ทุกคนในสำนักถงซานต่างรู้กันดีว่าลู่สือม่านบุตรสาวเ้าเมืองเทียนเหอเป็ผู้บำเพ็ญที่ไร้พลังปราณแต่เพราะนางเป็บุตรสาวคนโตของท่านเ้าเมืองนางจึงมีสิทธิพิเศษในการได้เข้ามาฝึกตนในสำนักถงซานแห่งนี้แตกต่างจากลู่สือหลิงผู้เป็น้องสาวที่มีพลังปราณขั้นสร้างฐานั้แ่ก่อนจะเข้ามาในสำนักถงซานแห่งนี้แล้ว
สำนักถงซานคือสำนักศึกษาสำหรับผู้ที่้าจะเสริมสร้างพลังปราณนับเป็สำนักศึกษาอันเก่าแก่ของบรรดาผู้บำเพ็ญ ในทุกๆร้อยปีผู้บำเพ็ญในสำนักแห่งนี้มักจะประสบความสำเร็จได้บรรลุเป็เซียนประมาณหนึ่งถึงสองคนดังนั้นสำนักถงซานจึงได้รับคำกล่าวขานว่าเป็สำนักบำเพ็ญอันดับหนึ่งสำหรับผู้ที่้าจะฝึกบำเพ็ญเพื่อบรรลุสู่แดนเซียน
ในสำนักถงซานผู้บำเพ็ญที่พึ่งจะเข้ามาฝึกฝนและฝึกบำเพ็ญจะถูกแบ่งตามลำดับพลังปราณพลังปราณที่สำนักถงซานจัดลำดับขั้นเอาไว้มีถึง 7 ขั้น ได้แก่
ลำดับที่1 ขั้นฝึกตน คือขั้นแรกสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานพลังปราณเลยแต่หากมีใจที่บำเพ็ญเพียรทางสำนักก็จะรับเอาไว้ลูกศิษย์ส่วนใหญ่ที่สำนักรับเข้ามามักจะถูกจัดอยู่ในลำดับนี้ลู่สือม่านเองก็เป็หนึ่งในลูกศิษย์ขั้นฝึกตนเช่นเดียวกัน
ลำดับที่ 2 ขั้นสร้างฐานคือขั้นที่สองสำหรับผู้ฝึกฝนที่พอจะมีพลังปราณอยู่บ้างแต่ยังไม่แข็งแกร่งพอลู่สือหลิงคือผู้มีพร์ที่พอนางย่างเท้าเข้าสำนักก็ได้ข้ามลำดับขั้นฝึกตนไปอยู่ขั้นสร้างฐานแล้ว
ลำดับที่ 3 ขั้นสร้างแก่นพลังปราณคือลำดับขั้นของผู้ฝึกตนที่มีความสามารถในการรวบรวมพลังลมปราณไปสร้างแก่นพลังที่จุดตันเถียนได้แล้ว
ลำดับที่ 4 ขั้นจินตัน คือลำดับขั้นที่สามารถสร้างเม็ดพลังทองคำในห้วงจิตได้
ลำดับที่ 5 ขั้นหยวนอิง คือขั้นปราณเซียนก่อกำเนิดผู้บำเพ็ญที่ฝึกฝนตนจนสำเร็จส่วนใหญ่มักจะอยู่ในขั้นนี้
ลำดับที่ 6 ขั้นฮว่าเสิน คือขั้นที่พลังปราณและดวงจิตหลอมหลวมเป็หนึ่งผู้ฝึกตนที่อยู่ในอันดับนี้ส่วนใหญ่มักจะได้รับการคารวะจากศิษย์ในสำนักว่าเป็ผู้าุโที่บำเพ็ญเพียรจนประสบความสำเร็จแล้วอาจารย์ในสำนักส่วนใหญ่มักจะอยู่ในลำดับขั้นฮว่าเสินนี้
ลำดับที่ 7 ขั้นฝานซูคืนสู่ความว่างเปล่าเป็ขั้นชำระล้างไขกระดูกเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะเป็เซียน
ลำดับที่ 8 ขั้นต้าเฉิงคืนสู่มหายานผู้ที่บรรลุขั้นนี้ได้จะได้รับการยกย่องว่าเป็เซียนหลุดพ้นจากการเป็มนุษย์อย่างถาวร
เมื่อสำนักถงซานจัดลำดับขั้นในสำนักตามพลังปราณเช่นนี้ลู่สือม่านที่มีชาติกำเนิดสูงส่งจึงเป็ได้แค่เพียงผู้ฝึกตนที่อยู่ในลำดับขั้นต่ำสุดเพราะในกายของนางไม่มีพลังปราณเลยแม้แต่น้อยอีกทั้งยังไม่เคยเริ่มฝึกฝนพลังปราณมาก่อน ผู้อื่นที่อยู่ในลำดับขั้นเดียวกัน ยังพอจะมีพื้นฐานการฝึกฝนอีกทั้งยังมีพลังกายติดตัวมาบ้างแต่ลู่สือม่านคนนี้กลับไม่มีสิ่งใดติดตัวมาเลย
“แล้วเหตุใดเ้าจึงได้เข้ามาอยู่ในสำนักถงซานกันเล่า”ซวีจื่ออิงผู้ฝึกตนขั้นต้นเช่นเดียวกันกับลู่สือม่านเอ่ยถามออกมาด้วยความไม่เข้าใจ
“ก็เป็เพราะท่านพ่อของข้าน่ะสิเขารู้สึกเจ็บใจที่คู่หมั้นของข้าขอถอนหมั้นเพียงเพราะข้าเป็สตรีที่ไร้พลังปราณท่านพ่อจึงมุ่งมั่นและตั้งใจว่าจะส่งข้ามาฝึกฝนด้วยหวังว่าข้าจะมีพลังปราณติดกายเล็กๆน้อยๆ กลับไป ในวันข้างหน้าจะได้ไม่ถูกผู้อื่นคิดดูถูกอีก” ลู่สือม่านเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนอกอ่อนใจ
“ข้าเข้าใจแล้วท่านเ้าเมืองเทียนเหอคงจะคิดว่า การที่เ้าเข้ามาเป็ลูกศิษย์ของสำนักถงซานได้ย่อมหมายความว่าเ้าหาใช่คนไร้ค่าที่ไร้ซึ่งพลังปราณในสายตาของผู้อื่นยามที่เ้าจะหมั้นหมายใหม่อีกครั้งว่าที่คู่หมั้นของเ้าจะได้ไม่คิดดูถูกเื่พลังปราณของเ้าได้อีก”คำพูดของซวีจื่ออิงทำให้ลู่สือม่านพยักหน้าพลางชมเชยออกมา
“เป็เช่นที่เ้าเอ่ยมาท่านพ่อของข้าไม่อยากให้ข้าถูกผู้อื่นดูถูก จึงได้ใช้เส้นสายที่พอจะมีอยู่บ้างฝากข้าเข้ามาเป็ศิษย์ของสำนักถงซานแห่งนี้”คำพูดที่เต็มไปด้วยความตรงไปตรงมาของลู่สือม่านทำให้ซวีจื่ออิงหัวเราะออกมาเบาๆในทันที
“ว่าแต่เ้าเถิดตนเองเป็ถึงบุตรสาวของมหาราชครูซวีแล้วเหตุใดจึงได้มาอยู่ในลำดับผู้ฝึกตนขั้นต้นเช่นข้าได้”ลู่สือม่านเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
มหาราชครูซวีคือผู้ฝึกตนที่มีพลังปราณเทียบเท่าเ้าสำนักถงซานลู่สือม่านเคยได้ยินข่าวลือมาว่าคนทั้งคู่อยู่ในจุดสูงสุดของขั้นฮว่าเสินแล้วจึงนับว่าทั่วทั้งแคว้นอวิ๋นเทียนแห่งนี้มหาราชครูซวีและเ้าสำนักถงซานแห่งนี้นับเป็อันดับหนึ่งของผู้บำเพ็ญ
พลังปราณของผู้ฝึกตนเกิดได้สองรูปแบบรูปแบบที่หนึ่งคือเกิดจากการฝึกฝน รูปแบบที่สองก็คือมีติดกายมาั้แ่กำเนิดส่วนใหญ่ลูกหลานของตระกูลผู้บำเพ็ญเซียนมักจะได้รับการถ่ายทอดพลังปราณมาจากผู้ให้กำเนิดอย่างเช่นลู่สืออินผู้เป็พี่ชายร่วมมารดาและลู่สือหลิงน้องสาวต่างมารดาของลู่สือม่านคนทั้งสองต่างก็ได้รับการถ่ายทอดพลังปราณมาจากบิดาของนาง
ทุกคนต่างรู้ดีว่าเ้าเมืองเทียนเหอลู่เจาคือผู้ฝึกตนที่อยู่ในลำดับขั้นฮว่าเสินแม้ว่าเขาจะถ่อมตนว่าเป็ฮว่าเสินขั้นต้นแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนดังนั้นนางในฐานะคุณหนูใหญ่จึงได้รับความคาดหวังจากผู้คนว่าจะมีพลังปราณสูงแต่กำเนิดเหมือนพี่ชายของนางลู่สืออินและน้องสาวต่างมารดาลู่สือหลิง แต่นางกลับถือกำเนิดเกิดมาดุจบุตรสาวของชาวบ้านธรรมดาทั่วไปที่ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของพลังปราณ
“เ้าอยากรู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใดจื่ออิงจึงไม่มีพลังปราณข้าจะบอกให้ก็ได้ นั่นเป็เพราะนางถือกำเนิดมาจากหญิงชาวบ้านธรรมดาอย่างไรเล่าจะเทียบเท่าพวกข้าที่เป็บุตรสาวของภรรยาเอกที่มีชาติตระกูลของผู้บำเพ็ญเพียรได้อย่างไร”
เสียงของสตรีผู้หนึ่งทำให้ลู่สือม่านต้องหันไปมองยังทิศทางของเสียงมีสตรีสี่คนแต่งกายด้วยชุดสีม่วงซึ่งเป็สีของผู้บำเพ็ญขั้นสร้างปราณยืนจ้องมองนางและซวีจื่ออิงที่กำลังนั่งคุยกันอยู่สีหน้าของพวกนางแค่มองดูก็รู้แล้วว่าไม่ได้มาดี แต่ลู่สือม่านกลับส่งยิ้มให้สตรีทั้งสี่แล้วเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่พยายามแสดงความเป็มิตรอย่างเต็มที่
“เ้าคงจะเป็คุณหนูใหญ่และคุณหนูรองซวีกระมังส่วนอีกสองท่านที่อยู่ด้านหลังก็คงจะเป็คุณหนูจูและคุณหนูตู้ต้องขออภัยด้วยแต่เมื่อครู่นี้ข้ากับจื่ออิงพูดคุยกันแค่เพียงสองคนอีกทั้งเื่ที่พวกข้าพูดคุยกันก็ล้วนเป็เื่ส่วนตัวของพวกข้าหาได้พาดพิงถึงเื่ของพวกเ้าเลยนะ”คำพูดของลู่สือม่านแม้ว่านางจะพยายามใช้น้ำเสียงที่เป็มิตรแต่คำพูดของนางก็ทำให้คุณหนูใหญ่และคุณหนูรองของสกุลซวีอย่างซวีจื่อเหมยและซวีจื่อหลันเกิดความรู้สึกไม่พอใจจนถึงขั้นเดินเข้ามาหาแล้วส่งเสียงตวาดใส่ลู่สือม่านในทันที
“นี่เ้ากำลังพูดจาส่อเสียดหาว่าพวกข้าเสนอหน้ามายุ่งกับเื่ของพวกเ้าเช่นนั้นหรือ”คำพูดของซวีจื่อหลันทำให้ลู่สือม่านยิ้มออกมาในทันที
“ข้าพูดออกไปเช่นนั้นหรือจื่ออิงเ้าได้ยินหรือไม่ข้าพูดจาส่อเสียดบรรดาพี่สาวของเ้าอย่างนั้นหรือ”คำพูดของลู่สือม่านทำให้ซวีจื่อเหมยรวบรวมพลังลมปราณขึ้นมาแล้วปล่อยพลังลมปราณพุ่งเข้าใส่ลู่สือม่านและซวีจื่ออิง
“เปรี๊ยะ! เพล้ง!”เสียงม้าหินถูกพลังปราณโจมตีจนแตกหักพร้อมด้วยร่างของลู่สือม่านและซวีจื่ออิงที่หลบหนีการโจมตีอย่างทุลักทุเลทำให้ซวีจื่อหลันจูเหม่ยฉีและตู้ฟางเหนียงต่างก็หัวเราะกับสีหน้าและท่าทีที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกของลู่สือม่านและซวีจื่ออิง
“พวกเ้าเป็ผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานแต่กลับใช้พลังปราณที่มากกว่าโจมตีพวกข้าที่อยู่ลำดับขั้นต่ำกว่าไม่เกรงกลัวว่าพวกข้าจะนำการกระทำของพวกเ้าไปฟ้องผู้าุโที่ทำหน้าที่ควบคุมกฎของสำนักหรือ”คำถามของลู่สือม่านทำให้ซวีจื่อเหมยส่งเสียงเย้ยหยันออกมาในทันที
“เ้าคิดว่าคุณหนูใหญ่จวนเ้าเมืองที่แม้แต่ลูกอนุเ้าก็ยังสู้นางไม่ได้จะมีผู้ใดยินดีที่จะฟังถ้อยคำฟ้องร้องของเ้า กฎในสำนักมีอยู่ก็จริงแต่ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าสำนักถงซานแห่งนี้ผู้ที่มีพลังปราณสูงกว่าคือบุคคลสำคัญของสำนัก”
“ใช่แล้วเป็อย่างที่พี่หญิงของข้าพูด คนไร้ค่าที่สู้ลูกอนุในจวนไม่ได้เช่นเ้ามีหรือท่านผู้าุโที่เป็ผู้คุมกฎจะยินดีที่จะรับฟัง”ซวีจื่อหลันเอ่ยออกมาพลางจ้องมองลู่สือม่านด้วยสายตาเยาะหยัน
“ไร้ค่าจนถึงขั้นทำให้คุณชายใหญ่สกุลจงขอถอนหมั้นถ้าหากข้าเป็เ้า ข้าคงจะรู้สึกอับอายจนไม่กล้าจะสู้หน้าผู้ใดแล้วไม่มีทางมาเสนอหน้าอยู่ที่สำนักถงซานเช่นเ้าหรอก”ตู้ฟางเหนียงที่อยู่ทางด้านหลังสองพี่น้องสกุลซวีเอ่ยสนับสนุนคำพูดของพวกนาง
จูเหม่ยฉีที่ยืนอยู่ด้านข้างตู้ฟางเหนียงก็เอ่ยวาจาออกมาเช่นเดียวกัน“เ้ามันคนไร้ค่า สู้ลูกอนุในจวนก็ไม่ได้”
คำพูดของคนเหล่านี้ทำให้ลู่สือม่านเม้มปากแน่นในบรรดาคำติฉินนินทาคำพูดที่ทำให้นางรู้สึกเ็ปมากที่สุดก็คือคำพูดที่ว่านางเป็คนไร้ค่ายามนี้ในใจของนางจึงรู้สึกทั้งเ็ปและขุ่นเคือง