หลังจากลี่ถิงไปคารวะทักทายคนของสกุลเจียงแล้วนางก็กลับมานั่งที่เดิมเพราะเกรงสายตาเหล่าคุณหนูจากสกุลอื่นๆที่มองนางด้วยตาสายตาที่นางไม่ค่อยชอบเสียเท่าไหร่จึงต้องรีบกลับมานั่งที่ตนเองเพราะจะเป็การเหมาะสมกว่า
“พระสนมเสด็จ”เสียงของขันทีสูงวัยหน้าห้องโถงดังขึ้นเป็นสัญญาณ เหล่าทุกคนในงานเลี้ยงจึงลุกขึ้นยืนรอต้อนรับด้วยท่าทางนอบน้อมเล็กน้อยตามฐานะของผู้มาถึงซึ่งสนมส่วนแรกที่มาถึงก็คือเหล่าสนมนางเล็กๆที่ไม่ได้สลักสำคัญนั่นเอง
“องค์หญิงเสด็จ”เหล่าองค์หญิงหลายนางเดินทางมาถึงขันทีจึงเอ่ยขึ้น ก่อนที่พวกนางจะเดินเข้ามา
“องค์ชายเสด็จ”
“ฮ่องเต้ฮองเฮา และสนมเอก เสด็จ”
“ถวายพระพรฮ่องเต้ฮองเฮาและสนมเอก” สุดท้ายแล้วคนที่สำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในนี้ก็มาถึงทุกคนล้วนคารวะอย่างนอบน้อมอย่างที่สุดที่จะทำได้ ทุกคนยังยืนก้มหน้ามือประสานกันไว้นิ่งๆรอจนกว่าจะมีเสียงบอกถึงจะปล่อยลงได้ ชิงเถาได้แต่คิดว่าดีหน่อยที่อย่างน้องเหล่าองค์หญิงองค์ชายก็มาพร้อมกันทำให้ไม่ต้องยืนหลายครั้งเท่าไหร่และนี่จะเป็นการต้อนรับครั้งสุดท้ายในงานนี้แล้วใครกินอยู่ก็ต้องรีบเข้าหละตอนที่ได้ยินเสียงขันทีเอ่ยให้สัญญาณ
“เอาหละตามสบายเถิด” เมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง ผู้ที่เสด็จมาประทับที่บัลลังก์สูงกว่าคนอื่นๆแล้วจึงเอ่ยออกมาเป็นการอนุญาตด้วยน้ำเสียงทุ่มเย็นฟังสบาย
“ขอบพระทัยพะยะค่ะ/เพคะ” เมื่อนั้นทุกคนจึงได้นั่งลงประจำที่ได้
“เนื่องด้วยงานสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีวันนี้ฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้จัดเลี้ยงขึ้น ขอให้ทุกคนสนุกสนานกันอย่างเต็มที่”เสียงขันทีสูงวัยเอ่ยเสียงแหลมขึ้นเมื่อทุกคนเงียบเสียงลง
“ขอบพระทัยพะยะค่ะ/เพคะ”
“นอกจากจัดงานเลี้ยงแล้ววันนี้เรายังมีของขวัญเล็กๆน้อยๆจะมอบให้บุคคลเหล่านั้นด้วย” ฮ่องเต้ตรัสขึ้นอีกครั้ง
“รองเสนาบดีกรมโยธา”เสียงของขุนนางจากกรมพิธีการผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นเจ้าของชื่อจึงต้องรีบเดินออกไปตรงหน้าฮ่องเต้ทันที
“ด้วยความดีความชอบในครั้งนี้จึงประทาน”เสียงของขุนนางกรมพิธีการคนเดิมเอ่ยตามราชโองการออกมา ก่อนที่ของที่ประทานให้จะค่อยๆถูกนำออกมาตามคำเอ่ยขาน
“ต่อไป….” เมื่อคนแรกผ่านไปก็ถึงขุนนางคนต่อไปที่ถูกเรียกชื่อออกไปและประทานทั้งสิ่งของหรือแม้แต่หน้าที่การงานที่ดีกว่าเดิมให้พวกเขาถูกเรียกไปทีละคนตามลำดับยศไปเรื่อยๆ จนมาถึงคนสุดท้าย
“ชิงเถาจากสกุลเจี้ยนเฉิน”เมื่อได้ยินชื่อที่เรียกขาน ทั้งครอบครัวหันมามองหน้าชิงเถากันทันที มีทั้งส่งสายตาเอาใจช่วยนางและยินดีกับนางในครั้งนี้ด้วย
“หม่อมฉันชิงเถาจากสกุลเจี้ยนเฉิงถวายพระพรฮ่องเต้ ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆปี ถวายพระพรฮองเฮา ขอทรงพระเจริญพันปี พันๆปี ถวายพรพระสนม ถวายพระองค์ชายและถวายพระพรองค์หญิง ทุกๆพระองค์เพคะ” เมื่อชิงเถาเดินอย่างสำรวมที่สุดมาหยุดตรงตำแหน่งหน้าพระพักตร์จึงคุกเข่าก้มหัวลงและเอ่ยคำที่นางท่องไว้จนขึ้นใจออกไปอย่างฉะฉานไม่มีสะดุดไม่ช้าไปหรือเร็วไปเสียครึ่งคำถึงแม้ในใจนางจะขัดๆอยู่ก็ตามกับการอยู่ได้เป็นพันเป็นหมื่นปีเหมือนที่ถวายพระพรไป
“ฮ่าๆๆเจิ้นชอบการถวายพระพรของเจ้านัก รวบรัดไปรอบเดียวจับ ถึงแม้จะยาวไปหน่อยก็เถอะ”ฮ่องเต้ทรงยกมุมปากขึ้นอย่างพอใจที่ได้ยินคำชิงเถากล่าว
“ฮ่องเต้”เสียงเอ่ยปรามของฮองเฮาเอ่ยกับผู้เป็นใหญ่ไม่ดังมากนักนางเห็นว่าฮ่องเต้ดูจะเอ็นดูชิงเถาจนออกนอกหน้ามากไปแล้ววันก่อนนางก็ได้ทราบเรื่องตอนที่ชิงเถาเข้าเฝ้าในท้องพระโรงวันว่าราชการไปแล้ววันนี้ต่อหน้าผู้คนมากมายฮ่องเต้ก็ยิ่งแสดงว่าเอ็นดูนางอีก
“หืมอืม เอาหละวันนี้เจิ้นจะมอบรางวัลให้เจ้าในการต้องไกลบ้านไปช่วยเหลือราษฎรของเจิ้นอย่างตั้งใจจริงแต่ของที่จะมอบให้เจ้านั้นพิเศษกว่าของคนอื่นเล็กน้อยเจ้าอยากได้อะไรก็บอกเจิ้นออกมาเถิด” เมื่อคำพูดของฮ่องเต้เปล่งออกไปทุกคนในงานที่กำลังตั้งใจฟังอยู่ยิ่งตกใจเข้าไปอีก นางเป็นเพียงแม่ค้าเท่านั้นจะให้นางเลือกของที่อยากได้เองได้อย่างไร หากนางอยากได้เงินทองในคลังหลวงหละแต่นั่นยังน้อยไป หากนางอยากจะจับองค์ชายสักพระองค์จะทำอย่างไรได้ในเมื่อเกริ่นนำแล้วว่าให้นางคิดเองนางเป็นแม่ค้าต้องมีความโลภอยู่ไม่น้อยเป็นแน่
“ฝ่าบาทพะยะค่ะเกรงว่า” ขุนนางขั้นสูงผู้หนึ่งเอ่ยขัดขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้นจากผู้เป็นใหญ่
“ฝ่าบาทขอทรงตรองอีกสักรอบ” ขุนนางขั้นสูงอีกคนก็รีบเอ่ยค้านเช่นกัน
“เรื่องนี้เจิ้นพูดออกไปแล้วอีกอย่างเราคิดมาดีแล้ว พวกท่านไม่ต้องขอให้เราคิดใหม่อะไรทั้งนั้น” แต่มีหรือผู้เป็นใหญ่จะยอมให้ใครมาเปลี่ยนความคิดของตนได้ถ้าเขาทำเช่นนั้นไม่ถูกหัวเราะหาว่าฮ่องเต้ถูกขุนนางจูงจมูกเอาหรือ
“เอาหละว่ามาเถอะว่าเจ้าอยากจะรอสิ่งใด” ถามชิงเถาออกมาอีกรอบไม่ปล่อยให้มีใครได้คัดค้านอีก
“เอ่อทูลฝ่าบาท หม่อมฉันคิดว่าคงไม่เหมาะที่หม่อมฉันจะร้องรอสิ่งใด”
“บังอาจ”ชิงเถายังไม่ทันได้พูดจบ เสียงของขุนนางขั้นสูงที่เอ่ยค้านเมื่อครู่กลับว่านางอย่างแรงและดังที่นางอยากจะปฏิเสธไม่กล้าเอ่ยปากร้องขอสิ่งใดชิงเถาได้แต่ก่นด่าในใจสรุปชายสูงวัยผู้นี้อยากจะให้นางได้ร้องขอสิ่งที่ต้องการหรือไม่กันแน่พอให้นางคิดเองก็ค้าน พอนางไม่เอาก็ค้าน ค้านเก่งจริงๆ
“ท่านสิบังอาจ”ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นเสียงเข้าเมื่อมีคนขัดชิงเถา
“ขอประทานอภัยพะนะค่ะ”ขุนนางผู้นั้นเมื่อได้ยินเสียงทรงพลังจากฮ่องเต้จึงรีบคุกเข่าของอภัยทันที
“หึเอาหละ ตกลงแล้วเจ้าต้องการสิ่งใดก็บอกแก่เจิ้นมาโดยตรงไม่ต้องปฏิเสธน้ำใจของเจิ้นในครั้งนี้” น้ำเสียงของฮ่องเต้กลับมาทุ้มเย็นอีกครั้งประโยคที่แกมมาด้วยการบังคับ ชิงเถาไม่อาจจะแย้งได้เลย
“ทูลฝ่าบาทเมื่อถามถึงสิ่งที่อยากได้แล้วนั้นหม่อมฉันเป็นมนุษย์ผู้หนึ่งจึงยังมีสิ่งที่อยากได้อยากมีอยู่เพคะ ดังนั้นแล้วหม่อมฉันจึงบังอาจทูลขอ” เมื่อให้โอกาสนางแล้วชิงเถาจึงเอ่ยขอออกไปอย่างไม่เกรงกลัว คำพูดของชิงเถาได้รับความสนใจจากทุกคนในงานเลี้ยงเป็นอย่างมากไม่มีใครไม่มองไปยังตำแหน่งที่นางคุกเข่าอยู่ ไม่มีใครที่จะไม่กำหนดประสาทการรับฟังให้มันทำงานได้ดีกว่าเดิมเพื่อที่จะได้ยินชัดๆว่าสิ่งที่นางร้องขอคือสิ่งใดกันแน่
“ขออะไรก็ว่ามาเถิด” เมื่อชิงเถาหยุดพูด เสียงถอดหายใจเบาๆแต่เมื่อรวมกันก็ดังอยู่ดีจากเหล่าคนที่รอฟังชิงเถาจนลุ้นไปตามๆกันพวกเขาทำอย่างกับว่าชิงเถาของสิ่งนั้นจากตนไปได้ ทำเป็นว่าตนจะเป็นฝ่ายต้องเสียอะไรสักอย่างไปได้ดังนั้นฮ่องเต้จึงถามย้ำชิงเถาออกมาอีกครั้งเพราะเขาก็อยากรู้แล้วว่านางต้องการอะไรสิ่งที่นางต้องการมันจะแสดงตัวตนของนางได้ดีเขาจึงอยากรู้ว่านางเป็นคนเช่นไรกันแน่