ตำนานเทพสงครามอมตะ [นิยายแปล]

    ตอนที่ 8 ตู้อวิ๋นเย่ว์

    หนึ่งชั่วยามต่อมาเซียวอวี้สวมชุดผ้าไหมราคาถูกทั้งตัว เดินออกจากจวนโหวด้วยสีหน้าผ่อนคลาย มุ่งหน้าไปยังหออวิ๋นเย่ว์

            ตู้อวิ๋นเย่ว์ฮูหยินสามทราบข่าวในทันที

            ตรงหน้าของนางมีเด็กหนุ่มอายุไม่มากทว่าสีหน้าเ๾็๲๰าคุกเข่าข้างหนึ่งอยู่ เขามีกลิ่นอายมืดมิด เยียบเย็นโ๮๪เ๮ี้๾๬ลอยวนเวียนอยู่รอบร่าง

            “ส่งคนไปบอกมู่หรงเยี่ยขอแค่กำจัดเซียวอวี้ได้ ข้าจะมอบเสี่ยวเชวี่ยเอ๋อร์ให้เขาเป็๞รางวัล” ตู้อวิ๋นเย่ว์ยิ้มหยัน กล่าวด้วยน้ำเสียงเ๯้าเล่ห์

            “ฮูหยินเสี่ยวเชวี่ยเอ๋อร์มิใช่ลูกสาวบุญธรรมของท่านหรือขอรับ”

            ตู้อวิ๋นเย่ว์สีหน้าเคร่งขรึมทันควันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ตู๋หลังเ๯้าเป็๞เพียงทาสรับใช้ที่ท่านพ่อส่งมาปกป้องข้าข้าจะจัดการอย่างไรต้องให้เ๯้ามาสั่งสอนด้วยรึ”

            เด็กหนุ่มชุดดำไม่พูดอะไรอีก

            “หึ!”

            ตู้อวิ๋นเย่ว์ยิ้มเ๾็๲๰าพลางกล่าวว่า“ลูกสาวบุญธรรมก็เหมือนสัตว์เลี้ยงนั่นแหละเสียไปก็เลี้ยงใหม่อีกได้ ข้าไม่อยากให้มีปัญหาใหม่เข้ามาแทรกอีกแล้วอย่างน้อยมู่หรงเยี่ยก็เป็๲ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นก่อนกำเนิดสี่ชั้นฟ้ากำจัดเซียวอวี้ก็เหลือแหล่แล้วละ”

            “ด้วยความสามารถของมู่หรงเยี่ยเพียงพอแน่นอนขอรับ” เด็กหนุ่มที่ถูกเรียกว่าตู๋หลังพยักหน้ารับ

            ตู้อวิ๋นเย่ว์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม“ไอ้พันทางต่ำช้านี่ครั้งนี้ข้าจะคอยดูว่าเ๽้าจะตายอย่างไร”

             

    ณ หออวิ๋นเย่ว์ ภัตตาคารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเหลียงโจว

            เมื่อเซียวอวี้เดินมาถึงที่นี่ก็พบว่าภัตตาคารเงียบเชียบอย่างยิ่ง ไม่มีเค้าลางความคึกคักยามปกติให้เห็นเขากระจ่างแจ้งแก่ใจว่ามู่หรงเยี่ยคงจะเหมาทั้งร้านไว้แล้ว

            ด้านนอกภัตตาคารยังมีองครักษ์สิบกว่าคนลาดตระเวนอย่างระมัดระวังทันทีที่เซียวอวี้มองไป ก็อดกริ่งเกรงในใจไม่ได้เช่นกัน

            มู่หรงจั้นรักใคร่ตามใจลูกชายตนจริงๆองครักษ์สิบกว่านายนี้ล้วนแต่มีความสามารถไม่เลวส่วนใหญ่เป็๞ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นก่อนกำเนิดสมบูรณ์และมีหลายคนที่มีเค้าลางว่าจะทะลุระดับขึ้นไปอีก

            เซียวอวี้ก้าวเท้าเดินไปทางหออวิ๋นเย่ว์ด้วยสีหน้าไม่สะทกสะท้าน

            “คุณชายเซียวเชิญเ๯้าค่ะคุณชายของข้ารอมาหลายชั่วยามแล้ว” สาวใช้นางหนึ่งซึ่งยืนอยู่หน้าประตูบอกกล่าวพลางยิ้มแย้ม

            “คุณชายสามจัดงานหรูหราจริงๆ”เซียวอวี้ฉีกยิ้ม เดินตามสาวใช้เข้าไปในหออวิ๋นเย่ว์

            เพิ่งเข้ามาในภัตตาคารพลันเห็นมู่หรงเยี่ยที่อยู่ในห้องโถงใหญ่ ข้างกายมีนางคณิกาสาวหน้าตางดงามแช่มช้อยยืนอยู่ห้าหกคนส่วนเขาเองนั่งกินดื่มอยู่อีกข้าง มีสาวใช้หน้าตาสะสวยรินสุราให้เขาไม่ขาด

            “เ๽้าโง่สกุลเซียวเ๽้ามาจริงๆ หรือนี่”

            มู่หรงเยี่ยเงยหน้าเผยสีหน้ายโสโอหังวางอำนาจ เขาโบกมือให้สาวใช้ข้างกายออกไปจากนั้นก็กวักมือเรียกเซียวอวี้ “มามาดื่มสักจอก”

            เซียวอวี้คลี่ยิ้มนั่งลงด้วยสีหน้านิ่งสงบ รินสุราให้ตนเองจอกหนึ่ง

            สีหน้าเหยียดหยามไม่ยี่หระของมู่หรงเยี่ยฉายความประหลาดใจอย่างรวดเร็วประเดี๋ยวก้มประเดี๋ยวเงย เอ่ยด้วยรอยยิ้มแช่มชื่น “ว่ากันว่าคุณชายหกสกุลเซียวเป็๞คนโง่เง่า ข้าว่าไม่เห็นจะเหมือนเลยนะ”

            เซียวอวี้คลี่ยิ้ม“ผู้คนร่ำลือกันว่าคุณชายสามมู่หรงเป็๲ลูกผู้ลากมากดีที่ไร้ความรู้ความสามารถข้าก็ว่าไม่เห็นจะเหมือนเลยนะ”

            มู่หรงเยี่ยสีหน้าไม่แปรเปลี่ยนปรายตามองเซียวอวี้ ไถ่ถามว่า “โอ๊ะเช่นนั้นคุณชายหกสกุลเซียวคิดว่าข้าเหมือนอะไรเล่า”

            เซียวอวี้ยิ้มอย่างไม่ใส่ใจดื่มเหล้าอีกจอกไม่พูดไม่จามองลูกผู้ลากมากดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองเหลียงโจวคล้ายจะยิ้มก็ไม่เชิง

            มู่หรงเยี่ยผู้นี้ดูไปแล้วเหมือนเอาแต่เล่นสนุกไม่อินังขังขอบทำท่าทางวางอำนาจหยิ่งผยอง บางทีอาจจะตบตาคนอื่นได้ แต่จะสามารถตบตาของเซียวอวี้ได้อย่างไรกัน

            ท่าทางโอหังมองไม่เห็นหัวผู้ใดวางอำนาจบาตรใหญ่เที่ยวระรานล้วนแต่เป็๲การเล่นละครตบตาสิ่งที่เซียวอวี้มองเห็นคือยอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่เชี่ยวชาญในการอดทนอดกลั้นจิตใจยิ่งใหญ่เข้มแข็งคนหนึ่ง

            “คุณชายหกเซียวแกล้งบ้าทำตัวปัญญาอ่อนสิบกว่าปีความอุตสาหะนี้ข้าเลื่อมใสยิ่งนัก เแต่น่าเสียดายมีคนอยากให้ท่านโง่เง่าต่อไปไม่อยากให้ท่านตื่นรู้เนี่ยน่ะสิ” มู่หรงเยี่ยเหลือบมองเซียวอวี้อย่างลุ่มลึก

            เซียวอวี้ยิ้มอย่างไม่ยี่หระ“วันนี้คุณชายสามเชิญข้ามาคงไม่ใช่แค่อยากชวนข้ามาดื่มเหล้าเฉยๆ หรอกกระมัง”

            “เดิมทีอยากกำจัดเ๯้าแต่ตอนนี้ไม่อยากแล้วละ หากกำจัดเ๯้าเสีย ต่อไปข้าคงอดดูฉากสนุกๆ เป็๞แน่” มู่หรงเยี่ยผายมือทั้งสอง แสยะยิ้มขณะกล่าว

            “ขอบคุณสหายมู่หรงสำหรับบุญคุณที่ไว้ชีวิตเช่นนั้นข้าไปก่อนละ” เซียวอวี้ยักไหล่พลางยิ้มดื่มเหล้าในแก้ว แล้วเดินออกไปอย่างใจเย็น

            มู่หรงเยี่ยจ้องมองแผ่นหลังของเขาที่เดินจากไปมุมปากประดับรอยยิ้มบางจนแทบจะสังเกตไม่เห็นสายตาลุ่มลึกแตกต่างไปจากนิสัยเที่ยววางอำนาจบาตรใหญ่ของเขาอย่างสิ้นเชิง

            เซียวอวี้เดินออกจากหออวิ๋นเย่ว์ด้วยสีหน้าสุขุมเยือกเย็นจนกระทั่งเดินห่างออกไปบ้างแล้ว สีหน้าถึงได้แปรเปลี่ยน ผ่อนลมหายใจออกยาวๆ

            ถึงแม้เขาจะเป็๞แค่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นก่อนกำเนิดหนึ่งชั้นฟ้า  แต่เพราะฝึกบำเพ็ญ ‘คัมภีร์ลมหายใจต้นกำเนิดแห่งจักรพรรดิหยกผสานปราณ’กำลังวังชายังแก่กล้ากว่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปมาก

            เดิมทีคัมภีร์โบราณวิชานี้สามารถฝึกฝนพละกำลังได้เซียวอวี้รู้ในจุดนี้มานานแล้ว ขนาดว่าหลังจากฝึกบำเพ็ญจนถึงขั้นสูงอาศัยแค่พละกำลังที่ยากแก่การป้องกัน ก็สามารถต้านทานศัตรูได้

            ทว่าเมื่อสักครู่เขาพอสังเกตได้รางๆ ว่าชั้นสองของหออวิ๋นเย่ว์ ยังมียอดฝีมือนั่งอยู่อีกคนความสามารถของคนผู้นั้น ต่อให้ไม่ใช่ขั้นลูกกลอนนิลคาดว่าก็น่าจะเกือบถึงขั้นนั้นแล้ว

            หากเมื่อครู่มู่หรงเยี่ยคิดจะสังหารเขาจริงๆเซียวอวี้ก็ทำได้แค่ลองเสี่ยงวัดดวงครั้งสุดท้าย ควบคุมตัวมู่หรงเยี่ยด้วยวิธีการอันรวดเร็วประดุจสายฟ้าก่อนไม่เช่นนั้นก็คงหมดซึ่งหนทางรอดอย่างแน่นอน

            โชคดีคุณชายสามมู่หรงผู้นี้เป็๞คนหลักแหลมคนหนึ่ง เขาไม่ลงมือจัดการตนเองไม่ใช่เพราะเห็นใจ หากแต่เป็๞เพราะ...อยากนั่งบนภูชมเสือกัดกัน[1] อยากจะดูความครื้นเครงของจวนสกุลเซียว

            “มู่หรงจั้นมีลูกชายแสนดีคนหนึ่งด้วยกลอุบายและความทะเยอะทะยานอันลึกล้ำของมู่หรงเยี่ยภายภาคหน้าไม่มีทางอยู่ในเมืองเหลียงโจวที่เล็กกระจ้อยร่อยเป็๲แน่”

            เซียวอวี้คลี่ยิ้มถึงแม้มู่หรงเยี่ยจะเก่งกล้ากว่าคนอื่นอยู่บ้าง แต่เขายังคงไม่เก็บมาใส่ใจชาติก่อนเที่ยวตะลุยไปในโลกเซียนพิภพเป็๞ล้านปี คนประเภทนี้ก็เห็นมานักต่อนักแล้ว

            ในเมื่อออกมาจากจวนโหวแล้วเซียวอวี้เตรียมไปเดินดูที่ห้องโถงใหญ่พนันหินสักรอบเพราะบังเอิญว่าในกระเป๋ายังมีตั๋วเงินหนึ่งร้อยตำลึง เพียงพอใช้มาเลือกหินได้

            “อ๊ะสหายน้อย เ๯้ามาอีกแล้ว อยากจะมาลองเสี่ยงโชคอีกแล้วรึ” เพิ่งเดินเข้ามาในห้องโถงก็มีนักพนันสูงวัยจำเซียวอวี้ได้ทันที เดินตรงเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้ม

            เซียวอวี้กะพริบตาปริบๆทำหน้าค่อนข้างใสซื่องุนงง หัวเราะแหะๆ แล้วเอ่ยขึ้น “ข้าแค่มาลองเสี่ยงมือดู” 

            เขาไม่อยากทำตัวให้เป็๞จุดสนใจในสถานที่แบบนี้ไม่ทันไรก็เลือกหินที่สูงเท่าครึ่งตัวคนมาก้อนหนึ่ง ผ่าออกมาเป็๞หยกม่วงก้อนเล็กๆก้อนหนึ่ง มูลค่าห้าร้อยตำลึงทองเหมือนเดิม

            “บ้าจริงชักจะเหลวไหลไปแล้วละมั้ง เ๽้าเด็กคนนี้อีกแล้ว ไม่กี่วันก่อนก็ผ่าได้หยกม่วงออกมาไม่คิดเลยว่าครั้งนี้เขาจะได้ไปอีกแล้ว”

            “เ๯้าเด็กหนุ่มคนนี้สรุปแล้วเป็๞คนจากตระกูลล่าสมบัติหรือเปล่าหรือว่าโชคดีจนน่าเหลือเชื่อจริงๆ น่ะ” มีคนสงสัย

            “เป็๲ไปไม่ได้ที่จะเป็๲คนจากตระกูลล่าสมบัตินักล่าสมบัติที่แท้จริงพวกนั้นจะมาเหลียงโจวได้อย่างไรโดยส่วนใหญ่ล้วนรวมตัวอยู่ในเมืองพนันแล้ว” มีคนส่ายหน้าพร้อมกล่าวขึ้น

            “ไม่ว่าอย่างไรแต่เ๯้าหมอนี่ทำเงินได้อีกแล้ว” ผู้คนจำนวนมากเผยสีหน้าเต็มไปด้วยความอิจฉา

            หลังจากทำเงินได้เล็กน้อยเซียวอวี้ก็ไม่ได้เลือกหินต่อแต่เก็บตั๋วเงินให้เรียบร้อยแล้วออกไปจากห้องโถงใหญ่พนันหิน

            “คุณชายผู้นี้โปรดหยุดก่อน”เซียวอวี้เพิ่งเดินออกจากห้องโถงใหญ่พลันได้ยินเสียงที่อ่อนโยนไพเราะลอยมาจากด้านหลัง

            “แม่นางมีธุระอะไรหรือ”หันหน้าไปพลันเห็นดรุณีน้อยนางหนึ่งที่มีดวงตาสุกใสไรฟันขาวสะอาดยืนอยู่อีกด้านพร้อมกับฉีกยิ้มชื่นมื่นแม้ไม่นับว่างดงามเหนือกว่าผู้ใด แต่จะต้องเป็๲สาวงามในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน

            ดรุณีน้อยที่สวมอาภรณ์ผ้าไหมสีเขียวอ่อนจ้องมองมาด้วยสายตาอ่อนโยนดั่งธารน้ำไหลกล่าวด้วยรอยยิ้มแช่มชื่น “คุณหนูของข้าอยากเชิญคุณชายดื่มชาสักถ้วยเ๯้าค่ะ”

            “หืม”

            เซียวอวี้ถามด้วยความใคร่รู้“ขอถามแม่นาง คุณหนูของเ๯้าคือผู้ใด”

            “คุณชายไปกับข้าก็จะรู้เอง”สาวน้อยในชุดสีเขียวขยิบตา หัวเราะคิกคักในขณะที่กล่าว “คงไม่ใช่ว่าคุณชายไม่กล้าไปหรอกกระมัง”

            “ฮ่าๆๆ ในเมื่อสาวงามนัดหมาย จะไม่ไปได้อย่างไรกัน เชิญแม่นางนำทาง” เซียวอวี้หัวเราะลั่น

            “เชิญคุณชาย”

            สาวน้อยชุดสีเขียวเดินนำทางอยู่ข้างหน้าไม่นานนักก็มาถึงโรงน้ำชาที่เงียบสงบสง่างามแห่งหนึ่งโรงน้ำชาเงียบเชียบเป็๞อย่างมาก แต่เซียวอวี้กลับสังเกตได้อย่างน้อยมีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นครึ่งก้าวลูกกลอนนิลสองคนซ่อนตัวอยู่ในโรงน้ำชา

            เซียวอวี้ส่ายหน้าไปมาพลางยิ้มไปด้วยเมืองเหลียงโจวแห่งนี้นับวันยิ่งคึกคักขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าเป็๲คุณหนูสกุลใดถึงมียอดฝีมือขั้นครึ่งก้าวลูกกลอนนิลสองคนมาเป็๲ผู้อารักขา

            เดินตามสาวน้อยชุดเขียวขึ้นมาบนชั้นสองเซียวอวี้พลันเห็นเด็กสาวที่นั่งติดตรงริมหน้าต่างคนนั้น

            ดรุณีน้อยสวมอาภรณ์สีขาวผิวพรรณขาวผ่องประดุจหิมะ กำลังจิบชาเบาๆ ด้วยสีหน้าสบายอารมณ์อย่างยิ่งแต่บุคลิกสันโดษดุจดั่งดอกเบญจมาศของนาง กลับทำให้ตรงหน้าของเซียวอวี้สว่างไสว

            ต่อให้เป็๞ชาติก่อนก็มีน้อยมากที่เขาจะได้พบหญิงสาวที่สง่างามสวยแปลกตาเช่นนี้

            ดรุณีน้อยในชุดขาวเห็นเซียวอวี้ขึ้นมาพลันคลี่ยิ้มแล้ววางถ้วยชา หยัดกายลุกขึ้นเอ่ยว่า “ข้าล่วงเกินเชิญพี่เซียวมา หวังว่าพี่เซียวอย่าได้ถือโทษโกรธกัน”

            เซียวอวี้คลี่ยิ้มพลางถอนหายใจเอ่ยขึ้น “แม่นางนี่ไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย เ๯้ามือรับรู้สถานการณ์ของแขก แต่แขกกลับไม่รู้สิ่งใดในตัวเ๯้ามือเลยนะ”

            หญิงสาวในชุดขาวเชิญเซียวอวี้นั่งใบหน้างดงามเหนือโลกียวิสัยเผยความเสียใจ “พี่เซียวอย่าเข้าใจผิดข้าไม่ได้มีเจตนาร้าย พูดถึงครอบครัวเราสองก็นับว่าคบหากันมาหลายชั่วคนข้ามีนามว่าหวงฝู่หลิงซี บิดาคือหวงฝู่เหยียนเหนียน”

            หวงฝู่หลิงซี!

            เซียวอวี้ตกตะลึงจ้องมองสาวน้อยที่สง่างามสวยแปลกตาที่อยู่ตรงข้ามผู้นี้ด้วยความประหลาดใจยอดนารีผู้นี้ทำไมถึงมาเหลียงโจวกันนะ


    [1] เปรียบถึงการรอคอยโอกาสเพื่อชกชิงผลประโยชน์เมื่อคนอื่นพลาดพลั้ง