"ดูเหมือนว่าเดี๋ยวนี้น้ำที่ทหารนำมาให้เราต้มมันจะขุ่นมากเลยนะเ้าคะ" หญิงสาวมองไปในหม้อต้มน้ำที่มีสีขุ่นปนน้ำตาล เริ่มลังเลว่าตนควรจะคิดหาอุปกรณ์สำหรับกรองน้ำขึ้นมาดีหรือไม่
่แรกที่ตนทะลุมิติมาที่นี่ น้ำดื่มน้ำใช้ล้วนใสสะอาด แต่ยังดีที่พวกเขายังรู้จักการฆ่าเชื้อโดยวิธีการต้มน้ำดื่ม แต่บัดนี้น้ำกลับค่อยๆ ขุ่นมัวและเปลี่ยนสีเป็น้ำตาลอ่อนแล้ว
"น้ำที่เราใช้กันอยู่ล้วนมาจากแม่น้ำสุ่ยซี แต่เวลานี้ปริมาณน้ำเริ่มแห้งขอดลงไป กอปรกับทางฝั่งตะวันออกก็ขาดแคลนน้ำ ขุนนางฝ่ายโยธาจึงรวบรวมกำลังพลจากอีก 6 กองธงให้มาช่วยขนน้ำไปเติมในอ่างเก็บน้ำฝั่งตะวันออก ก็เลยยิ่งทำให้น้ำลดและขุ่นมากขึ้นกว่าเดิม" เจียงเป่าเฉียงอธิบายให้หญิงสาวเข้าใจ
เขาไม่กล้าละเลยคำสั่งของมหาอุปราชว่าให้คุ้มครองจ้าวซือหยาง จึงมักจะแสร้งออกมาตรวจงานการสร้างเขื่อน รวมทั้งร่วมเดินทางออกไปส่งน้ำส่งเสบียงตามที่พักคนงานพร้อมกับเกวียนขนสัมภาระด้วยบ่อยๆ เพื่อลอบให้การดูแลสตรีของผู้เป็นาย
"อ้อ เข้าใจแล้วเ้าค่ะ ข้าเห็นทหารจำนวนมากขนส่งอะไรบางอย่างขึ้นเกวียนไปทางเทือกเขา ที่แท้ก็กำลังขนน้ำข้ามเทือกเขากันนี่เอง" หญิงสาวรู้สึกอึ้งมาก ที่การแก้ปัญหาของอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ ล้วนแล้วแต่เกิดจากการใช้แรงงานแรงใจของผู้คนจำนวนมหาศาล
"น้ำลดแห้งลงเช่นนี้ ทหารคงกำลังช่วยกันขุดลอกคูคลองอยู่ใช่หรือไม่เ้าคะ"
"ขุดลอกคูคลอง? หมายถึงอะไรหรือแม่นางจ้าว"
"ก็ขนตะกอนดินใต้น้ำขึ้นมาอย่างไรเล่าเ้าคะ วิธีนี้จะช่วยแก้ปัญหาร่องน้ำตื้นเขิน หากมีฝนตกลงมาแม่น้ำลำคลองก็จะสามารถกักเก็บน้ำไว้ได้มากขึ้น บรรเทาปัญหาน้ำท่วมได้อีกด้วย " จ้าวซือหยางเข้าใจว่าตนอาจจะใช้คำพูดไม่ตรงกับยุคสมัยทำให้เจียงจางสื่อไม่เข้าใจ จึงบอกวิธีการและผลลัพธ์ออกไปแทน
เจียงเป่าเฉียงยืนฟังหญิงสาวกล่าวพร้อมกับคิดตามแล้วเขาก็ถึงกับต้องหอบหายใจกระชั้นถี่ด้วยความตื่นเต้น หนึ่งเดือนก่อนหน้าิกวานให้เขาส่งรายงานการสร้างเขื่อนและปัญหาเื่ปริมาณน้ำไปที่เมืองหลวง ขุนนางน้อยใหญ่ในราชสำนักรวมหัวกันคิดออกได้เพียงส่งกำลังพลมาขนน้ำไปให้เกษตรกรทางฝั่งตะวันออกหลังเทือกเขาใช้ เพื่อเพิ่มผลผลิตให้ได้ก่อนถึง่เวลาขาดแคลนอาหารตามคำพยากรณ์เท่านั้น
สิ่งที่จ้าวซือหยางกล่าวมาเมื่อครู่ ไม่ได้แก้ปัญหาเื่อาหารก็จริง แต่กลับเป็กลวิธีการแก้ปัญหาน้ำที่ตนไม่เคยพบเห็นหรือได้ยินมาก่อน
"แม่นางจ้าว เ้าไปกับข้าสักครู่เถิด เวลานี้ท่านมหาอุปราชล่องเรือดูสภาพน้ำอยู่ในแม่น้ำใกล้กับพวกเราอยู่พอดี เื่ที่เ้าพูดเมื่อครู่ไม่อาจรอช้าได้"
"ข้าขอพาแม่นางจวีไปด้วยได้หรือไม่เ้าคะ" จ้าวซือหยางได้ยินว่าต้องไปพบยมทูตกวานจึงไม่อยากไปเพียงลำพัง
จวีลี่อิ่งได้ยินเข้าก็รีบเดินมาทางคนทั้งสองที่กำลังยืนคุยกันอยู่
"หากนายท่านอนุญาตข้าก็อยากไปด้วยเ้าค่ะ" จวีลี่อิ่งเกรงว่าหากปล่อยให้จ้าวซือหยางไปคนเดียว นางอาจจะถูกคนผู้นั้นรังแกเอาได้ ฝืนข่มความหวาดกลัวอาสาไปเป็เพื่อน
"ข้าว่าพวกเ้าอย่าหาเื่กันเลยดีกว่า ท่านมหาอุปราชไม่ชอบให้ผู้ใดไปวุ่นวายใกล้ชิดมากนัก ครั้งนี้พวกเราไปด้วยเื่งานยังจะต้องกังวลอันใดกัน"
"ข้าน้อยย่อมเข้าใจเ้าค่ะนายท่าน อย่างไรข้าน้อยก็ฝากนางให้ท่านดูแลให้ดีสักหน่อยเถิด ข้าเป็ห่วงเหลือเกิน"
"ได้ ข้ารับปากเ้า" เจียงเป่าเฉียงยิ้มตอบรับคำ ในใจก็รู้สึกดีกับคุณธรรมน้ำมิตรของจวีลี่อิ่งไม่น้อย ยากนักที่จะมีสตรีจากหอจี้อินกล้าไปเผชิญหน้ากับมหาอุปราชกวาน แต่นางกล้าที่จะอาสาเพียงเพราะเป็ห่วงสหายอย่างจ้าวซือหยาง
เจียงเป่าเฉียงรีบให้ทหารช่วยกันยกน้ำและเสบียงอาหารลงจากเกวียนทันที พร้อมกับเชิญให้จ้าวซือหยางนั่งเกวียนไปพร้อมกับตน วิธีแก้ปัญหาน้ำเป็เื่ที่เหล่าขุนนางพยายามคิดกันหัวแทบแตกก็คิดไม่ตก แม่น้ำสุ่ยซีถือกำเนิดจากเทพธิดาสุ่ยซีไม่เคยแห้งเหือด ฝนไม่เคยแล้ง พวกเขาเผชิญปัญหาเื่น้ำท่วมเป็ครั้งคราว แต่ไม่เคยรู้จักกับคำว่าแห้งแล้งอดอยาก นี่เป็ครั้งแรกที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำลดต่ำลงมากกว่าครึ่ง เื่นี้จึงหาผู้เชี่ยวชาญมาแก้ไขได้ยากนัก
หญิงสาวใจสั่นระรัวมาตลอดทางที่นั่งเรือเล็ก มีฝีพายเป็ทหารสี่นายพร้อมด้วยเจียงจางสื่อพาล่องเรือออกมากลางแม่น้ำสุ่ยซี ด้านหน้านางเห็นเรือลำใหญ่ ที่จุคนได้ราว 50 คน มีหลังคาบังแดดและยังเห็นห้องเล็กๆ ที่มีม่านหน้าต่างสีดำขลิบทองอันเป็สีประจำที่มหาอุปราชกวานใช้กับเครื่องเรือนและเสื้อผ้าของเขา
จากกันครั้งก่อนในสถานการณ์ที่ยากจะอธิบายมาราวเดือนเศษ มหาอุปราชหนุ่มก็ไม่เคยเข้ามาวุ่นวายกับชีวิตตน มีเพียงขนมและผลไม้ชั้นดีที่ส่งมาจากเยี่ยนฮูหยิน ที่เข้าใจว่าหญิงสาวอาจจะกำลังตั้งครรภ์หลานของตนส่งมาให้เป็ประจำเท่านั้น
ิกวานยืนอยู่ที่หัวเรือหน้าสุด นางเห็นเพียงแผ่นหลังสง่างามกับเส้นผมยาวสลวยที่ถูกกระแสลมพัดปลิวสยายมาทางข้างหลัง หากไม่สนใจเื่พฤติกรรมหยาบคาย กับนิสัยใจคอที่โเี้เป็ทุนเดิมของชายหนุ่มแล้ว มหาอุปราชกวานนับว่าเป็บุรุษรูปงามอันดับหนึ่งไม่มีสองหาบุรุษใดมาทัดเทียมได้ยาก
จ้าวซือหยางเคยตกอกใไปกับความหล่อเหลาอบอุ่นอ่อนโยนของเจียงเป่าเฉียงไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่เมื่อได้ยลโฉมหน้าของท่านมหาอุปราชใหญ่ เจียงเป่าเฉียงยังสง่างามได้ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของร่างสูงที่นางมองอยู่เวลานี้เลยด้วยซ้ำ
บนเรือใหญ่ นอกจากจะมีทหารชุดสีน้ำตาลเข้มจากค่ายกองธงเขียวและองครักษ์ส่วนตัวชุดดำของมหาอุปราชกวานแล้ว หญิงสาวยังได้พบหน้าบุรุษที่ตนได้พบเมื่อครั้งที่อยู่ในจวนมหาอุปราชอีกคน นั่นก็คือท่านแม่ทัพว่านหย่วนเจิง
เจียงเป่าเฉียงปล่อยให้หญิงสาวนั่งรออยู่ที่โต๊ะเตี้ยกลางลำเรือ ก่อนที่เขาจะเดินไปกล่าวคำบางประการกับิกวานและว่านหย่วนเจิง
ิกวานปรายตามามองที่หญิงสาวร่างงามที่นั่งก้มหน้าก้มตาเรียบร้อยคราวหนึ่ง ในใจอยากจะเข้าไปอุ้มร่างบางเข้าห้องไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด หญิงสาวผู้นี้ทำให้ตนต้องนอนไม่หลับมานานมากแล้ว
แต่ด้วยหน้าที่ความรับผิดชอบอนาคตของแคว้นเทียนหลง เขาอยากจะแบ่งเบาภาระเสด็จพี่ิซังเจี๋ยจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน ที่ขึ้นครองราชย์ด้วยวิธีที่ผิดปกติแม้ว่าเขาจะเป็เชื้อพระวงศ์ก็ตาม ปัญหาบ้านเมืองที่ิซังเจี๋ยต้องรับผิดชอบออกว่าราชการไม่ได้ขาดก็มากพออยู่แล้ว ตนจึงพุ่งเป้าหมายมาที่การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำสานต่อจากอดีตจักรพรรดิิเทียน รวมทั้งชดเชยความรู้สึกผิดภายในใจเื่บิดาไปด้วย เื่อิสตรีจึงต้องถูกจัดอันดับความสำคัญไว้ท้ายสุด ภายในก้นบึ้งของหัวใจตนเอง
"เ้าอธิบายเื่การขุดลอกคูคลองที่เ้าว่ามาให้ละเอียด พวกเ้ามาช่วยกันบันทึกความเอาไว้ด้วย"
ิกวานกวักมือเรียกทหารให้นำเอากระดาษและพู่กันมาจดความรู้แปลกใหม่ที่ตนเพิ่งได้ยินจากเจียงเป่าเฉียงเมื่อครู่ และแน่นอนว่าต้นกำเนิดความรู้นั้นมาจากจ้าวซือหยาง สตรีที่ตนพยายามผลักไสให้ออกห่าง เพื่อให้ตนเองพุ่งความสนใจไปในเื่ที่ถูกที่ควร ดังนั้นการจดบันทึกย่อมเป็การดีกว่าต้องเรียกตัวนางมาสอบถามบ่อยๆ
เมื่อบุรุษห้าหกคน พากันมาล้อมอยู่รอบโต๊ะเพื่อฟังคำจากปากหญิงสาว จ้าวซือหยางที่ไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเองเท่าใดก็เริ่มบีบมือตัวเองด้วยความเคยชินอีกครั้ง นางกัดริมฝีปากเอาไว้เบาๆ หลับตาสูดหายใจเข้าปอดเพื่อเรียกความกล้าและสติสัมปชัญญะ แต่ยังไม่ทันจะอ้าปากเอ่ยคำ เสียงของมหาอุปราชกวานก็ดังขึ้นมาครั้งหนึ่งก่อนแล้ว
"ห้ามมองหน้านาง" ิกวานลอบสังเกตพฤติกรรมของจ้าวซือหยางมานานเพราะในทีแรกหวั่นใจว่านางจะปลิดชีพตนเองแล้วตนจะต้องถูกเสด็จพี่ขุ่นเคือง การบีบมือซ้ำไปมาเช่นนี้อีกประเดี๋ยวหญิงสาวก็พานจะร่ำไห้ออกมาก็เป็ได้
เจียงเป่าเฉียง ว่านหย่วนเฉิง และทหารองครักษ์ที่เตรียมจดบันทึกอีกสามคนได้ยิน พวกเขาถึงกับคิ้วกระตุก รีบก้มหน้าก้มตาเอียงตัวหันข้างให้หญิงสาวโดยพร้อมเพรียง ในใจยิ่งต้องจดจำให้มั่นว่าสตรีผู้นี้สำคัญกับผู้เป็นายเพียงใด
จ้าวซือหยางกลับไม่ได้รู้สึกเหมือนอย่างผู้อื่น นางเข้าใจว่าท่านมหาอุปราชอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ไม่แน่นอน สองเดือนก่อนยังจับนางประจานต่อหน้าสายตานับหมื่นคู่อยู่เลย พอวันนี้กลับมิให้ผู้ใดมองใบหน้าตน พิลึกคน!!
"การขุดลอกคูคลอง หรือถ้าใช้กับแม่น้ำสุ่ยซีก็เป็การขุดลอกดินตะกอนก้นแม่น้ำขึ้นมาเ้าค่ะ ดินโคลนใต้น้ำเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากการกัดเซาะดินริมตลิ่งและสิ่งของที่ผู้คนทิ้งลงน้ำรวมทั้งวัชพืชเน่าเสียให้จมลงไปสู่เบื้องล่าง ไม่ได้เกิดประโยชน์อันใดให้กับแม่น้ำ ทุกปีดินเหล่านี้ก็จะเพิ่มมากขึ้นทำให้แม่น้ำลำคลอง หรือบึงต่าง ๆ เหลือพื้นที่รับน้ำน้อยลงส่งผลให้เกิดน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง เมื่อก่อนแม่น้ำสุ่ยซีไม่เคยลดต่ำ พวกท่านจึงไม่ได้ขุดลอกดินเหล่านี้ขึ้นมา แต่เวลานี้ระดับน้ำต่ำ บางที่ยังแห้งขอดเป็่เวลาที่ดีในการขุดลอกดินตะกอนเหล่านี้ขึ้นมาใช้ประโยชน์ในการสร้างคันดินริมแม่น้ำ หรือขนไปทำถนนหนทางให้เกิดประโยชน์ได้ ฝนตกลงมาเมื่อใดแม่น้ำก็จะเก็บกักน้ำได้มากขึ้น น้ำก็จะไม่ท่วม"
เจียงเป่าเฉียงนั่งฟังคำบรรยายของหญิงสาวอย่างต่อเนื่องด้วยความยินดีเป็อย่างยิ่ง เขาตัดสินใจถูกแล้วจริงๆ ที่พาหญิงสาวมาถ่ายทอดคำให้กับมหาอุปราชด้วยตนเอง เพราะนางสามารถอธิบายหรือตอบคำถามของิกวานได้ชัดเจนและขยายผลได้มากกว่าที่ตนคาดเดาได้มากนัก