เสิ่นม่านซูกลับรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อยจริงๆ เพราะนางจำได้ว่าในต้นฉบับ ไป๋ซิวจิ่นไม่ได้มาร่วมงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดขององค์หญิงจิ้งอันครั้งนี้
บัดนี้ทั้งสองคนยืนอยู่คนละฝั่งของกำแพงดอกไม้ ปลายจมูกได้กลิ่นหอมของดอกไม้ลอยอบอวล สามารถพูดคุยกันได้ แต่กลับมองไม่เห็นใบหน้าหล่อเหลาเหนือสามัญของไป๋ซิวจิ่น
เสิ่นม่านซูรู้สึกเสียดายอย่างลึกซึ้ง
เมื่อไป๋ซิวจิ่นได้ยินเสียงของเด็กสาวที่แฝงความยินดีและผ่อนคลาย มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อยตามไปด้วย ก่อนจะตอบรับในลำคอเบาๆ “อืม”
ไม่อาจนับว่าเป็คำตอบเต็มรูปแบบ แต่ก็ถือว่าเป็คำตอบเช่นกัน
ทว่าจวินมั่วหานทนต่อไปไม่ไหวแล้ว
เสิ่นม่านซูปฏิบัติต่อเขาอย่างตัดขาดไร้เยื่อใย แต่กลับพูดคุยกับไป๋ซิวจิ่นได้อย่างสบายใจถึงเพียงนี้
นี่ไม่เท่ากับว่าตบหน้าเขาหรือ!
กอปรกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน ใจของจวินมั่วหานยิ่งจมดิ่งลงไปเรื่อยๆ
หรือว่าเป็เพราะฉินเอ๋อร์พูดอะไรบางอย่างกับเสิ่นม่านซู จึงทำให้นางตัดใจจากเขาเช่นนี้?
ดูท่าจำเป็ต้องเร่งจัดการเื่นั้นโดยเร็วแล้ว!
ในเวลานี้ องค์หญิงจิ้งอันได้ส่งคนมาไต่ถามว่าเหตุใดองค์ชายทั้งหลายจึงยังมาไม่ถึง กู้หยวนจึงได้สติ แล้วกล่าวอย่างรวดเร็ว
“ได้ยินว่าฉินกุ้ยเฟยใกล้จะมาถึงแล้ว พวกเรารีบไปกันเถิด”
ตอนนี้ฉินกุ้ยเฟยกำลังได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้อย่างยิ่ง อีกทั้งยังเป็ผู้ดูแลกิจการฝ่ายใน
องค์ชายหลายพระองค์ล้วนไม่้าล่วงเกินนาง จึงพยักหน้าแล้วเดินตามกู้หยวนไป
ผู้ที่เดินเร็วที่สุดก็คือองค์ชายเจ็ดจวินมั่วหาน
จิ้งอ๋องเดินช้ากว่าเล็กน้อย เมื่อมาถึงข้างกายไป๋ซิวจิ่น ก็กล่าวเสียงเบา “สหายไป๋ จบงานเลี้ยงแล้วไปด้วยกันหรือไม่”
ไป๋ซิวจิ่นไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่พยักหน้าเล็กน้อย
ทว่าเพียงเท่านั้นจิ้งอ๋องก็พอใจแล้ว จึงไม่กล่าวอะไรต่อ ก่อนที่กลุ่มคนจะค่อยๆ เดินห่างออกไป
ทางฝั่งคุณหนูทั้งหลาย ในเวลานี้ก็ถึงเวลาจะเริ่มงานเลี้ยงเช่นกัน
องค์หญิงหย่าอันหันกลับไปมองเสิ่นม่านซูกับซูฉินแวบหนึ่ง จากนั้นก็แค่นเสียง แล้วเชิดคางหมุนตัวเดินจากไป
หวังฮุ่ยหรันและคุณหนูคนอื่นๆ รีบตามไปทันที คนอื่นๆ เห็นเช่นนั้นก็ทยอยเดินไปยังห้องจัดเลี้ยงด้านหน้าเช่นกัน
เสิ่นม่านซูจึงคล้องแขนเสิ่นหลิงหลงแล้วกล่าวว่า “พี่หญิงรอง พวกเราก็ไปกันเถิด”
“อื้ม”
ซูฉินยืนอยู่ที่เดิม มองแผ่นหลังของเสิ่นม่านซูที่จากไป สีหน้ายังคงซีดขาวอย่างน่ากลัว
ทำไม…ทำไมทุกอย่างถึงไม่เหมือนกับชาติก่อน!
หรือเป็เพราะนางเปลี่ยนจากให้เสิ่นม่านซูแขวนคอตายเป็กลืนทองคำแทน?
เสิ่นอี๋เหวินที่ยืนอยู่ด้านข้างไม่ค่อยกล้าเข้าใกล้ซูฉินนัก โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าปลายนิ้วของซูฉินยังสั่นอยู่ นางก็ยิ่งลังเล
เสิ่นอี๋เหวินไม่ชอบพี่สาวที่เป็บุตรสาวภรรยาเอกสองคนนั้นเลย ถึงแม้ซูฉินจะเป็บุตรสาวภรรยาเอก แต่ครอบครัวก็เป็เพียงขุนนางธรรมดา และภายหลังก็ตกต่ำ เช่นนั้นทุกครั้งที่อยู่กับซูฉิน เสิ่นอี๋เหวินจึงรู้สึกเหนือกว่าอยู่บ้าง
เพราะอย่างไรเสียนางก็ยังเป็คุณหนูแห่งจวนแม่ทัพ
แต่ซูฉินในตอนนี้กลับทำให้เสิ่นอี๋เหวินรู้สึกไม่อยากเข้าใกล้โดยไม่ทราบสาเหตุ
ผู้คนรอบด้านทยอยจากไปมากขึ้นเรื่อยๆ ครั้นซูฉินเงยหน้าก็เห็นเสิ่นอี๋เหวินที่ยังลังเลอยู่ จึงถอนหายใจเบาๆ ก่อนขอบตาจะค่อยๆ แดงขึ้น
นางเดินเข้าไปหาเสิ่นอี๋เหวิน แล้วกล่าวอย่างเ็ป “ข้าไม่คิดเลยว่าพี่หญิงสามจะปฏิบัติกับข้าเช่นนี้…”
เสิ่นอี๋เหวินมองนางแล้วนึกถึงท่าทีแข็งกร้าวของเสิ่นม่านซูเมื่อครู่ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดเสียงเบา “ข้าว่านางต้องอิจฉาเ้าแน่!”
“ช่างเถิด อย่าพูดเื่นี้เลย พวกเรารีบไปกันดีกว่า”
“อื้ม”
ในงานเลี้ยง บุรุษและสตรีนั่งแยกกันคนละฝั่ง เหล่าฮูหยินจะนั่งอยู่ด้านหน้า ดังนั้นจึงยังพอมองเห็นแขกฝ่ายชายได้บ้าง ส่วนบรรดาคุณหนู ถูกกำแพงดอกไม้กั้นไว้โดยสิ้นเชิง มองไม่เห็นฝั่งนั้นเลยแม้แต่น้อย แต่ยังคงได้ยินเสียงพูดคุยจากทางนั้น
เมื่อทุกคนนั่งลงเรียบร้อย ทางนั้นก็มีการประกาศการมาถึงของฉินกุ้ยเฟย ข้างกายยังมีองค์ชายห้ารุ่ยอ๋องที่ถูกหามเข้ามา โดยมีชายารุ่ยอ๋องเดินอยู่ด้านข้าง
เมื่อเห็นว่าฉินกุ้ยเฟยมาถึงแล้ว ผู้คนต่างลุกขึ้นโดยพร้อมเพรียง
องค์หญิงจิ้งอันกับกู้หยวนเดินเข้าไปต้อนรับพร้อมกัน
องค์หญิงจิ้งอันคิ้วตาเรียวยาว อ่อนโยนและงดงาม ส่วนฉินกุ้ยเฟย แม้อายุจะมากกว่าองค์หญิงจิ้งอันหลายปี แต่ก็ยังคงงดงามสะกดสายตา อำนาจบารมีสูงส่ง สง่างามจนผู้คนไม่กล้าล่วงเกิน
ฉินกุ้ยเฟยที่มักวางท่าเย่อหยิ่ง ทว่าพอเห็นองค์หญิงจิ้งอัน แววตาก็อ่อนโยนลงทันที นางยิ้มกล่าว “จิ้งอัน ล้วนเป็ความผิดของเ้าห้า ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่มาช้าเช่นนี้”
“ไม่ได้มาช้า พระสนมมาทันเวลาพอดี” องค์หญิงจิ้งอันรีบเชิญฉินกุ้ยเฟยนั่ง จากนั้นก็ถามถึงอาการขารุ่ยอ๋อง
คนนอกต่างรู้ว่ารุ่ยอ๋องเชิญหมอเทวดาไป๋ไปรักษามาแล้ว เมื่อได้ยินองค์หญิงจิ้งอันถาม ทุกคนจึงเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
รุ่ยอ๋องได้รับคำกำชับจากฉินกุ้ยเฟยก่อนมา จึงยิ้มตอบ “ขาข้างนี้าเ็มานาน จะหายได้ในวันสองวันได้อย่างไร”
คำพูดนี้ช่างมีศิลปะ ไม่ได้บอกว่าไป๋ซิวจิ่นรักษาไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าหายแล้ว
องค์หญิงจิ้งอันไม่ได้คิดมาก เพียงแต่สงสารน้องชายมากขึ้น ส่วนองค์ชายคนอื่นๆ สีหน้ากลับแปรเปลี่ยนไปมาอย่างยากจะคาดเดา
แต่ก็เป็เพียงชั่วครู่ เพราะฉินกุ้ยเฟยมาถึง ทุกคนจึงรีบถวายความเคารพ
ฉินกุ้ยเฟยขมวดคิ้วเล็กน้อย กวาดตามองผู้คนก่อนจะหยุดที่ไป๋ซิวจิ่นเพียงชั่วพริบตา
่เวลานั้นสั้นมาก หากไม่สังเกตดีๆ ก็แทบไม่เห็นความผิดปกติ มีเพียงไป๋ซิวจิ่นที่รับรู้ได้ เขายกจอกสุราขึ้นจิบด้วยท่าทีสงบนิ่ง
ทางด้านรุ่ยอ๋อง เขากลับนั่งสบายๆ ทักไป๋ซิวจิ่นที่อยู่ไม่ไกล ไป๋ซิวจิ่นก็ยกจอกตอบรับคำทักทายนั้น
องค์ชายคนอื่นเห็นแล้วสีหน้าพลันแตกต่างกันไป
ยงอ๋องกล่าวเบาๆ “พี่ห้าช่างโชคดีจริงๆ ท่านหมอเทวดาไป๋ลงมือรักษาเป็คนแรก แต่วันนี้ข้ายังเห็นเขาให้คนหามเก้าอี้เข้ามา ไม่รู้ว่าขาจะหายหรือไม่”
จิ้งอ๋องกล่าว “การรักษาต้องใช้เวลา”
ยงอ๋องคิดแล้วพยักหน้า “ก็จริง ขาของพี่ห้าาเ็มาหลายปี”
องค์ชายสามฉีอ๋องที่หมุนจอกสุราเล่นอยู่ด้านข้างกลับหัวเราะเย็น “เมื่อขาหายแล้ว ใจก็จะฟื้นตาม”
องค์ชายคนอื่นแม้คิดเช่นนั้นแต่ไม่มีใครเอ่ยต่อ โดยเฉพาะองค์ชายรองอวิ้นอ๋องที่มักวางตัวเป็คนดี ยกจอกชนกับน้องๆ แล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
จิ้งอ๋องจิบสุราพลางหรี่ตามองไป๋ซิวจิ่น ราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง
ไม่ต้องมองก็รู้ว่าพวกเขากำลังชิงดีชิงเด่นกันอยู่
ไป๋ซิวจิ่นหยิบขนมขึ้นมากินคำหนึ่งแล้ววางลง
ไม่อร่อย
แม้เื้ัจะมีคลื่นใต้น้ำ แต่ภายนอกยังคงดูสงบสุข ยกจอกสุราดื่มกันอย่างครึกครื้น
แม้แต่ฉีอ๋องที่อารมณ์ร้อนที่สุดยังไม่ก่อเื่ในงานวันคล้ายวันเกิดขององค์หญิงจิ้งอัน
ทางด้านสตรีก็คึกคักยิ่งนัก
ครอบครัวที่มาร่วมงานเลี้ยงในวันนี้ หากไม่ใช่บุตรสาวยังไม่ออกเรือน ก็เป็ชายหนุ่มที่ยังไม่ได้แต่งงาน ทุกคนจึงพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างสนุกสนาน
เสิ่นม่านซูเห็นแล้วก็รู้สึกเบื่อ จึงโยนองุ่นเข้าปาก
นี่มันงานดูตัวขนาดใหญ่ชัดๆ
ก็จริง ในยุคโบราณ การแต่งงานของสตรีล้วนเป็เื่ของบิดามารดาและแม่สื่อ
อย่างในนิยายที่นางเคยอ่าน คู่ของร่างเดิมกับจวินมั่วหานถือว่าเป็ตัวอย่างของความรักเสรี แต่ในสายตาเสิ่นม่านซูนั่นคือแบบอย่างด้านลบ
“น่าเบื่อจริงๆ!” เสิ่นหลิงหลงที่นั่งอยู่ด้านข้างกระซิบกล่าวกับเสิ่นม่านซู
เสิ่นม่านซูพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
เสิ่นหลิงหลงจึงพูดอย่างตื่นเต้น “ไหนๆ ก็อิ่มแล้ว พวกเราไปเดินเล่นที่สวนทานตะวันกันเถิด!”