ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 136 ทะลวงจุดรวมปราณไห่ตี้ การเปิดจุดรวมพลังที่ยากลำบาก

    ขณะเดินกลับอาจารย์อธิบายเกี่ยวกับการฝึกพลังปราณให้ผมฟัง

            เขาอธิบายว่าศาสตร์การใช้ยันต์และการปราบวิญญาณร้ายในโลกของผู้ฝึกวิชาแบ่งระดับพลังด้วยระบบ‘สามวิญญาณเจ็ดจิต’ ซึ่งสอดคล้องกับ ‘สามเส้นปราณเจ็ดจุดรวมพลัง’

            ยามที่ทะลวงระดับต่างๆจะสามารถเปิดเส้นปราณและจุดรวมพลังใหม่ๆ ได้ ซึ่งนั่นเป็นตัวกำหนดระดับของพวกเขา

            สำหรับตอนนี้แม้ผมจะมีพลังปราณในจุดตันเถียนแต่ก็แค่พอนับได้ว่าเป็นนักสู้ที่มีพลังปราณเท่านั้นการหลอมรวมปราณต้นกำเนิดจึงมีจำกัด

            หากต้องการขยายขีดจำกัดก็ต้องเปิดจุดรวมพลังทะลวงระดับ

            มีเพียงเมื่อเปิดจุดรวมพลังใหม่ ทะลวงเส้นปราณใหม่ได้จึงจะสามารถรวบรวมปราณต้นกำเนิดได้มากขึ้นทำให้สามารถใช้ยันต์และอาคมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

            ผมตั้งใจฟังทุกคำพูดของอาจารย์จดจำเอาไว้ให้ขึ้นใจ

            ท้ายที่สุดอาจารย์หันมาพูดกับผม “เสี่ยวเจียง นายเริ่มต้นจากศูนย์แต่กลับรวบรวมปราณต้นกำเนิดจนถึงจุดที่สามารถทะลวงระดับได้แล้วนายเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากในสายวิชานี้ เมื่อกลับไปแล้ว ให้นายทำตามวิธีที่ฉันสอนชักนำพลังปราณไปทะลวงระดับ”

            “หากนายเปิด ‘จุดรวมปราณไห่ตี้’ และทะลวง‘เส้นปราณพรจิต’ ได้สำเร็จ ก็จะเข้าสู่ระดับแรกของผู้ฝึกตน ‘ระดับพรจิต’ ซึ่งถือได้ว่าได้ก้าวเข้าสู่วงการผู้ฝึกพลังปราณอย่างแท้จริง”

            “อาจารย์วางใจได้ ผมจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง” ผมตอบกลับอย่างหนักแน่น

            แต่แล้วผมก็อดสงสัยไม่ได้จึงถามขึ้น “อาจารย์ ตอนนี้ท่านอยู่ระดับไหนเหรอ”

            อาจารย์ยิ้มบางไม่ได้ตอบตรงๆ “สูงมาก แต่นายมีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นสักวันหนึ่ง นายจะต้องแซงหน้าฉันได้แน่”

            เห็นอาจารย์ไม่ต้องการจะตอบผมจึงไม่ได้ซักไซ้ต่อ

            ไม่นานนักเราก็เดินมาถึงร้านของอาจารย์

            เมื่อเปิดประตูอาจารย์หันมาบอกผม “นายกลับไปตั้งสมาธิพยายามทะลวงระดับเปิดจุดรวมพลัง มันไม่น่าจะยากสำหรับนายฉันขอตัวออกไปผ่อนคลายหน่อย”

            เขาต้องการไปตกปลาอีกแล้ว

            ผมไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมเพียงพยักหน้าและบอกให้เขาระวังตัว

            จากนั้นอาจารย์ก็หยิบอุปกรณ์ตกปลาแล้วเดินออกไป

            ผมกลับเข้าห้องของตัวเองก่อนจะเอื้อมมือปิดประตูล็อกห้อง

            ห้องข้างๆยังมีเสียงเล่นไพ่นกกระจอกดังลอดมาเป็นระยะ

            แต่ผมไม่ได้ใส่ใจสิ่งเหล่านั้นเพียงนั่งขัดสมาธิบนเตียงตามวิธีที่อาจารย์สอนขณะเดินทางกลับมา ปรับลมหายใจเข้าออกตั้งใจรับรู้ถึงจุดตันเถียนของตัวเอง รับรู้ถึงพลังปราณภายในร่างกาย

            ขอเพียงนำพาพลังปราณจากจุดตันเถียนไปยังตำแหน่งพรจิตหรือจุดรวมปราณไห่ตี้ซึ่งอยู่ระหว่างต้นขาทั้งสอง แล้วเปิดจุดทะลวงเส้นปราณได้ก็ถือว่าทะลวงระดับสำเร็จแล้ว

            ฟังดูเหมือนง่ายและอาจารย์เองก็กล่าวว่า ด้วยความแข็งแกร่งของปราณต้นกำเนิดในร่างกายของผมตอนนี้การทะลวงระดับไม่น่าจะยาก

            แต่เมื่อผมลงมือทำจริง…มันกลับยากกว่าที่คิด

            ตลอดครึ่งคืนแรกทุกครั้งที่พยายามจะเปิดจุดทะลวงเส้น ผมล้วนล้มเหลวโดยไม่ทราบสาเหตุ

            ทุกครั้งที่พยายามชี้นำพลังปราณจากจุดตันเถียนเพื่อเปิดจุดทะลวงเส้นร่างกายก็ราวกับมีพลังลึกลับสี่สายโผล่ขึ้นมาทำหน้าที่เหมือนโซ่ตรวนหรือกำแพงคอยขวางทางไว้ตลอด

            ผมต้องผ่านพ้นพันธนาการหรือกำแพงทั้งสี่นี้ไปให้ได้จึงจะสามารถทะลวงจุดรวมปราณไห่ตี้ เปิดขอบเขตพรจิต และสำเร็จการเปิดเส้นปราณ

            เพราะมีพันธนาการสี่ชั้นนี้ขวางอยู่ทำให้ผมล้มเหลวตลอดทั้งคืน

            แต่ผมก็ไม่ยอมแพ้ยังคงฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า พยายามต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

            แม้จะล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าผมก็ยังไม่รู้สึกเลยว่าจะมีโอกาสเปิดจุดรวมพลังได้สำเร็จ

            ขณะที่ความสงสัยในตนเองเริ่มก่อตัวขึ้นจู่ๆ ก็มีความเย็นวูบหนึ่งแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของผม

            พร้อมกับความเย็นนี้พันธนาการและกำแพงทั้งสี่ที่ขัดขวางไม่ให้ผมทะลวงจุดรวมพลังไห่ตี้ได้ ราวกับถูกผนึกไว้แล้วสลายหายไปดั่งควัน

            พลังปราณจากจุดตันเถียนที่ผมนำพาเข้าสู่จุดรวมพลังไห่ตี้จึงไหลเวียนได้อย่างราบรื่นไร้สิ่งกีดขวาง

            ผมไม่รู้เลยว่าเหตุใดจู่ๆถึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น

            แต่ผมรู้ดีว่านี่คือโอกาสที่ฟ้าประทานมาให้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทะลวงจุดรวมพลังไห่ตี้ เปิดเส้นปราณและเข้าสู่ระดับพรจิต

            ผมไม่ลังเลแม้แต่น้อยรีบนำปราณจากจุดตันเถียนพุ่งเข้าสู่จุดรวมพลังไห่ตี้อย่างรุนแรง

            ในครั้งนี้เมื่อไม่มีพันธนาการทั้งสี่มาขัดขวางอีกการทะลวงจุดรวมพลังไห่ตี้จึงง่ายดายราวกับผลไม้สุกที่หลุดจากขั้ว

            ในเสี้ยววินาทีนั้นผมรู้สึกราวกับประตูบานหนึ่งถูกผลักเปิดออก เส้นปราณสายใหม่ถูกเชื่อมต่อสำเร็จ

            ขนทั่วร่างของผมลุกชันขึ้นในทันทีลมหายใจก็เร่งถี่ขึ้นเล็กน้อย

            ปราณจากจุดตันเถียนหลั่งไหลเข้าสู่จุดรวมพลังไห่ตี้อย่างต่อเนื่องทุกเซลล์ทั่วร่างของผมพลันตื่นตัวขึ้นมาในชั่วขณะนั้น

            ผมอ้าปากพ่นลมหายใจขุ่นออกมาร่างกายรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างเห็นได้ชัด...

            เมื่อผมลืมตาขึ้นพบว่าปราณต้นกำเนิดในร่างเข้มข้นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดพลังทั่วร่างก็เหมือนจะเพิ่มขึ้นไม่น้อย

            ด้วยความตื่นเต้นผมลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย รู้สึกได้ถึงความผ่อนคลายทั่วทั้งร่างพร้อมด้วยพลังที่เอ่อล้น

            แต่เมื่อนึกย้อนถึงกระบวนการทะลวงระดับเมื่อครู่ก็ยังมีบางสิ่งที่ผมไม่เข้าใจ

            อาจารย์บอกว่าปราณต้นกำเนิดในร่างของผมเพียงพอแล้วการทะลวงระดับควรจะง่าย

            แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

            พันธนาการไร้รูปทั้งสี่คอยขัดขวางผมทุกครั้งที่พยายามทะลวงระดับและเปิดเส้นปราณ

            สุดท้ายเป็นเพราะความเย็นเยียบระลอกหนึ่งที่ไหลเข้าสู่ร่างจึงทำให้ผมเปิดเส้นปราณ ก้าวถึงระดับพรจิตได้สำเร็จ

            ความเย็นนั้นมาจากไหนกัน

            ผมรู้สึกแปลกใจแต่เมื่อเหลือบไปเห็นประตูที่เปิดอยู่ ดวงตาของผมเบิกกว้างทันทีความสงสัยแผ่ซ่านขึ้นมา

            ก่อนหน้านี้ผมจำได้ชัดเจนว่าปิดประตูห้องไว้แล้ว

            แต่ตอนนี้…ประตูกลับแง้มเปิดอยู่

            นั่นหมายความว่ามีบางสิ่งจากภายนอกเข้ามาในห้อง และผมไม่รู้ตัวเลย

            ผมรีบลุกจากเตียงแล้วเดินไปที่ประตู

            เมื่อมองออกไปอาจารย์ยังไม่กลับมา ห้องของเขายังว่างเปล่า

            นั่นแปลว่าคนที่เข้ามาในห้องผมไม่ใช่อาจารย์

            แล้วใครล่ะ

            เมื่อคิดทบทวนถึงกระแสพลังเย็นเยียบที่ช่วยให้ผมทะลวงระดับยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันคล้ายกับพลังของ ‘วิญญาณ’

            ใช่แล้วพลังของคนตาย พลังของภูตผี…

            ผมชะงักหันไปมองประตูห้องที่ถูกล็อกเอาไว้ตลอดเวลา

            หรือว่า…สิ่งที่อยู่ในห้องนั้นเป็นคนช่วยผม

            เพราะในสถานที่แห่งนี้มีเพียงห้องนั้นห้องเดียวที่ซ่อน‘บางสิ่ง’ เอาไว้

            ผมจ้องมองประตูห้องนั้นก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ขอบคุณ…”

            ไม่มีเสียงตอบรับไม่มีสิ่งใดขยับเขยื้อน

            ผมหันหลังกลับเข้าไปในห้องปิดประตูอีกครั้ง แต่คราวนี้ผมเลือกที่จะไม่ล็อก

            เห็นว่าอาจารย์ยังตกปลาอยู่ข้างนอก เดิมทีผมตั้งใจจะโทรไปบอกข่าวเรื่องนี้แต่พอโทรไป ระบบกลับแจ้งว่าโทรศัพท์ของเขาปิดอยู่

            ผมจึงได้แต่ปล่อยวาง นั่งปรับลมหายใจอยู่บนเตียงสักพักแล้วนอนลงพักผ่อน

            ไม่นานผมก็หลับไป

            ในความฝันอันเลือนราง ผมเห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ที่ประตูแต่มองไม่ชัดว่าเป็นชายหรือหญิง ได้ยินเพียงเสียงพร่ามัวเอ่ยว่า “พรุ่งนี้เอาไพ่มาสำรับนึง...”

            เสียงนั้นดูเหมือนจะพูดอีกหลายประโยคแต่ในความฝันอันเลือนราง ผมจึงฟังไม่ถนัดนัก

            เมื่อผมลืมตาตื่นก็พบว่าเป็นเช้าวันใหม่แล้ว

            สามแก่นชีวิต[1]เต็มเปี่ยมแต่สิ่งแรกที่ผมหันไปมองกลับเป็นประตูห้อง

            สภาพของมันเปิดแง้มเหมือนเมื่อคืน

            ดูเหมือนจะมีคนเปิดเข้ามา...หรืออาจจะเป็นบางสิ่งที่อยู่ในห้องข้างๆเป็นผู้เปิด

            คนที่ผมเห็นในฝันเมื่อคืน...บางทีอาจเป็นสิ่งที่ถูกขังอยู่ในห้องข้างๆ นั้นจริงๆ

            เมื่อคืนเป็นไปได้มากว่าเขาเป็นผู้ช่วยผมไว้จากนั้นก็มาเข้าฝันผมเพื่อขอไพ่หนึ่งสำรับ...


             


    [1]สามแก่นชีวิต หรือ จิงชี่เสิน (精气神)หมายถึง สารประกอบในร่างกาย เลือดลม และจิตวิญญาณ

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน