่างก็คิดว่าลูกชายฝาแฝดทั้งสองคนอาจจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มู่เสี่ยวหลันรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเว่ยมากขึ้นนั่นเอง
นั่นเป็นเพียงความคิดของสมาชิกครอบครัวเว่ยรวมถึงเว่ยอี้หานเองก็เช่นกันก่อนที่เขาจะรู้ความจริง โดยที่ทุกคนไม่รู้เลยว่า สะใภ้ที่อยู่ตรงหน้าถึงแม้ร่างกายจะเป็นคนเดิมแต่จิตวิญญาณนั้นไม่ใช่เธอถึงได้เปลี่ยนแปลงไปทั้งความคิดและการกระทำ
หากเป็นเมื่อก่อนเว่ยอิงอิงนั้นคงไม่กล้าที่จะพูดจาเช่นนี้กับพี่สะใภ้คนโต แต่สองอาทิตย์ที่ผ่านมานอกจากเว่ยชิงเทียนที่เป็นบุรุษและพ่อสามีจึงไม่สามารถใกล้ชิดหรือสนิทสนมกับลูกสะใภ้ได้มากนักเพราะความเหมาะสม แต่ก็ถือว่าคุ้นเคยกันมากกว่าแต่ก่อนมาก
เพราะทุกวันหลังจากที่พ่อเว่ยเลิกงานในนาแล้วกลับมาถึงบ้าน เขาจะรีบอาบน้ำแล้วมักจะแวะมาดูหลานชายทั้งสองก่อนเป็นประจำทุกวัน ส่วนแม่เว่ยและทั้งสามคนพี่น้องกลับสนิทสนมกับมู่เสี่ยวหลันผู้เป็นลูกสะใภ้และพี่สะใภ้มากกว่าพ่อเว่ยมากจนสามารถพูดคุยหยอกล้อกันได้ในเวลาอันรวดเร็ว
และในตอนนี้ทุกคนต่างก็รู้สึกได้ว่า คนที่สนิทกับมู่เสี่ยวหลันที่สุดนั้นกลับไม่ใช่เว่ยชิงชิงน้องสาวสามีอีกต่อไป แม้ว่าตอนนี้พวกเธอก็ยังสนิทสนมกันเหมือนเดิมและดูเหมือนจะสนิทกันมากกว่าแต่ก่อนด้วยซ้ำไป แต่ตำแหน่งที่เปลี่ยนไปนั้นเป็นเพราะมู่เสี่ยวหลันคนใหม่นั้นใส่ใจอยากแนบสนิทและชิดใกล้กับเว่ยอี้หานผู้เป็นสามีมากกว่านั่นเอง
พิสูจน์ได้จากเสียงประท้วงจากเจ้าเด็กตัวเหม็นนี่อย่างไรล่ะ…….
“ พี่เสี่ยวหลันจะทำให้แต่พี่ใหญ่ไม่ได้นะ พวกพี่อย่าทำเหมือนบ้านนี้มีแค่พวกพี่สองคนเท่านั้นสิ ยังมีพวกเราสามคนกับพ่อแม่อยู่อีกนะพี่สะใภ้ พวกเราก็อยากกินอาหารฝีมือพี่เหมือนกันพี่ห้ามเลือกปฏิบัติสิ ไหนพี่เคยบอกว่าพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันไง ”
มู่เสี่ยวหลันหน้าแดงแปร๊ดดด หลังจากที่โดนอาหยางเจ้าเด็กตัวเหม็นแกล้งแซวล้อเลียน หาว่าเธอลำเอียง ในสายตาเห็นแต่เพียงเว่ยอี้หานเท่านั้นต่อหน้าทุกคนในครอบครัวเว่ย
“ อุ๊บ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ” ทุกคนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อม ๆ
ทุกคนต่างก็รู้สึกเหมือนกันว่า อาหารมื้อนี้เป็นมื้อที่ดีที่สุดมื้อหนึ่งของครอบครัว แม้ว่าจะเป็นเพียงโจ๊กธรรมดา ๆ กับผัดผักเพียงเท่านั้น แต่การได้กินอาหารพร้อมหน้าพร้อมตา อีกทั้งยังมีเสียงหัวเราะจากความสุขของทุกคนในครอบครัว แม้ว่าจะยากจน พวกเขาก็ไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่านี้
หลังจากที่กินมื้อเช้าเสร็จทุกคนในบ้านก็แยกย้ายกันไปทำตามหน้าที่ของตัวเอง เว่ยชิงเทียนพร้อมกับลูกสายทั้งสองคนก็ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ ชิงชิงและอิงอิงสองพี่น้องช่วยกันทำงานบ้านรวมถึงทำความสะอากห้องครัวและล้างจาน ส่วนแม่เว่ยช่วยมู่เสี่ยวหลันดูแลหลานชายทั้งสองคน
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาสามพ่อลูกหอบหิ้วทั้งไก่และกระต่ายป่ากลับมาบ้านด้วยความสุข แต่ละคนหอบหิ้วสัตว์ที่ล่าได้ลงเขามาเต็มสองมือกันทุกคน เวลาที่เดินผ่านกับชาวบ้านทั้งที่มาจากหมู่บ้านเดียวกันและหมู่บ้านใกล้เคียงที่ขึ้นเขาไปหาของป่าบนเขา สามพ่อลูกบ้านเว่ยก็ตกเป็นที่อิจฉาตาร้อนของคนเหล่านั้น ที่ต่างก็ตาวาววับจ้องมองกระต่ายและไก่ป่าจำนวนมากถึงสิบตัวที่สามพ่อลูกล่ามาได้ในวันนี้
“ ชิงเทียนวันนี้สัตว์บนเขามันชุกชุมมากเลยเหรอ ทำไมพวกนายสามพ่อลูกถึงล่ากระต่ายกับไก่ป่าได้เยอะขนาดนี้ ” เพื่อนบ้านคนหนึ่งตะโกนถามเว่ยชิงเทียนเมื่อเขาและลูกชายเดินผ่านบ้านของผู้ชายคนนั้นด้วยตาร้อนผ่าว ๆ ด้วยความอิจฉาว่าทำไมตอนที่ตนเองไปวางกับดักไม่เห็นจะโชคดีจับได้เยอะขนาดนี้บ้าง
“ โอ้ นิดหน่อยน่ะ วันนี้พวกเราสามพ่อลูกเพียงแค่โชคดีเท่านั้น ” เว่ยชิงเทียนตอบกลับสั้น ๆ ก่อนที่จะเดินกลับบ้านไป
“ นิดหน่อยผายลมน่ะสิ วันนี้สัตว์ต้องชุมมากแน่ โธ่เว้ยลืมถามไปเลยว่าสามพ่อลูกไปตรงไหนมาจะได้ไปบ้าง ” ตาลุงเพื่อนบ้านยังบ่นตามหลังสามพ่อลูกด้วยความเสียดายไม่หาย
ส่วนเว่ยชิงเทียนก็โดนหาว่าเป็นคนโกหกโดยที่ไม่รู้ตัวด้วยเช่นกันทั้ง ๆ ที่เขาก็ตอบไปตามความจริง เนื่องจากคิดว่าโชคดีที่ลูกชายเอาผิงกั่วจากที่บ้านไปทำเป็นเหยื่อล่อก็เลยจับสัตว์ได้มากกว่าปกติเท่านั้นเอง ไม่ได้ตั้งใจตอบแบบถ่อมตัวหรือโกหกแต่อย่างใดเลยสักนิด