ตอนที่แร้ด มีเดอร์ส เดินออกจากห้องประชุมนั้นเขาก้มลงดูนาฬิกาข้อมือและเห็นว่าหกโมงเย็นแล้ว ช้ากว่าที่เขาตั้งใจไว้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยังมีงานปาร์ตี้ที่บ้านวุฒิสมาชิกเดรค รออยู่ตอนค่ำวันนี้ การประชุมร่วมคณะกรรมการทั้งหลายเป็สิ่งที่สร้างความกังวลให้อย่างเอกอุ โดยเฉพาะเมื่อมีปัญหาขัดแย้งอย่างรุนแรงก่อนจะมีการลงมติให้เป็ที่เด็ดขาด
“ผมว่า เสร็จการประชุมครั้งนี้แล้วคุณคงเสียเพื่อนทนายความในครึ่งวอชิงตันทีเดียวนะ” เอ็ดเวิร์ดเคยเตือนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
“แต่ถ้าคนพวกนั้นเบียดบังเงินทองไปในลักษณะฉ้อราษฎร์บังหลวง ผมก็เห็นจะไม่แคร์หรอกครับ” แร้ดตอบออกไป
เขาได้แสดงมติคัดค้านการออกกฎหมายในระหว่างการประชุมทั้งสองสมัยหลายฉบับ แต่กฎหมายฉบับหลังที่เกี่ยวข้องกับการอนุเคราะห์ทหารผ่านศึกดูจะร้ายแรงที่สุด มันอำนวยประโยชน์ให้กับเ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐบาลมากกว่าจะอนุเคราะห์แก่ทหารเ่าั้อย่างแท้จริง เขาไม่ได้สบายใจเลยเมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็ประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาเื่นี้ แต่เขาก็ไม่อาจทำอะไรได้เมื่อเป็คำสั่งจากประธานาธิบดีคลีฟแลนด์โดยตรง
แม้ว่าประธานาธิบดีจะต่อโทรศัพท์สายตรงเข้าไว้ในทำเนียบขาว แต่สำหรับบ่ายวันนี้มันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรเลย เพราะคลีฟแลนด์ได้เดินทางออกจากเมืองไปอย่างกะทันหันและไม่มีทางติดต่อได้ด้วย แร้ดไม่คิดจะโทรศัพท์ไปรายงานให้รองประธานาธิบดีทราบ ทั้งนี้เพราะต่างมีความคิดเห็นทางด้านการเมืองแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
ขณะที่รถม้าแต่ละคันซึ่งจอดอยู่ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้อีกฟากหนึ่งเคลื่อนเข้ามารับสมาชิกวุฒิสภาแต่ละคนนั้น แร้ดได้โบกมือให้กับไมล์ส จอห์นสัน เพื่อนสนิทของเขา จากนั้นจึงได้ออกเดินไปตามเพนซิลวาเนีย แอฟนิว ซึ่งขณะนี้เ้าซูมิม้าสีดำกำลังรออยู่แล้วที่โรงม้า
เขายอมรับว่า ขณะนี้เขาคิดถึงบลูกราสส์ มีเดอร์ส มาก มันเป็บ้านไร่ที่อยู่นอกเมืองเล็กชิงตั้น แม้ว่าเขาจะโอนกิจการเกี่ยวกับคอกม้าทั้งหมดให้กับโจนาธานลูกชายแล้วก็ตาม แต่เื่ม้าและเื่การแข่งม้าก็ยังแฝงฝังอยู่ในสายเื และในวันกลางฤดูร้อนเช่นวันนี้แทนที่เขาจะได้พักผ่อนอย่างสงบสุขอยู่ที่บ้านไร่แห่งนั้น กลับต้องมานั่งขับเคี่ยวกับปัญหาต่างไ เขาอยากให้วันเวลาที่มีความสุขกับอัลลิสันได้กลับคืนมาอีกครั้งอย่างเหลือเกิน
เขาไม่ได้คิดถึงเ้าเบอเบิ้น เรด มาเป็เวลานาน แต่ขณะที่รถม้าเคลื่อนใกล้ตัวบ้านเข้ามา แร้ดเริ่มคิดถึงเ้าม้าศึกตัวนั้น ซึ่งขณะนี้มันกำลังใช้ชีวิตในบั้นปลายอยู่ในความสงบสุขภายใต้ท้องฟ้าสีครามห่างไกลจากเสียงอึกทึกรบกวนโดยสิ้นเชิง
ในระยะหลังๆ เขาเริ่มคิดที่จะลาออกจากราชการและกลับไปอยู่ในเมืองชนบทเวนดอลล์ สมาชิกสภาจากเคนตั้กกี้รู้จักวิธีจับสายป่านอย่างดี ถ้าเพียงแต่มีแรงผลักดันอีกสักเล็กน้อย เขาจะต้องพร้อมที่จะวิ่งเข้ามาแทนที่แร้ดทันที
“กู๊ด อีฟนิ่ง ครับท่าน”
“กู๊ด อีฟนิ่ง คอร์ตี้”
“รู้สึกว่าวันนี้ท่านจะออกมาช้าสักหน่อยนะครับ กระผมคิดว่าท่านจะไม่ขี่ม้ากลับเสียอีก รอครู่เดียวนะครับกระผมจะผูกอานให้เ้าซูมิก่อน”
“หวังว่ามันอยู่ในอารมณ์ที่จะวิ่งนะ ฉันอยากจะให้สมองปลอดโปร่งสักหน่อยหลังจากที่ต้องนั่งอยู่ในห้องที่ร้อนจะแย่ แล้วก็มีควันบุหรี่อบอวลไปหมดตลอดบ่ายอย่างนี้”
“โอ ไม่ต้องห่วงหรอกครับท่าน ซูมิมันอยากออกวิ่งจะแย่อยู่แล้วละครับ”
คนดูแลคอกม้าพูด เ้าซูมิมีท่าทางกระตือรือร้นที่ได้ออกวิ่งฝ่าไปในสายลมอีกครั้ง อากาศในตอนใกล้ค่ำคลายความร้อนลงมาก และหมู่เมฆสีเทาทึบเริ่มก่อตัวขึ้นตรงขอบฟ้า แร้ดอยากจะกลับให้ถึงบ้านก่อนที่ฝนจะตก ดังนั้นเขาจึงกระตุ้นม้าให้เร็วขึ้น
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขาก็เห็นลูกชายออกมายืนรออยู่ตรงบันไดหน้าบ้าน โจนาธานเป็ประหนึ่งตัวแทนในวัยหนุ่มของเขา รูปร่างสูงสง่า ไหล่กว้าง กล้ามเนื้อตึงตัวบอกให้รู้ว่าเขาชอบชีวิตกลางแจ้งมากกว่าชีวิตในร่ม แต่ขณะนี้เรือนผมสีดำยุ่งเหยิง หน้านิ่วคิ้วขมวด ซึ่งดูจะผิดปกติอยู่มาก เพราะโจนาธานรับมรดกใจเย็นมาจากแม่
“ตอนที่พ่อขี่ม้ากลับมานี่ เห็นรถม้าของบ้านเราบ้างหรือเปล่าครับ” โจนาธานร้องถามพร้อมกับเดินลงบันไดตรงมาหาแร้ด
“ไม่เห็นนี่ ทำไม แม่ยังไม่กลับมาอีกเหรอ”
“ยังเลยครับ แม่ออกไปตั้งนานแล้ว จนผมรู้สึกเป็ห่วง”
“อ้าว ก็บ่ายวันนี้เขามีนัดว่าจะไปพบคุณนายฟอร์ไซท์ไม่ใช่หรือ”
“ใช่ครับ”
แร้ดหัวเราะเบาๆ เมื่อเหวี่ยงร่างลงจากหลังม้า
“พ่อว่า ลูกทำเสียงเหมือนเ้าบ่าวที่ใจร้อนมากไปหน่อยแล้วนะโจนาธาน พ่อขอรับรองว่าแม่เขาไม่ได้เป็อะไรหรอก และถ้ามันเกิดมีเื่อะไรขึ้นกับรถละก็ อย่าลืมสิว่าบราวน์ก็ยังอยู่ทั้งคน เขาจะเป็คนจัดการแก้ปัญหานั่นเอง”
“นั่นแหละครับ ถ้าอีกสักพักหนึ่งแม่ยังไม่กลับมาละก็ผมเห็นจะต้องออกไปตามแน่”
แร้ดเดินไปกดกริ่งตรงมุมเสาเรียกฮิกกิ้นจากโรงเก็บม้า
“ซูมิมันวิ่งมาเหนื่อยมากนะฮิกกิ้น เอามันเดินต่อไปอีกสักนิดแล้วก็เช็ดเนื้อเช็ดตัวให้มันดีๆ หน่อย”
“ครับท่าน”
ตลอดเวลาที่เขาแสร้งทำเป็ไม่รู้สึกอะไรต่อหน้าลูกชายนั้น แร้ดยอมรับว่าเขาเองก็เป็ห่วงภรรยาไม่น้อย เพราะปกติแล้วอัลลิสันไม่ใคร่จะออกจากบ้านไปไหนนานๆ โดยเฉพาะเมื่อเธอรู้อยู่แล้วว่าค่ำวันนี้มีงานปาร์ตี้ที่จะต้องไปร่วม แม้ว่าเขากับวุฒิสมาชิกเดรคจะเป็เพื่อนสนิทกัน แต่เขาก็รู้จักนิสัยของฝ่ายนั้นดีว่าไม่ชอบให้แขกที่ได้รับเชิญไปถึงงานช้ากว่าจำเป็
ขณะที่แร้ดถอดเสื้อผ้าชุดที่เปรอะเปื้อนคราบฝุ่นออกนั้น เขาก็เงี่ยหูฟังเสียงต่างๆ อยู่ พยายามจะรับฟังเสียงล้อรถม้าที่บดอยู่กับกรวดอันเคยคุ้น แต่ปรากฏว่าเป็เสียงกิ่งไม้ที่ส่ายเสียดอยู่กับหน้าต่างห้องนอนชั้นบน
แร้ดหยิบเสื้อคลุมขึ้นมาสวมเดินลงบันไดไปหาลูกชาย
“โจนาธาน พ่อคิดว่าแกพูดถูกแล้วละนะ ออกไปตามแม่ให้กลับบ้านก่อนฝนตกดีกว่า”
ธารน้ำสายเล็กๆ ภายในสวนสาธารณะไหลผ่านไปบนก้อนกรวดสีเทา ขัดถูผิวหน้าของกรวดนั้นให้ราบเรียบด้วยกระแสไม่เคยหยุดยั้ง นานๆ ครั้งก็จะมีกิ่งไม้แห้งชิ้นเล็กๆ หลุดร่วงลงไปลอยอยู่บนผิวหน้าและติดอยู่ในระหว่างแง่หินเป็ครู่ และถูกพัดพาให้ล่องลอยเลยไป
อัลลิสันจ้องมองดูสายน้ำในลำธารราวกับชีวิตของเธอขึ้นอยู่กับการไหลรินของมัน และจับจ้องมองดูเศษไม้ที่ติดอยู่ในระหว่างก้อนหินไม่อาจจะหลุดลอยออกไปได้เช่นชิ้นอื่นๆ
มันก็ออกจะน่าแปลกอยู่เหมือนกันที่อะไรบางอย่างซึ่งไร้ความสำคัญโดยสิ้นเชิง เช่นกิ่งไม้นั้น สามารถส่งผลกระทบมาถึงจิตใจของเธอได้ ราวกับมันจะเป็ลางร้ายแห่งชีวิตของเธอได้จริงๆ
ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาเธอเปี่ยมท้นอยู่ด้วยความสุข สามารถลบรอยแผลเป็ที่จารึกอยู่กลางใจให้เลือนหายไปได้บ้าง
แต่แล้วก็มาถึงบ่ายวันนี้ ที่โลกแสนสวยของเธอได้ถล่มทลายลงในพริบตา และทำให้เธอเกิดความไม่แน่ใจว่าจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร
“คุณนายอัลลิสันครับ พายุกำลังมาแล้ว คุณนายจะกลับบ้านหรือยังล่ะครับ”
อัลลิสันเงยหน้าขึ้น และเห็นคนรับใช้ยืนรออยู่ตรงริมตลิ่ง
“นี่มันกี่โมงแล้วล่ะ บราวน์”
“เกือบหกโมงเย็นแล้วละครับ”
อัลลิสันลุกขึ้นยืนปัดเศษไม้ใบหญ้าออกจากกระโปรง
“ที่จริงฉันไม่ได้ตั้งใจจะอยู่นานขนาดนี้เลยนะ” น้ำเสียงของเธอกึ่งขออภัย “นั่นสิ ฉันว่าเราน่าจะต้องรีบกลับบ้านกันได้แล้ว ป่านนี้ใครๆ คงสงสัยกันใหญ่แล้วละว่าฉันหายไปไหน”
เธอหันกลับไปมองสายน้ำที่ยังหลั่งไหลกระทบอยู่กับแง่หินเป็ครั้งสุดท้ายก่อนจะรีบรุดเดินไปขึ้นรถม้าที่จอดรออยู่ ขณะที่รถเคลื่อนที่ไปข้างหน้านั้น อัลลิสันก็ตัดสินใจว่า เธอจะต้องเก็บความลับเื่ที่เพิ่งได้รู้มานี้ไว้ก่อน จะให้แร้ดหรือโจนาธานรู้ไม่ได้เป็อันขาด จนกว่าเธอจะมีโอกาสพบหน้าคอยน์และพูดจากับเขาให้รู้เื่เสียก่อน