ณ ร้านค้าใหญ่ของกองเสือหมอบแมวเซา
"ร้านหอมทั่วแผ่นดิน"
ชายผู้หนึ่งเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ
เสื้อผ้ามอมแมมจากการเดินทางไกล
ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล
เขาคือ หมิงเต๋อ
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในร้าน เขาก็รีบถามพนักงานทันที
"เจี่ยวเจี่ยว…นางอยู่ที่นี่หรือไม่?"
คำถามเพียงประโยคเดียว
ทำให้ทุกคนในร้านหยุดการเคลื่อนไหว
บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้น
สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่เขา
ชายคนหนึ่งก้าวออกมาอย่างระมัดระวัง
"ท่านเป็นผู้ใด?"
หมิงเต๋อไม่กล่าวคำใดมาก
รีบหยิบตราประจำตัวและจดหมายที่ขุนทองขาวมอบให้ขึ้นมา
เมื่อเห็นตราประจำตัวนั้น
สีหน้าของคนในร้านก็เปลี่ยนไปทันที
ทุกคนสบตากันครู่หนึ่ง
ก่อนมีคนกล่าวขึ้นอย่างสุภาพ
"เชิญท่านพักดื่มน้ำสักครู่"
หมิงเต๋อนั่งรอด้วยความกระวนกระวาย
ไม่นานนัก
ชายผู้หนึ่งก็เดินกลับมา
"เชิญท่านตามข้ามา"
ทั้งสองเดินอ้อมไปทางด้านหลังร้าน
ผ่านโกดังสินค้า
ผ่านลานเก็บเสบียง
จากนั้นจึงเข้าสู่ทางเดินลับสายหนึ่ง
ยิ่งเดินลึกเข้าไป
หมิงเต๋อยิ่งประหลาดใจ
จนเมื่อออกจากแนวป่า
ภาพเบื้องหน้าก็ทำให้เขาหยุดยืนนิ่ง
หมู่บ้านขนาดไม่ใหญ่ตั้งอยู่กลางหุบเขา
บ้านเรือนเป็นระเบียบ
มีแปลงผักและสวนผลไม้
เด็กๆ วิ่งเล่นอย่างร่าเริง
ผู้คนต่างยิ้มแย้ม
ไม่มีความหวาดกลัว
ไม่มีการกดขี่
ราวกับเป็นโลกอีกใบหนึ่ง
หลายสิ่งหลายอย่างที่นี่
เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน
หมิงเต๋อยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับร่างหนึ่ง
หญิงสาวผู้หนึ่งกำลังถือไม้เรียวเล็กๆ ยืนอยู่หน้ากระดานไม้
กำลังสอนหนังสือให้เด็กๆ
ใบหน้าที่คุ้นเคย
รอยยิ้มอ่อนโยน
และเสียงหัวเราะที่เขาคิดว่าจะไม่มีโอกาสได้ยินอีก
"เจี่ยวเจี่ยว…"
เสียงของหมิงเต๋อสั่นเครือ
น้ำตาค่อยๆ เอ่อขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เขายืนมองอยู่เงียบๆ
ไม่กล้าก้าวเข้าไป
ราวกับกลัวว่านี่จะเป็นเพียงความฝัน
ในวินาทีนั้นเอง
เจี่ยวเจี่ยวเงยหน้าขึ้น
สายตาของนางสบเข้ากับชายผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกล
นางนิ่งค้าง
ไม้เรียวในมือร่วงหล่นลงพื้น
กึก…
ดวงตาของนางแดงขึ้นทันที
"…พี่ใหญ่?"
หมิงเต๋อยิ้มทั้งน้ำตา
เพียงเท่านั้น
เจี่ยวเจี่ยวก็วิ่งออกไปสุดแรง
"พี่ใหญ่!"
สองพี่น้องกอดกันแน่น
ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายไปอีกครั้ง
ไม่มีผู้ใดกล่าวคำใด
มีเพียงเสียงสะอื้นเบาๆ
ของคนที่พลัดพรากกันมานาน
ผู้คนรอบข้างต่างยิ้มออกมา
แม้แต่เด็กๆ ก็หยุดเล่นและมองภาพนั้นอย่างเงียบงัน
ผ่านไปเนิ่นนาน
ทั้งสองจึงเริ่มพูดคุยกัน
เล่าเรื่องราวที่ผ่านมา
เล่าความทุกข์
เล่าความคิดถึง
ราวกับต้องการชดเชยเวลาที่สูญเสียไป
ในคืนนั้น
เจี่ยวเจี่ยวจึงพาหมิงเต๋อไปพบเรือนแก้ว
แนะนำให้รู้จักกับทุกคนในค่ายลับ
จากนั้นจึงพากันรับประทานอาหารเย็น
บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม
หมิงเต๋อนั่งมองผู้คนเหล่านี้อย่างเงียบๆ
ภาพเหตุการณ์ในคืนที่ปะทะกับภูผาและทองขาว
ค่อยๆ ผุดขึ้นในความคิด
ทั้งฝีมือ
ทั้งสติปัญญา
และคุณธรรมของคนทั้งสอง
ทำให้เขาเกิดความชื่นชมอย่างแท้จริง
จากนั้น
เขาค่อยๆ กำมือแน่น
พร้อมให้คำมั่นในใจ
"ต่อแต่นี้ไป…"
"ข้าจะอุทิศทั้งชีวิตให้กับกองเสือหมอบแมวเซา"
ไม่ใช่เพียงเพราะพวกเขาช่วยชีวิตน้องสาวของเขา
แต่เพราะคนกลุ่มนี้…
กำลังสร้างบ้านหลังใหม่ให้กับผู้คนที่เคยสูญเสียทุกสิ่ง
และเขาเอง
ก็อยากเป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลังนี้เช่นกัน…
………..
หลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จ
ทองขาวจึงเดินออกจากร้านอาหารไปยังร้านขนมต้มที่อยู่ข้างๆ
กลิ่นน้ำกะทิหอมหวานลอยมาตามลม
หญิงชราผู้ขายกำลังปั้นขนมอย่างขะมักเขม้น
ทองขาวยิ้มเล็กน้อย
"ท่านยาย เอาขนมต้มไส้ถั่วสองอัน และไส้กล้วยอีกสองอันขอรับ"
ยังไม่ทันที่หญิงชราจะตอบ
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
"ใช่ซื้อหาเผื่อข้าแล้วหรือไม่?"
ทองขาวชะงักไปเล็กน้อย
ก่อนหันกลับมา
เมื่อเห็นผู้มาเยือน เขาก็เผยรอยยิ้มกว้าง
"พี่ทองดี!"
ผู้มาใหม่คือ ขุนทองดี นั่นเอง
ทั้งสองประสานมือทักทายกันอย่างยินดี
ไม่ได้พบกันมานานหลายเดือนแล้ว
ทองขาวยื่นขนมต้มให้สองลูก
"เชิญพี่"
ขุนทองดีหัวเราะเบาๆ
"ยังจำได้ว่าข้าชอบของหวาน"
ทั้งสองเดินกินขนมไปพลาง พูดคุยไปพลาง
ก่อนทองขาวจะเชิญอีกฝ่ายกลับไปยังค่ายพัก
เมื่อเข้าสู่ห้องรับรองเล็กๆ
ทั้งสองจึงเริ่มพูดคุยกันอย่างจริงจัง
สีหน้าของขุนทองดีค่อยๆ เคร่งเครียดขึ้น
"สงครามครั้งนี้..."
"เกรงว่าคงหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว"
ทองขาวเงียบ ฟังอย่างตั้งใจ
ขุนทองดีกล่าวต่อ
"ท่านพระยาตาก ซึ่งขณะนี้ปกครองเมืองกำแพงเพชรอยู่ มีความทุกข์ร้อนใจเรื่องนี้มาก"
"ข้าจึงได้รับมอบหมายให้ออกมาสืบข่าว"
"ไม่คิดเลยว่าจะพบเจอท่านที่นี่"
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ
"ท่านพระยาตากคาดการณ์ว่า สงครามครั้งนี้อาจยืดเยื้อเป็นเวลานาน"
"บางที..."
"อาจถึงขั้นพ่ายแพ้ได้"
ห้องทั้งห้องเงียบลง
แต่คำพูดต่อมาของขุนทองดีกลับหนักแน่น
"ถึงอย่างนั้นก็ตาม"
"พวกเราต้องสู้"
"และต้องปกป้องแผ่นดินเอาไว้ให้ได้"
สิ้นคำ
ทองขาวกลับยิ้มออกมา
รอยยิ้มนั้นทำให้ขุนทองดีถึงกับตกตะลึง
"เหตุใดท่านจึงยิ้ม?"
"หรือท่านรู้อันใด?"
"ช่วยบอกข้าที"
ทองขาวนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้อีกฝ่ายฟัง
เรื่องการคาดการณ์ของภูผา
เรื่องการเตรียมเสบียง
เรื่องการสร้างเครือข่ายการค้า
เรื่องการสำรวจเส้นทาง
และเรื่องการหาที่หลบภัยแห่งใหม่
ขุนทองดีฟังจนเบิกตากว้าง
ทองขาวกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
"พวกเราคาดการณ์ไว้หมดแล้ว"
"สงครามครั้งนี้อาจร้ายแรงกว่าที่ทุกคนคิด"
"แต่พวกเราจะพลิกจากความพ่ายแพ้..."
"...ให้กลายเป็นชัยชนะอย่างเด็ดขาด"
ขุนทองดีนิ่งอึ้ง
ทองขาวกล่าวต่อ
"สิ่งสำคัญที่สุด ไม่ใช่การฆ่าศัตรูให้มากที่สุด"
"แต่คือการรักษาชีวิตผู้คน"
"และรักษาทรัพย์สินของบ้านเมืองให้ได้มากที่สุด"
จากนั้นเขาจึงอธิบายแผนการของภูผา
"พวกเราจะนำเสบียง ทรัพย์สิน และผู้คนทั้งหมด"
"ไปหลบซ่อนในสถานที่ปลอดภัย"
"เมื่อประชาชนปลอดภัย"
"กองทัพก็จะไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง"
"จากนั้น..."
"จึงคัดเลือกกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุด เข้าทำสงคราม"
ขุนทองดีนั่งนิ่งไปนาน
ก่อนสูดหายใจลึก
ในที่สุดก็พยักหน้าช้าๆ
"แผนนี้..."
"ยอดเยี่ยมจริงๆ"
"หากทำได้ บ้านเมืองจะสูญเสียน้อยลงมาก"
เขาลุกขึ้นยืน
"แต่เรื่องนี้สำคัญเกินไป"
"ข้าต้องรีบกลับไปรายงานต่อท่านพระยาตาก"
ทองขาวยิ้มพลางยกมือห้าม
"ไม่ต้องรีบร้อน"
"อย่างน้อยคืนนี้ก็พักเสียก่อน"
"เดินทางกลางคืนอันตราย"
ขุนทองดีหัวเราะ
"ท่านยังเหมือนเดิม"
ในที่สุดก็ยอมอยู่ต่อ
ทองขาวจึงบังคับเลี้ยงอาหารเย็น และจัดที่พักให้อย่างดี
ตกค่ำ
ภายในค่ายพักเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
หมื่นพัน พันเรือง และพี่น้องคนอื่นๆ ต่างเข้ามาร่วมวงกินข้าว
ไม่มีพิธีรีตอง
ไม่มีการแบ่งชนชั้น
ทุกคนนั่งล้อมวงเดียวกัน
พูดคุย หัวเราะ และหยอกล้อกันอย่างเป็นกันเอง
ขุนทองดีมองภาพตรงหน้าเงียบๆ
ก่อนเผยรอยยิ้มออกมา
เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า
เหตุใดคนมากมายจึงยอมติดตามภูผาและทองขาว
เพราะที่แห่งนี้...
ไม่ใช่เพียงกองกำลัง
แต่เป็นบ้านของผู้คนอย่างแท้จริง
และบางที...
อาจเป็นความหวังใหม่ของแผ่นดินในวันข้างหน้าก็เป็นได้.